ทั้งสองหันไปตามเสียงที่คุ้นเคย ผู้ที่ก้าวขึ้นบันไดมาก็คือ
“ฮุ่ยซิ่ว...” / “องค์ชายห้า!?”
ผู้มาคือองค์ชายห้าจริงๆ
หนิงเอ๋อเมื่อทราบว่าองค์ชายหาใช่คนเหลวไหลจริงๆไม่ จึงไม่มีความคิดรังเกียจแบบเมื่อคราแรก กำลังจะเอ่ยปากชวนร่วมโต๊ะ พลันนึกได้ว่ามื้อนี้ตนไม่ใช่คนออกเงิน จึงได้แต่เงียบรอลู่เอินชวนเขา
ฮุ่ยซิ่วกล่าว
“เมื่อเห็นข้ามาแล้ว ไหนเลยไม่ชวนข้าร่วมรับทานนั่งโต๊ะ?”
เมื่อความสัมพันธ์พวกเขาถูกศัตรูมองออกจึงไม่จำเป็ต้องเสแสร้งแกล้งดัดทำทีให้เกียรติองค์ชายอย่างเขาอีก ลู่เอินยอกย้อนตามประสาเพื่อนทันที
“พอดีเก้าอี้มีสองตัว โต๊ะนี่ก็คับแคบเกินไป อาหารที่วางก็เต็มแล้วแถวรับทานไปบ้างแล้วกลายเป็ของเหลือไม่เหมาะรับแขก”
“เื่นี้ข้าไม่ถือ”
“แต่ข้าถือ ยิ่งเป็แขกระดับองค์ชายด้วยแล้ว”
“นั่นกลับไม่ต้องนำพา องค์ชายพบประชาชน พกความเป็กันเองสูง ทั้งยังไม่ใช่รัชทายาท มิต้องกลัววันหน้าข้าเป็ฮ่องเต้”
“ไฉนท่านหน้าด้าน?”
“ข้าไม่หน้าด้าน ไหนเลยจะมีใจกล้าทำบัดสีล้วงลูบสตรีต่อหน้าธารกำนัน”
“ที่นั่นชีจิ๋ว ที่นี่นครหลวง”
“นับว่าแตกต่างอยู่บ้าง ดังนั้นข้าจึงลดความหน้าด้านลงมา เหลือแค่เบียดเบียนโต๊ะอาหารสหาย”
“โต๊ะนี่มีสตรี ไม่สะดวกให้ผู้มักมากในกามราคะนั่ง ท่านทางที่ดีจองชั้นบนที่ทิวทัศน์งามกว่านี้เถอะ”
หนิงเอ๋ออดที่จะอมยิ้มปนส่ายหัวกับการถทุ่มเถียงยอกย้อนกันของทั้งสอง อดขำออกมานิดๆ ไม่ได้
เสียงที่น่าฟังอีกเสียงก็ดังขึ้น
“ข้าไม่มักมากราคะ หวังว่าท่านแม่ทัพเซียวจะให้ข้าร่วมโต๊ะ”
เสียงนี้มาพร้อมตัวคนพูดที่ก้าวขึ้นบันไดมา
ลู่เอินส่อแววตาไม่พอใจกล่าวออกมากับฮุ่ยซิ่ว
“เป็ท่านนำพาเขามา?”
