เย็นวันนั้นหลังจากที่หวงจิ่นกวงกลับจากหาของป่าบนเขา ก็รู้สึกแปลกใจ เพราะฟูกนอนถูกพับเก็บเป็ระเบียบอยู่ในตู้แล้ว หรือว่าวันนี้หล่อนจะทำความสะอาดห้องแล้วลืมเอาออกมา
“ฟูกนอนไปไหนแล้วล่ะครับ?” เขาไม่เฉยชากับเธอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถือว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็ไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ
“มีคนไปฟ้องคุณย่าว่าฉันดูแลคุณไม่ดี ภรรยานอนบนเตียงแต่ปล่อยให้สามีนอนบนพื้นน่ะคะ”
“เปล่าคะครับ ย่าทวดแค่ถามว่าพ่อกับแม่นอนด้วยกันหรือเปล่า” หวงชิวิตาโตเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้เป็แม่พูด เขาไม่ได้เป็คนฟ้องสักหน่อย คุณย่าทวดถามเขาจำเป็ต้องตอบ
“หึ ต่อไปใครมีเื่สงสัยให้พวกเขามาถามพ่อกับแม่เอง ลูกแค่ตอบไปว่าไม่รู้ก็พอเข้าใจหรือเปล่า” หวงจิ่นกวงพูดกับลูกชายเสียงนุ่ม
“ครับ”
หยางจูไม่สนใจ ก็แค่อยากจะแกล้งลูกชายเล่นเท่านั้น เธอคิดว่าถ้าไม่ใช่คุณย่าหวง ลูกชายก็คงไม่บอกใครหรอก อีกอย่างเขาก็ยังเด็กอยู่ตอบไปตามความจริงนับว่าไม่เสียหายอะไร
“คุณย่าให้เรานอนด้วยกัน?” หวงจิ่นกวงนึกสนุก ถามเธอด้วยดวงตาเป็ประกาย
“อือ ท่านบอกว่าสามีภรรยาไม่ควรแยกเตียงนอน” หยางจูตอบพาซื่อ
อย่าคิดว่าเธอเป็หญิงที่มาจากโลกอนาคตแล้วจะรู้ทุกอย่าง เพราะนอกจากนิยายแล้วเธอก็ไม่รู้อะไรเลย อีกอย่างยังอ่อนไหวกับอะไรได้ง่าย
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ทำตามที่ท่านบอกเถอะ ดีเหมือนกันนอนพื้นปวดหลังมาหลายวันแล้ว”
หวงจิ่นกวงทำท่าจะเดินไปนอนบนเตียง หยางจูที่กำลังทาครีมอยู่ถึงกับชะงัก เธอไม่สนใจว่าสามีจะสงสัยหรือเปล่าว่าครีมหน้าตาแปลกประหลาดพวกนี้มาจากไหน ขอแค่หน้าไม่เหี่ยวก็เป็อันใช้ได้
“ดะ เดี๋ยว แค่เราไม่บอกท่านก็น่าจะพอแล้วนี่คะ” หยางจูพูดเสียงหลง ทาครีมไปได้แค่ครึ่งหน้าก็ต้องหยุดชะงัก รีบห้ามเขาแทบไม่ทัน
“แต่เราควรเชื่อฟังคำพูดของผู้ใหญ่นะ”
“ไม่ต้องเชื่อทุกเื่ก็ได้ค่ะ ท่านไม่รู้หรอก อีกอย่างเตียงนี่ก็พอแค่นอนสองคนเท่านั้น คุณนอนบนพื้นถูกแล้วค่ะ" หยางจูชี้นิ้วเรียวยาวไปที่ตู้เก็บของซึ่งมีฟูกอยู่
“คุณต้องพูดว่า ถ้าปวดหลังก็ขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกัน หรือไม่ก็เสียสละให้ผมกับลูกนอนบนเตียง จนกว่าจะหายปวดหลังไม่ใช่เหรอครับ?” หวงจิ่นกวงถามเสียงกลั้วหัวเราะ
“ไม่ค่ะ ฉันไม่จำเป็ต้องเสียสละ ในเมื่อคุณหายป่วยแล้วฉันก็ไม่จำเป็ต้องรู้สึกผิดอะไรอีก อ้อ…อีกอย่างคุณลองหยุดพักอยู่ที่บ้าน แทนการไปขึ้นเขาหาของป่าทุกวันดูสิคะเผื่อว่าอาการปวดจะดีขึ้น”
