“...” ั์ตาสีน้ำตาลเข้มของผู้ชายหน้าหวานเปรียบดังเปลวไฟที่กำลังลุกลาม จ้องมองมาไม่ละสายตา มือนุ่มที่โอบเอวไว้ตอนแรกค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาลูบแก้มฉันที่ชุ่มน้ำ ราวกับต้องมนตร์สะกด จนฉันยากจะละสายตาไปจากเขา ทำได้แค่ปล่อยให้ระยะห่างระหว่างเราค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ
“อะแฮ่ม! กูก็ไม่อยากขัดหรอกนะ แต่เหลืออีกไม่กี่นาทีก็ต้องขึ้นโชว์แล้ว ไปเปลี่ยนชุดกันหน่อยมั้ยครับเพื่อน” เสียงพี่เลโอดังขึ้น ทำให้ฉันรีบผละจากพี่คลิโอสุดแรง
“งะ...งั้นเนขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ!” ฉันะโออกมาเสียงดังเหมือนตอนเข้าค่ายลูกเสือ ทำเอาพวกผู้ชายที่เหลือหัวเราะกันคิกคัก ขณะที่ฉันรีบวิ่งออกไปโดยไม่รอให้ใครอนุญาต
“น่าอายชะมัด! แกเป็บ้าอะไรเนี่ยยัยเน” ระหว่างเดินไปห้องน้ำ ฉันก็ตบหน้าตัวเองไม่หยุด ดันปล่อยตัวให้เขาทำแบบนั้นอีกจนได้ แถมยังเป็ตอนที่ไม่ได้อยู่กันสองคนด้วย แบบนี้จะไปสู้หน้าใครเขาได้เนี่ย! โอ้ย! อาย...อายจนอยากมุดดินหนีแล้ว ฮือ T^T
ด้านคลิโอ
“โกรธกูเปล่าวะ เพื่อน?” เลโอกับคลิโอไม่ใช่พวกเ้าสำอางที่ต้องใช้เวลานานในการแต่งตัว ต่างจากเพื่อนอีกสองคนที่ยังคงง่วนกับการเตรียมตัวอยู่ เลยเหลือแค่เขากับเ้าของคำถามเมื่อครู่ที่ดูเหมือนจะรู้สึกผิดเล็กน้อย
“เื่ไรวะ” คลิโอหันมองไปทางแผ่นหลังเล็กที่ดูมีท่าทีแปลกไป หลังจากที่เธอกลับมาจากห้องน้ำเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เธอเอาแต่หลบตาเขา ทำเอาคลิโอแทบอยากจะลุกขึ้นไปแกล้ง แต่ก็ต้องหยุดไว้ก่อน เพราะอีกเดี๋ยวเขาต้องลงไปเตรียมตัวแล้ว
“ก็ที่กูขัดจังหวะมึงกับน้องเนไง” คำตอบของเลโอทำให้คลิโอหลุดหัวเราะออกมา เขาจะไปโกรธทำไมล่ะ เรียกว่าขอบคุณจะดีกว่า ที่ช่วยดึงสติของเขากลับมาได้ทันเวลา เพราะถ้าปล่อยให้ตัวเองหลุดไปตามความคิดเรื่อย ๆ คนที่จะเสียหายคงไม่ใช่เขา แต่เป็เด็กคนนั้นต่างหาก
ยิ่งต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะพวกผู้ชาย คลิโอยิ่งรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แม้ว่าพวกเขาจะเป็เพื่อนกันก็ตาม
“ไม่หรอก มึงอย่าคิดมากดิวะ” คลิโอตบหลังเพื่อนตัวใหญ่เบา ๆ หวังให้เลโอคลายความกังวล พลางคิดถึง่เวลาที่พวกเขาผ่านอะไรมาด้วยกันั้แ่ปีหนึ่ง ตอนนั้นเลโอติดประกาศรับสมัครเพื่อนมาร่วมฟอร์มวงร็อก จนกลายมาเป็วง FOP หรือ Fox of Pollux อย่างที่เห็นทุกวันนี้