ฮุ่ยซิ่งยิ้มแย้มกล่าวตอบ
“ข้าบ่ายเบี่ยงแล้ว กลับมิคาด มีคนหน้าด้านกว่าข้ารบเร้าติดตามมายังเหลาร้านนี้”
หนิงเอ๋อยิ้มทักกล่าวขึ้นมา
“อ้า ~ ท่านนั่นเองคุณชายจู”

ฮุ่ยซิ่วยิ้มแต่ไม่พูดจาได้แต่ถอนหายใจ
แค่คนที่ขมวดคิ้วชัดเจนคือลู่เอิน
จูเจียวเชิน ฉายาบุรุษหยกวานิชย์บุตรชายท่านจูเหอ เ้าเมืองชีจิ๋ว
เซียวลู่เอิน จ้าวฮุ่ยซิ่ว จูเจียวเชิน บรรยากาศอึมครึมอัดอัดเมื่อพวกเขาสามคนยืนพร้อมกัน
หนิงเอ๋อคล้ายไม่ทราบว่าตนคือสาเหตุ แต่ดูจากบรรยากาศแล้วมิสู้ดี รอบยิ้มค่อยๆ หายไป หันกลับเข้าโต๊ะลอบกินเนื้อแสนอร่อยต่อ
ลู่เอินแค่นเสียงถาม
“หึ ร้อยวันพันปีท่านไม่เคยปรากฏกายที่นครหลวง เทียวไปเทียวมาทำการค้าตามลุ่มแม่น้ำสายทอดสู่ทะเล มิทราบมีธุระใดที่นครหลวง”
“คนเราอยู่ไม่เกินร้อยปีก็ตายไหนเลยจะอยู่ถึงพันปี อีกอย่างข้าคล้ายสนใจนครหลวงเลยมาสำรวจเพื่อลงหลักทำการค้าสักสองสามรายการ”
ฮุ่ยซิ่วกล่าวขึ้น
“ข้าว่าคุณชายจู มาสำรวจดอกไม้งามมากกว่า ทว่าดอกไม้นี้มีสัตว์ดุร้ายเฝ้า ท่านต้องระวังหน่อย”
ทั้งสามจดจ้องกัน หนึ่งนั่ง สองยืน
หนิงเอ๋อคีบทั้งเป็ดย่างทั้งเนื้อผัด และเกี๊ยวนึ่งเข้าปาก พลันนึกได้ว่าเ้าของเงินยังไม่ได้กินจึงคีบเกี๊ยวขึ้น
“คุณชายคะ ทานเกี๊ยวคะ”
นางคีบยื่นให้ลู่เอินอีกมือหนึ่งเอามือรองไม่ให้หก
“อ้าม~”
ทั้งหมดล้วนจับจ้องมองนาง
ลู่เอินที่กำลังจะสวนกลับไปว่า ‘ข้ากำลังคุยธุระเ้าอย่าเพิ่งกวน’ ก็พลันนุกอยากเปลี่ยนการกระทำกะทันหัน
“ข้าคุยนานแล้ว กำลังหิว”
จากนั้นอ้าปากรับเกี๊ยวนึ่งเข้าปาก
“มันไม่ร้อนแล้ว สงสัยตากลมนาน”
หนิงเอ๋อยิ้มกล่าว
“เพราะข้าเป่าให้หรอกค่ะ ฮิๆ ไม่มีใครใส่ใจท่านเท่าข้าหรอกนะ ฮ่ะๆ”
รอยยิ้มที่ชวนมองแก้มที่นวลผ่องน่ารักน่าหยิกเบาๆบุรุษหนุ่มใดจ้องมองล้วนอยากหอมสักหลายฟอดให้หายชื่นใจ
“เอ้านี่ ... เป็ดย่างค่ะ”
จากนั้นคีบชิ้นเป็ดส่งเข้าปาก ลู่เอินหน้าอ้าปากรับ กินอย่างว่าง่าย เขาจงใจทำต่อหน้าเจียวเชิน
ใต้ปากเลอะชิ้นเป็ดที่มันแผล่บ หนิงเอ๋อเอานิ้วโป้งซ้ายที่ไม่ได้จับตะเกียบปาดคราบไล่จากล่างขึ้นบน นางมองคราบเป็ดย่างในมือก็ดูดนิ้วเข้าปากด้วยความเสียดาย
แต่ในสายตาบุรุษ นางคล้ายดื่มชิมคราบริมฝีปากลู่เอิน
ฮุ่ยซิ่วหัวเราะออกมา แต่ไม่ทราบว่าหัวเราะด้วยความรู้สึกใด
เจียวเชินได้แค่ถอนหายใจจากนั้นกล่าว
“แม่นางหนิงเอ๋อยังเจ็บเท้าหรือไม่?”
หนิงเอ๋อที่ตอนนี้เองก็กำลงัคีบเนื้อเข้าปากก็รีบกัดฉีกชิ้นที่ยังเข้าปากไม่หมดออกอย่างทุลักทุเลเพื่อจะตอบ และตอบทั้งที่เนื้ออีกครึ่งชิ้นยังคาในปาก
“ข้า..ไม่เจ็บแล้วค่ะขอบคุณที่เป็ห่วง”
ลู่เอินได้ทีกล่าวขึ้น
“เซี่ยวเอ๋อ เวลามีอาหารในปาก อย่าพูดสิ มันเสียมารยาท”
“ก็..คุญชายจูถามข้านี่คะ”
ลู่เอินแค่นเสียง แม้ไม่หันไปหา แต่กล่าวถึงเจียวเชินแน่นอน
“คนเราถ้ารู้จักคิดถึงผู้อื่นสักนิด ก็สมควรทราบว่าเขากำลังรับทานอยู่ การถามตอนคนกำลังขบเคี้ยวดื่มกินนับว่าไม่สมควร”
บรรยากาศยิ่งอึมครึมกว่าเดิม
หนิงเอ๋อเพื่อเลี่ยงบรรยากาศนี้ตนได้แต่ก้มหน้าก้มตากินจนเพลินรู้ตัวอีกที หมดสำรับแล้ว ได้แต่สำนึก เอานิ้วสะกิดลู่เอิน
“คุณชายคะ ข้า..เผลอกินจนหมด ข้าขอโทษค่ะ”
เจียวเชินรีบกล่าว
“งั้นให้ข้า......”
ยังไม่ทันกล่าวจบ
ลู่เอินชิงกล่าว
“เ้าอิ่มก็ดีแล้ว งั้นเราไป ..”
จากนั้นวางเงินลงบนโต๊ะครบจำนวน เขากินอาหารชุดนี้ประจำ ดังนั้นไม่ต้องถามราคากับเสี่ยวเอ้อ รินน้ำชาคนละจอกแล้วกระดกพร้อมกันทั้งสองคน ลู่เอินลุกเดินแหวกเจียวเชินไปยังทางลงบันไดจนเกือบจะชนเขา
“คุณชายรอข้าด้วยสิคะ”
หนิงเอ๋อรีบลุกตาม จากนั้นก่อนลงบันไดก็หันกลับมาเอามือประสานหน้าตักแล้วย่อตัว
“องค์ชายห้า คุณชายจู ข้าขอตัวค่ะ”
ทั้งสองประสานมือขึ้นรับ
“เชิญ” / “เชิญ”
จากนั้นนางรีบวิ่งตามลงไป
ฮุ่ยซิ่วแม้เดิมจะตามมานั่งร่วมกับหนิงเอ๋อ แต่ก็เผื่อไว้ก่อนแล้วว่าลู่เอินจะไม่ให้นั่ง จึงจองชั้นบนขึ้นไปอีกไว้เผื่อแล้วจากนั้นยิ้มหันมากล่าว
“เหลือเพียงเรา ท่านจะขึ้นไปดื่มกับข้าก็ได้นะ เชิญ”
“กระหม่อมตามมาไม่บอกกล่าวเกรงใจองค์ชาย กระหม่อมขอตัว”
กล่าวจบก็เดินลงไป
.......
หนิงเอ๋อเดินตามลู่เอินฟังเขาบรรยาบอกกล่าวถึงสร้านที่ร้านรวงและผู้คนต่างๆ ทั้งที่ควรซื้อขายคบหาทั้งที่ควรระวัง
หนิงเอ๋อชี้ซาลาเปา
“อะไร เ้าจะเอาเหรอ...ไม่อิ่มสินะเอากี่ลูก?”