เธอเห็นเขาขึ้นเขาทุกวันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังมีใจแบ่งปันของป่าที่หามาได้ให้กับบ้านใหญ่ด้วย ทำเหมือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบจะฆ่ากันตาย สายเืเดียวกันก็แบบนี้ โกรธกันได้ไม่นาน พอนานๆ ไปต่างฝ่ายต่างคิดได้ก็จะหายโกรธกันไปเอง
“หึ ผมล้อเล่นน่ะ คุณกับลูกนอนบนเตียงไปเถอะ นอนพื้นก็ไม่ได้เป็อะไร ฟูกนี่ก็นอนสบายกว่านอนกลางทะเลทรายเป็ไหนๆ”
เขาไม่ใช่คนเื่มาก คนที่ผ่านร้องผ่านหนาวในสนามรบแบบเขาแค่นี้ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ บ้านเมืองยังไม่นับว่าสงบมากนัก จำเป็ต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยอยู่ตลอด กระทั่งจะข่มตาให้หลับลึกยังยาก นับประสาอะไรกับนอนบนฟูกแค่นี้สบายมาก
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้จะเป็วันที่หวงจิ่นกวงพาภรรยาและลูกชายไปดูบ้านที่พวกเขาจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ หยางจูตื่นเต้นมาก นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าจะเป็อย่างไร
พอไปถึงบ้านพักคนงาน ซึ่งแยกออกเป็หลายส่วน แต่ส่วนที่หยางจูอยู่จะเป็บ้านพักของระดับหัวหน้าและผู้บริหารอยู่กัน เพราะเป็บ้านเดี่ยว ไม่ใช่เป็อาคารเหมือนบ้านพักของพนักงานฝ่ายผลิตทั่วไป
“อยู่ไหนล่ะ” เสียงเอะอะของผู้หญิงดังมาแต่ไกล
“ทางนั้นครับ”
“ฉันไม่ได้มีหน้าที่พาคนงานมาดูบ้านนะ งานฉันกองรอตั้งเยอะให้ต้องรีบไปจัดการ ถ้าผู้จัดการเรียกหาแล้วไม่ฉันใครจะรับผิดชอบ”
เนื่องจากว่ามีพนักงานมารายงานเื่ที่มีคนงานมาดูความเรียบร้อยก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ แต่ตอนนั้นเธอกำลังทาเล็บอยู่ เลยไม่ทันได้ฟังว่าเป็ใคร คิดว่าคงจะเป็พนักงานฝ่ายผลิตทั่วไป
แต่พอไปถึง เห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ ใบหน้าหวานเป็เอกลักษณ์ เธอก็จดจำเขาได้ในทันที นายทหารที่ถูกส่งตัวมาทำงานที่นี่ กระทั่งกับผู้จัดการเขายังกล้าข่มขู่คนนั้นนั่นเอง
“สวัสดีครับ ผมชื่อหวงจิ่นกวง พาภรรยาและลูกมาดูบ้านตามกำหนดที่ทางโรงงานบอกเอาไว้”
“ไอหยา…ฉันก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็หัวหน้าหวงนี่เอง” พอเห็นว่าเป็ใคร ใบหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของเลขาสาวก็เปลี่ยนไปในทันที ทำเอาพนักงานที่พามาถึงกับทำหน้างง
จากนั้นหวงจิ่นกวงก็แนะนำให้หล่อนรู้จักกับภรรยาและลูกชายของเขา เนื่องจากว่าจำเป็ต้องเพิ่มชื่อของทั้งสองคนเข้ามาในทะเบียนบ้านของทางโรงงานด้วยเช่นกัน เขาเลยถือโอกาสนี้แนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกันเอาไว้
“สวัสดีค่ะ ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้รอนาน มาเถอะค่ะ ฉันจะพาเข้าไปชมข้างในบ้าน มาดูกันว่ามีอะไรที่จะต้องแก้ไขอีกหรือเปล่า” เลขาสาวตอบหน้าเจื่อน แต่ยังทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