่แรก ๆ วงของพวกเขาแทบไม่มีใครรู้จัก แถมยังเต็มไปด้วยอุปสรรคไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเื่การหาสมาชิกและปัญหาส่วนตัว โดยเฉพาะปัญหาทางบ้านของคลิโอ หลายอย่างถาโถมเข้ามาหนักหน่วง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ฝ่าฟันทุกอย่างมาได้ด้วยกัน จนกลายเป็วงดนตรีที่โด่งดังในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้มือดีอย่างเทรเวอร์และดีแลนเข้ามาร่วมวง ชื่อเสียงของพวกเขาก็เริ่มเป็ที่จับตามองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีโอกาสขึ้นแสดงตามผับต่าง ๆ สร้างฐานแฟนคลับไปทีละนิด ก่อนจะมาปักหลักแสดงประจำที่ Beatles Pub เพียงที่เดียว
เพราะเป็ร้านที่เลโอ เทรเวอร์ และดีแลนร่วมกันลงทุนเปิดขึ้นเอง
นอกจากจะทำให้วงโด่งดังแล้ว ร้านนี้ยังกลายเป็ผับอันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียงตามไปด้วย
“กับน้องเขามึงจะเอายังไงแน่ ห้ามอ้างว่าทำเพื่อกันไอ้แซมอีกนะ รอบนี้กูไม่เชื่อแล้ว” เทรเวอร์ที่เพิ่งเดินออกจากห้องแต่งตัวในลุคใหม่ หยุดยืนกอดอก หรี่ตามองคลิโอนิ่ง
หลังจากเห็นท่าทีของคลิโอก่อนหน้านี้ ไม่มีใครเชื่ออีกแล้วกับคำอ้างว่าเขาทำทั้งหมดเพื่อให้แซมอยู่ห่างตามคำขอของเนญ่า
“เออ กูก็ไม่เชื่อ นี่ถ้าไม่มีพวกกูอยู่ มึงสองคนคงเล่นกันในห้องนี้ไปแล้วมั้ง” ดีแลนเสริมขึ้นทันที แต่คำพูดนั้นแรงเกินไปหน่อยจนทำให้คลิโอตวัดสายตามองนิ่ง ส่งผลให้เ้าตัวต้องรีบหันไปหาเลโอเพื่อขอความช่วยเหลือ
“จะพูดอะไรก็ให้เกียรติน้องมันหน่อย เขายังนั่งอยู่ตรงนี้นะเว้ย ไอ้ห่า” เลโอตอบเสียงเข้ม แม้ว่าเนญ่าจะไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกผู้ชายเพราะกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง แต่คลิโอที่ฟังอยู่กลับไม่ชอบใจเอาเสียเลย อันที่จริงคำพูดแบบนี้เขามักจะไม่สะทกสะท้าน แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป
ดีแลนกับเทรเวอร์เป็เพื่อนสนิทกันมาั้แ่มัธยม ชอบพูดจาทะลึ่งตึงตังกันอย่างสนุกปาก คลิโอเองก็ไม่เคยเก็บคำพูดพวกนั้นมาใส่ใจ เพราะเข้าใจดีว่าผู้ชายมักเป็แบบนี้ แต่พอเื่มันเกี่ยวกับเนญ่า เขากลับรู้สึกเหมือนเนื้ออกด้านซ้ายเต้นกระตุกไม่หยุด ก่อนที่สมองจะสั่งให้ต้องโมโหขึ้นมา
เนญ่า Talk
“เปลี่ยนมาใส่เสื้อตัวนี้ก่อน เดี๋ยวไม่สบาย” เสื้อฮูดสีดำตัวโคร่งถูกยื่นมาตรงหน้า ทำให้ฉันหลุดจากภวังค์แล้วหันไปมองเ้าของแขนแกร่งโดยไม่ทันตั้งตัว แก้มก็ร้อนวูบขึ้นมา โชคดีที่พี่ ๆ ทั้งสามคนลงไปสแตนด์บายข้างล่างแล้ว ไม่งั้นคงมีเสียงแซวให้ต้องอายไม่หยุด
“ขะ...ขอบคุณค่ะ” รับเสื้อมาง่าย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร เพราะเห็นว่าเป็เสื้อที่มีอักษรย่อประจำวง คงเป็เสื้อขายที่เคยได้ยินพวกรุ่นน้องพูดถึง
“ยังจำที่บอกได้อยู่หรือเปล่า?” ฉันหันตัวเข้าหาโต๊ะเพราะอยากหนีสายตาที่จ้องมองไม่ห่าง แต่กลับถูกแขนแกร่งเท้าขนาบสองข้างจนหมดทางหนี ความใกล้ชิดนั้นทำให้ฉันยิ่งไม่กล้าขยับตัวหรือมองไปทางอื่น
“จะ...จำอะไรเหรอคะ” เผลอพูดเสียงสั่นจนอยากตบปากตัวเอง ทำไมต้องมาตื่นเต้นตอนนี้ด้วยเนี่ย!
“แจกของเสร็จแล้วให้รีบขึ้นมารอบนนี้เลย แล้วถ้ามีใครเข้ามาคุยด้วยก็ยืนเงียบ ๆ ไป ไม่ต้องตอบ ยิ้มก็ไม่ได้ ทำหน้าหยิ่งไว้ได้ยิ่งดี” ประโยคแรกยังพอเข้าใจ เพราะเคยได้ยินมาแล้ว แต่ประโยคหลังนี่สิ เพิ่งจะได้ยินเป็ครั้งแรก
“อยากให้ลูกค้าบอกว่าพนักงานที่นี่บริการไม่ดีเหรอคะ?” ตั้งใจจะหันไปตอบโต้ให้เด็ดขาด แต่ต้องผงะเล็กน้อยเมื่อพบว่าคนหน้าหวานยืนอยู่ใกล้แค่เอื้อม
“ทำตามที่บอก อย่ารั้นให้มากนัก” เขาพูดจบก็เอนตัวกลับไปยืนท่าประจำ มือหนึ่งล้วงกระเป๋า ก่อนจะเดินตรงไปทางประตู แต่ยังไม่วายหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง เหมือนจะทิ้งปริศนาไว้ให้สงสัยเล่น
“เข้าใจที่บอกใช่ไหม?” นึกว่าอาการย้ำคิดย้ำทำจะเจอแต่ในผู้หญิง ที่ไหนได้...ผู้ชายก็เป็เหมือนกันสินะ
“พูดครั้งเดียวก็พอแล้วปะ” ฉันยู่หน้านิดหน่อยก่อนลุกเดินไปทางห้องแต่งตัวที่อยู่ด้านหลังสุด ไม่อยากจะคุยต่อ เพราะยิ่งคุย เขาก็ยิ่งดูแปลกขึ้นทุกที เดี๋ยวเกิดสั่งอะไรเพี้ยน ๆ มาอีก ตายกันพอดี
“ก็เพราะน้องชอบดื้อไง พี่เลยต้องพูดหลาย ๆ รอบ” ฉันตั้งท่าจะหันกลับไปเถียงว่าใครดื้อ แต่ก็ไม่ทันเมื่อชายที่อยู่ดี ๆ ก็อารมณ์ดี (?) เร่งฝีเท้าแล้วผิวปากออกไปเรียบร้อย
‘พี่ขอนะ’ ยังไม่ทันเดินพ้นเสาของห้อง ก็เห็นปากของเขาขยับช้า ๆ พอให้อ่านรู้เื่ พร้อมยกข้อมือขึ้นโชว์กำไลหนังประดับเพชรสุดเท่ แต่ที่สะดุดตากว่านั้นคือกำไลลูกปัด DIY สีพาสเทลของฉันที่รวมอยู่ด้วย! ฉันเลยต้องรีบยกแขนตัวเองขึ้นมาดูแล้วก็พบเพียงความว่างเปล่า
“เอาไปตอนไหนเนี่ย!” แม้เ้าหัวขโมยมือดีจะหายไปแล้ว แต่เขากลับฝากความร้อนไว้บนหัวฉันเป็วงใหญ่เลยล่ะ!