“หนิงเอ๋อส่ายหน้า”
“ไม่กินแล้วชื้ทำไม?”
“คุณชายทานเกี๊ยว เนื้อผัด เป็ดย่างไปอย่างละไม่กี่คำเอง ถ้าคุณชายไม่กินซาลาเปานี่ข้าไม่เดินไปกับคุณชายจริงๆ ด้วย”
“นี่เ้าขู่ข้า?”
“ข้าไม่ได้ขู่นะคะ”
พูดจบหนิงเอ๋อก็ทรุดนั่งลงในท่านั่งยองๆแล้วกอดเข่า ราวกับจะไม่เดินไปต่อ
ลู่เอินเดินต่อไม่สนนาง สักพักหันมามอง นางยังนั่งอยู่จริงๆผู้คนเดิมมาจนแทบจะชนนางเพราะมองไม่เห็น
ลู่เอินถอนหายใจ เดินกลับมาแล้วแล้วกล่าวกับร้านซาลาเปา
“ซาลาเปาสองลูก”
หนิงเอ๋อเงยหน้ามามองยิ้มทันที
ลู่เอินกล่าว
“ลุกขึ้นได้แล้ว มันเกะกะคนที่เขาสัญจร”
“ได้เลยค่ะคุณชาย”
ลู่เอินเดินกัดซาลาเปาไป เป่าไป โดยมีหนิงเอ๋อถืออีกลูกให้ มันกำลังร้อนทำให้กินลำบาก
หนิงเอ๋อยื่นหน้าเข้าไปเป่า
“ฟู่ว์...ฟู้ว์”
หน้านางใกล้ชิดกับอกของเขาก้มลงไปมองก็ได้กลิ่นผมที่สระแล้ว กับกลิ่นกายที่หอมของนาง ปลายถันทางขวาแตะชนแขนซ้ายเขาเล็กน้อยแต่เหมือนนางจะไม่รู้ตัว มันนุ่มและไม่อยากจะละจากสถานภาพยามนี้ไปเลย
“น่าจะหายร้อนแล้ว ทานสิคะ”
“อ..อ่ะ ..อื้ม...”
“คุณชายเหม่ออีกแล้ว”
“ข้า...ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย”
“เห.. คนอย่างคุณชายคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเป็กับเขาด้วยเหรอคะ นึกว่าจะมีแต่แผนการกับงานในหัวซะอีก”
ขณะนางเงยหน้าหันมาหยอกลู่เอิน กลับพบว่าเขามองจ้องลงมาที่นาง ด้วยแววตาที่อบอุ่นเป็ห่วง รู้ตัวอีกที่ นี่คือสีหน้าที่ยิ้มของลู่เอิน
หนิงเอ๋อจ้องมองกลับ ไม่ทราบเพราะเหตุใด นางกลับจ้องมองอยู่แบบนั้น ราวกับว่าถ้าไม่จต้องอาจพลาดโอกาสเห็นแววตาสีหน้านี้ ทั้งคู่เงียบงันอยู่ที่มุมสะพานข้ามคลอง คลองนี้มีต้นไม้ริมทาง ร้านรวงเล็กน้อยมีเรือพายให้บริการ ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและเพื่อการเดินทางสัญจร
ทั้งคู่เหม่อมองกัน ผู้สัญจรมากมาย เดินชนนางจนเบียดเข้ามาชิด หน้าอกแนบตัวเขา แต่ทั้งคู่ยังจ้องหน้ากัน
“ถ้าพวกเ้าไม่ทำอะไรกันต่อ ก็หยุดจ้องแล้วหาที่เงียบกว่านี้ทำอะไรกันต่อได้แล้ว”
ทั้งคู่สะดุ้งหันไป
“แม่นางฟางเหนียง??!”