“ลำบากเลขาลู่แล้ว” หยางจูค้อมศีรษะให้ผู้หญิงตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ หัวหน้าหวงอีกหน่อยก็จะเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของโรงงานเราแล้ว อนาคตต่อไปจะต้องราบรื่นแน่” เลขาสาวพูดขึ้น ปกติเธอไม่ให้ค่าตำแหน่งพวกนี้ด้วยซ้ำ แต่พอรู้พื้นหลังของผู้ชายคนนี้ที่ไม่ธรรมดา แต่มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ เชื่อว่าอนาคตของเขาต้องไม่หยุดแค่ที่หัวหน้าช่างเป็แน่
“เื่นั้นก็ต้องดูกันอีกทีล่ะค่ะ แต่ถ้าสามีไม่าเ็ เขาก็คงจะไปได้ดีในตำแหน่งทหารมากกว่า”
เลขาสาวแอบเบ้ปาก ถึงทหารจะฟังดูมีเกียรติ แต่ทว่ากลับไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไปสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็ที่รู้กัน พวกที่ยอมสมัครไปเป็ทหาร ล้วนแต่เป็พวกไร้ซึ่งหนทางไป เลยจำเป็ต้องไปขอพึ่งพาชามข้าวเหล็กจากทางการ
หวงจิ่นกวงยืนนิ่ง ดูภรรยาเล่นละครชื่นชมเขาอยู่ไม่ขาดปาก ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เห็นว่าหล่อนจะใส่ใจกับหน้าที่การงานของเขาเลยด้วยซ้ำ เห็นมุมนี้ของเธอแล้วก็อดทำให้เขายิ้มออกมาไม่ได้
“แม่ครับ นี่บ้านของพวกเราจริงๆ เหรอครับ” หวงชิวิถามผู้เป็แม่ เด็กน้อยออกไปวิ่งเล่นข้างบ้านมา
บ้านชั้นเดียว ทว่าถูกสร้างอย่างแ่า เป็บ้านปูนทั้งหลัง แถมยังมุงด้วยหลังคากระเบื้องอีกห่างหาก เวลาที่หิมะตกก็ไม่ต้องกลัวว่าหลังคาจะทะลุเพราะรับน้ำหนักของหิมะไม่ไหว
“ใช่สิจ๊ะ ต่อไปนี้พวกเราจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ว่าแต่บ้านของเลขาลู่หลังไหนเหรอคะ เผื่อว่าเราจะเป็เพื่อนบ้านกัน”
พอได้ยินแบบนี้เลขาก็ทำหน้าเจื่อน ท่าทางดูถูกทั้งสามคนก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เพราะเธอเป็แค่เลขา ถึงจะใกล้ชิดเ้านายตำแหน่งสูง แต่ก็ถือว่าเป็แค่พนักงานทั่วๆ ไป ไม่ได้มีอภิสิทธิ์อะไร
“อะ เอ่อบ้านของฉันไม่ได้อยู่ซอยนี้หรอกค่ะ” ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าบอกความจริง
“อยู่ซอยไหนเหรอคะ เผื่อวันที่ฉันย้ายเข้ามาจะได้เชิญมากินมื้อค่ำด้วยกันสักมื้อ” หยางจูยังคงตื๊อไม่เลิก
เธออยากจะแหกหน้าเลขาสาวคนนี้สักครั้ง วางตัวสูงส่ง มองเธอกับลูกชายั้แ่หัวจรดเท้า อีกทั้งยังแสดงสีหน้ารังเกียจลูกชายเธอจนออกนอกหน้า ให้มันรู้เสียบ้างว่ากำลังเล่นกับใครอยู่
“เลขาลู่ไม่สะดวกใจก็อย่าไปเซ้าซี้เลย คุณมาดูห้องนอนกับผมทางนี้เถอะ” หวงจิ่นกวงเป็คนแก้สถานการณ์
เขามองออกว่าอะไรเป็อะไร เพียงแต่ไม่อยากให้ภรรยาสร้างศัตรู เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน