ข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ

    บทที่ 4 // ตอนที่ 4-1 แขกไม่รับเชิญ

            ทั้งสองหันไปตามเสียงที่คุ้นเคย  ผู้ที่ก้าวขึ้นบันไดมาก็คือ

            “ฮุ่ยซิ่ว...” / “องค์ชายห้า!?”

            ผู้มาคือองค์ชายห้าจริงๆ

            หนิงเอ๋อเมื่อทราบว่าองค์ชายหาใช่คนเหลวไหลจริงๆไม่ จึงไม่มีความคิดรังเกียจแบบเมื่อคราแรก  กำลังจะเอ่ยปากชวนร่วมโต๊ะ พลันนึกได้ว่ามื้อนี้ตนไม่ใช่คนออกเงิน จึงได้แต่เงียบรอลู่เอินชวนเขา

            ฮุ่ยซิ่วกล่าว

            “เมื่อเห็นข้ามาแล้ว  ไหนเลยไม่ชวนข้าร่วมรับทานนั่งโต๊ะ?”

            เมื่อความสัมพันธ์พวกเขาถูกศัตรูมองออกจึงไม่จำเป็๲ต้องเสแสร้งแกล้งดัดทำทีให้เกียรติองค์ชายอย่างเขาอีก  ลู่เอินยอกย้อนตามประสาเพื่อนทันที

            “พอดีเก้าอี้มีสองตัว  โต๊ะนี่ก็คับแคบเกินไป  อาหารที่วางก็เต็มแล้วแถวรับทานไปบ้างแล้วกลายเป็๞ของเหลือไม่เหมาะรับแขก”

            “เ๱ื่๵๹นี้ข้าไม่ถือ”

            “แต่ข้าถือ  ยิ่งเป็๞แขกระดับองค์ชายด้วยแล้ว”

            “นั่นกลับไม่ต้องนำพา  องค์ชายพบประชาชน พกความเป็๲กันเองสูง  ทั้งยังไม่ใช่รัชทายาท มิต้องกลัววันหน้าข้าเป็๲ฮ่องเต้”

            “ไฉนท่านหน้าด้าน?”

            “ข้าไม่หน้าด้าน  ไหนเลยจะมีใจกล้าทำบัดสีล้วงลูบสตรีต่อหน้าธารกำนัน”

            “ที่นั่นชีจิ๋ว ที่นี่นครหลวง”

            “นับว่าแตกต่างอยู่บ้าง  ดังนั้นข้าจึงลดความหน้าด้านลงมา  เหลือแค่เบียดเบียนโต๊ะอาหารสหาย”

            “โต๊ะนี่มีสตรี  ไม่สะดวกให้ผู้มักมากในกามราคะนั่ง  ท่านทางที่ดีจองชั้นบนที่ทิวทัศน์งามกว่านี้เถอะ”

            หนิงเอ๋ออดที่จะอมยิ้มปนส่ายหัวกับการถทุ่มเถียงยอกย้อนกันของทั้งสอง  อดขำออกมานิดๆ ไม่ได้

            เสียงที่น่าฟังอีกเสียงก็ดังขึ้น

            “ข้าไม่มักมากราคะ  หวังว่าท่านแม่ทัพเซียวจะให้ข้าร่วมโต๊ะ”

            เสียงนี้มาพร้อมตัวคนพูดที่ก้าวขึ้นบันไดมา

            ลู่เอินส่อแววตาไม่พอใจกล่าวออกมากับฮุ่ยซิ่ว

            “เป็๞ท่านนำพาเขามา?”

            ฮุ่ยซิ่งยิ้มแย้มกล่าวตอบ

            “ข้าบ่ายเบี่ยงแล้ว  กลับมิคาด มีคนหน้าด้านกว่าข้ารบเร้าติดตามมายังเหลาร้านนี้”

            หนิงเอ๋อยิ้มทักกล่าวขึ้นมา

            “อ้า ~ ท่านนั่นเองคุณชายจู”




            ฮุ่ยซิ่วยิ้มแต่ไม่พูดจาได้แต่ถอนหายใจ

            แค่คนที่ขมวดคิ้วชัดเจนคือลู่เอิน

            จูเจียวเชิน ฉายาบุรุษหยกวานิชย์บุตรชายท่านจูเหอ เ๽้าเมืองชีจิ๋ว

            เซียวลู่เอิน  จ้าวฮุ่ยซิ่ว  จูเจียวเชิน บรรยากาศอึมครึมอัดอัดเมื่อพวกเขาสามคนยืนพร้อมกัน

            หนิงเอ๋อคล้ายไม่ทราบว่าตนคือสาเหตุ  แต่ดูจากบรรยากาศแล้วมิสู้ดี  รอบยิ้มค่อยๆ หายไป หันกลับเข้าโต๊ะลอบกินเนื้อแสนอร่อยต่อ

            ลู่เอินแค่นเสียงถาม

            “หึ ร้อยวันพันปีท่านไม่เคยปรากฏกายที่นครหลวง  เทียวไปเทียวมาทำการค้าตามลุ่มแม่น้ำสายทอดสู่ทะเล  มิทราบมีธุระใดที่นครหลวง”

            “คนเราอยู่ไม่เกินร้อยปีก็ตายไหนเลยจะอยู่ถึงพันปี  อีกอย่างข้าคล้ายสนใจนครหลวงเลยมาสำรวจเพื่อลงหลักทำการค้าสักสองสามรายการ”

            ฮุ่ยซิ่วกล่าวขึ้น

            “ข้าว่าคุณชายจู  มาสำรวจดอกไม้งามมากกว่า  ทว่าดอกไม้นี้มีสัตว์ดุร้ายเฝ้า  ท่านต้องระวังหน่อย”

            ทั้งสามจดจ้องกัน หนึ่งนั่ง สองยืน

            หนิงเอ๋อคีบทั้งเป็ดย่างทั้งเนื้อผัด และเกี๊ยวนึ่งเข้าปาก พลันนึกได้ว่าเ๯้าของเงินยังไม่ได้กินจึงคีบเกี๊ยวขึ้น

            “คุณชายคะ ทานเกี๊ยวคะ”

            นางคีบยื่นให้ลู่เอินอีกมือหนึ่งเอามือรองไม่ให้หก

            “อ้าม~”

            ทั้งหมดล้วนจับจ้องมองนาง

            ลู่เอินที่กำลังจะสวนกลับไปว่า ‘ข้ากำลังคุยธุระเ๽้าอย่าเพิ่งกวน’ ก็พลันนุกอยากเปลี่ยนการกระทำกะทันหัน

            “ข้าคุยนานแล้ว กำลังหิว”

            จากนั้นอ้าปากรับเกี๊ยวนึ่งเข้าปาก

            “มันไม่ร้อนแล้ว  สงสัยตากลมนาน”

            หนิงเอ๋อยิ้มกล่าว

            “เพราะข้าเป่าให้หรอกค่ะ  ฮิๆ ไม่มีใครใส่ใจท่านเท่าข้าหรอกนะ ฮ่ะๆ”

            รอยยิ้มที่ชวนมองแก้มที่นวลผ่องน่ารักน่าหยิกเบาๆบุรุษหนุ่มใดจ้องมองล้วนอยากหอมสักหลายฟอดให้หายชื่นใจ

            “เอ้านี่ ... เป็ดย่างค่ะ”

            จากนั้นคีบชิ้นเป็ดส่งเข้าปาก  ลู่เอินหน้าอ้าปากรับ กินอย่างว่าง่าย  เขาจงใจทำต่อหน้าเจียวเชิน

            ใต้ปากเลอะชิ้นเป็ดที่มันแผล่บ  หนิงเอ๋อเอานิ้วโป้งซ้ายที่ไม่ได้จับตะเกียบปาดคราบไล่จากล่างขึ้นบน  นางมองคราบเป็ดย่างในมือก็ดูดนิ้วเข้าปากด้วยความเสียดาย

            แต่ในสายตาบุรุษ  นางคล้ายดื่มชิมคราบริมฝีปากลู่เอิน

            ฮุ่ยซิ่วหัวเราะออกมา แต่ไม่ทราบว่าหัวเราะด้วยความรู้สึกใด

            เจียวเชินได้แค่ถอนหายใจจากนั้นกล่าว

            “แม่นางหนิงเอ๋อยังเจ็บเท้าหรือไม่?”

            หนิงเอ๋อที่ตอนนี้เองก็กำลงัคีบเนื้อเข้าปากก็รีบกัดฉีกชิ้นที่ยังเข้าปากไม่หมดออกอย่างทุลักทุเลเพื่อจะตอบ  และตอบทั้งที่เนื้ออีกครึ่งชิ้นยังคาในปาก

            “ข้า..ไม่เจ็บแล้วค่ะขอบคุณที่เป็๞ห่วง”

            ลู่เอินได้ทีกล่าวขึ้น

            “เซี่ยวเอ๋อ  เวลามีอาหารในปาก  อย่าพูดสิ มันเสียมารยาท”

            “ก็..คุญชายจูถามข้านี่คะ”

            ลู่เอินแค่นเสียง  แม้ไม่หันไปหา แต่กล่าวถึงเจียวเชินแน่นอน

            “คนเราถ้ารู้จักคิดถึงผู้อื่นสักนิด  ก็สมควรทราบว่าเขากำลังรับทานอยู่  การถามตอนคนกำลังขบเคี้ยวดื่มกินนับว่าไม่สมควร”

            บรรยากาศยิ่งอึมครึมกว่าเดิม

            หนิงเอ๋อเพื่อเลี่ยงบรรยากาศนี้ตนได้แต่ก้มหน้าก้มตากินจนเพลินรู้ตัวอีกที  หมดสำรับแล้ว ได้แต่สำนึก  เอานิ้วสะกิดลู่เอิน

            “คุณชายคะ  ข้า..เผลอกินจนหมด  ข้าขอโทษค่ะ”

            เจียวเชินรีบกล่าว

            “งั้นให้ข้า......”

            ยังไม่ทันกล่าวจบ

            ลู่เอินชิงกล่าว

            “เ๽้าอิ่มก็ดีแล้ว งั้นเราไป ..”

            จากนั้นวางเงินลงบนโต๊ะครบจำนวน  เขากินอาหารชุดนี้ประจำ  ดังนั้นไม่ต้องถามราคากับเสี่ยวเอ้อ รินน้ำชาคนละจอกแล้วกระดกพร้อมกันทั้งสองคน  ลู่เอินลุกเดินแหวกเจียวเชินไปยังทางลงบันไดจนเกือบจะชนเขา

            “คุณชายรอข้าด้วยสิคะ”

            หนิงเอ๋อรีบลุกตาม  จากนั้นก่อนลงบันไดก็หันกลับมาเอามือประสานหน้าตักแล้วย่อตัว

            “องค์ชายห้า  คุณชายจู ข้าขอตัวค่ะ”

            ทั้งสองประสานมือขึ้นรับ

            “เชิญ” / “เชิญ”

            จากนั้นนางรีบวิ่งตามลงไป

             

            ฮุ่ยซิ่วแม้เดิมจะตามมานั่งร่วมกับหนิงเอ๋อ แต่ก็เผื่อไว้ก่อนแล้วว่าลู่เอินจะไม่ให้นั่ง  จึงจองชั้นบนขึ้นไปอีกไว้เผื่อแล้วจากนั้นยิ้มหันมากล่าว

            “เหลือเพียงเรา  ท่านจะขึ้นไปดื่มกับข้าก็ได้นะ เชิญ”

            “กระหม่อมตามมาไม่บอกกล่าวเกรงใจองค์ชาย  กระหม่อมขอตัว”

            กล่าวจบก็เดินลงไป

            .......

             

            หนิงเอ๋อเดินตามลู่เอินฟังเขาบรรยาบอกกล่าวถึงสร้านที่ร้านรวงและผู้คนต่างๆ ทั้งที่ควรซื้อขายคบหาทั้งที่ควรระวัง

            หนิงเอ๋อชี้ซาลาเปา

            “อะไร เ๯้าจะเอาเหรอ...ไม่อิ่มสินะเอากี่ลูก?”

            “หนิงเอ๋อส่ายหน้า”

            “ไม่กินแล้วชื้ทำไม?”

            “คุณชายทานเกี๊ยว เนื้อผัด เป็ดย่างไปอย่างละไม่กี่คำเอง  ถ้าคุณชายไม่กินซาลาเปานี่ข้าไม่เดินไปกับคุณชายจริงๆ ด้วย”

            “นี่เ๯้าขู่ข้า?”

            “ข้าไม่ได้ขู่นะคะ”

            พูดจบหนิงเอ๋อก็ทรุดนั่งลงในท่านั่งยองๆแล้วกอดเข่า ราวกับจะไม่เดินไปต่อ

            ลู่เอินเดินต่อไม่สนนาง  สักพักหันมามอง  นางยังนั่งอยู่จริงๆผู้คนเดิมมาจนแทบจะชนนางเพราะมองไม่เห็น

            ลู่เอินถอนหายใจ เดินกลับมาแล้วแล้วกล่าวกับร้านซาลาเปา

            “ซาลาเปาสองลูก”

            หนิงเอ๋อเงยหน้ามามองยิ้มทันที

            ลู่เอินกล่าว

            “ลุกขึ้นได้แล้ว  มันเกะกะคนที่เขาสัญจร”

            “ได้เลยค่ะคุณชาย”

            ลู่เอินเดินกัดซาลาเปาไป เป่าไป  โดยมีหนิงเอ๋อถืออีกลูกให้ มันกำลังร้อนทำให้กินลำบาก

            หนิงเอ๋อยื่นหน้าเข้าไปเป่า

            “ฟู่ว์...ฟู้ว์”

            หน้านางใกล้ชิดกับอกของเขาก้มลงไปมองก็ได้กลิ่นผมที่สระแล้ว กับกลิ่นกายที่หอมของนาง ปลายถันทางขวาแตะชนแขนซ้ายเขาเล็กน้อยแต่เหมือนนางจะไม่รู้ตัว  มันนุ่มและไม่อยากจะละจากสถานภาพยามนี้ไปเลย

            “น่าจะหายร้อนแล้ว  ทานสิคะ”

            “อ..อ่ะ ..อื้ม...”

            “คุณชายเหม่ออีกแล้ว”

            “ข้า...ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย”

            “เห.. คนอย่างคุณชายคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเป็๞กับเขาด้วยเหรอคะ  นึกว่าจะมีแต่แผนการกับงานในหัวซะอีก”

            ขณะนางเงยหน้าหันมาหยอกลู่เอิน  กลับพบว่าเขามองจ้องลงมาที่นาง  ด้วยแววตาที่อบอุ่นเป็๲ห่วง  รู้ตัวอีกที่ นี่คือสีหน้าที่ยิ้มของลู่เอิน

            หนิงเอ๋อจ้องมองกลับ  ไม่ทราบเพราะเหตุใด  นางกลับจ้องมองอยู่แบบนั้น  ราวกับว่าถ้าไม่จต้องอาจพลาดโอกาสเห็นแววตาสีหน้านี้  ทั้งคู่เงียบงันอยู่ที่มุมสะพานข้ามคลอง  คลองนี้มีต้นไม้ริมทาง ร้านรวงเล็กน้อยมีเรือพายให้บริการ ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและเพื่อการเดินทางสัญจร

             ทั้งคู่เหม่อมองกัน ผู้สัญจรมากมาย เดินชนนางจนเบียดเข้ามาชิด  หน้าอกแนบตัวเขา แต่ทั้งคู่ยังจ้องหน้ากัน

            “ถ้าพวกเ๯้าไม่ทำอะไรกันต่อ  ก็หยุดจ้องแล้วหาที่เงียบกว่านี้ทำอะไรกันต่อได้แล้ว”

            ทั้งคู่สะดุ้งหันไป

    “แม่นางฟางเหนียง??!”