“วันหยุดนี้มึงอย่าลืมพากูไปแก้บนด้วยนะ” เ้าของหน้าคุ้นพูดพร้อมยิ้มทะเล้น ท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังต่อคิวรับแท่งไฟจากฉัน
“เออน่า ศักดิ์สิทธิ์ชิบหาย ไม่คิดเลยว่าจะกดบัตรได้ในรอบเดียว” ฉันยิ้มบาง ๆ ใต้ผ้าปิดปาก พลางคิดว่าคงเป็เพราะงานนี้จำกัดบัตรแค่ยี่สิบที่นั่ง แถมยังจัดในผับเล็ก ๆ ที่บรรจุคนได้ไม่เยอะ ที่สำคัญยังมีโซนจัดแสดงอื่น ๆ อีก งานนี้เลยให้สิทธิ์เฉพาะคนที่กดบัตรทันจริง ๆ เท่านั้น
“เห็นไหม กูบอกแล้ว ไม่งั้นบ้านกูคงไม่แห่ไปขอหวยทุกเดือนหรอก” เธอพูดแล้วก็ขำ ส่วนฉันก็รีบก้มหน้าเงียบ ๆ หวังว่าพวกเธอจะไม่ทันสังเกตว่าคนแจกแท่งไฟวันนี้คือฉัน ไม่งั้นคงได้เป็ข่าวฉาวว่าเกี่ยวพันยังไงกับวงนี้ถึงมีสิทธิ์มายืนแจกแท่งไฟหน้าสลอน
ถ้าเป็คนอื่นยืนแจกแท่งไฟอาจจะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่มันดันเป็ฉันที่เคยมีประเด็นใหญ่กับไอ้แซม อีกเื่คือไม่อยากจะคิดเลยว่าชีวิตในมหาลัยจะเป็ยังไง หากรู้ว่าฉันมาสนิทสนมกับวงดังประจำมหา’ ลัยพอลลักซ์
และขณะที่ฉันกำลังตั้งใจหลบสายตาคนอยู่นั้น ก็แอบได้ยินกลุ่มวัยรุ่นชายคุยกันเบา ๆ
“เมื่อกี้มึงเห็นคนที่ยืนแจกของปะ กูพนันเลยว่าสวย” ฉันถึงกับเม้มปากแน่น ใจเริ่มเต้นแรงขึ้น มันทั้งประหม่าและกังวลไปหมด
ทำไมไม่เดินไปให้ไกลกว่านี้แล้วค่อยพูดเนี่ย
“มึงเป็ค้างคาวหรือไง กูยังมองห่าไรไม่เห็นเลย”
ขณะที่ฉันมัวแต่กังวลใจอยู่ ก็เผลอสบตากับเ้าของบัตรคนสุดท้ายเข้าพอดี เป็คนที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอด้วยซ้ำ...ตอนนี้สายตาหล่อนจ้องตรงมาอย่างพยายามมองให้ชัด
“เอ๊ะ?” เธอทำท่าจะมองอีกรอบ ฉันเลยรีบขยับผ้าปิดปากขึ้น
“เป็ไรมึง?” ผู้ติดตามของเธอ หรือจะเรียกว่าสมุนก็คงไม่ผิด จ้องมองนายสาวไม่วางตา พลางแสดงอาการประจบประแจงเหมือนทุกครั้งที่ฉันเคยเห็นจนชิน
“เปล่า ไปเหอะ เมื่อยละ” เธอโยนกระเป๋าราคาแพงให้ลูกสมุนแล้วเดินเข้าร้านไปโดยไม่ติดใจอะไร ฉันจึงค่อย ๆ ถอนหายใจโล่งอกออกมา
คนเมื่อกี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะสายงานในมหา'ลัยที่เธอทำคือนักข่าวประจำเพจสุดฮิตที่ถูกส่งต่อมาแล้วหลายรุ่น จนเมื่อปีที่แล้วก็ถึงรุ่นของเธอ ผู้เป็น้องสาวของรุ่นพี่ที่เพิ่งจบไป
และแน่นอนว่าเธอเองก็เคยเขียนข่าวถึงฉันด้วย จากเื่แย่ ๆ ที่มีอยู่แล้ว นางดันไปขยี้ให้แย่กว่าเดิม เลยเป็เหตุผลที่หลังจากนั้นฉันกับเธอก็เริ่มไม่ลงรอยกัน
“ปากด่าคนอื่น แต่ตัวเองก็ไม่ต่างสักนิด” ฉันพึมพำเบา ๆ ขณะเก็บของที่เหลือ เธอเคยพูดไม่ดีเกี่ยวกับแฟนคลับวง FOP ว่าเปย์ผู้ชายไม่ลืมหูลืมตาอะไรสักอย่าง มันนานมากแล้วเลยจำรายละเอียดได้ไม่หมด
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
นิยาย Set 'AREA' มีทั้งหมด 4 เื่ได้แก่...
เื่ที่ 1 เขตลงทัณฑ์ของนายทารัส [จบแล้ว / มี EBOOK] ✅
เื่ที่ 2 เขตลงทัณฑ์ของนายไนซัส [จบแล้ว / มี EBOOK] ✅
เื่ที่ 3 เขตลงทัณฑ์ของนายคลิโอ [รายตอนยังไม่จบค่ะ / EBOOK รอก่อนนะคะ] ✅
เื่ที่ 4 เขตลงทัณฑ์ของนายลาสเตอร์ [~ Coming Soon ~] ❌
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
ปล.หากอ่านแล้วชอบหยกรบกวนนักอ่านที่น่ารักช่วย กดถูกใจ กดเพิ่มเข้าชั้น และพิมพ์คอมเมนต์ ส่งเข้ามาเป็กำลังให้หยกหน่อยนะคะ
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————