ฉันอ่านหนังสือเล่มนั้นไม่จบ เนื้อหาภายในนั้นค่อยข้างน่าสนใจมากเลยทีเดียว มันกล่าวถึงความเชื่อในเื่ของด้ายแดงและผู้เฒ่าจันทรา โดยเนื้อหาที่ฉันอ่านได้ฉันอ่านถึงแค่ว่า ตำนานด้ายแดงแห่งความรัก เป็ความเชื่อเกี่ยวกับความรักของชาวจีนเป็สัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงคู่แท้ โดยมีเื่เล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ถังมีชายคนหนึ่งนามว่า “เหวยกู่” หนุ่มรูปงามมีฐานะ ได้พบกับชายแก่คนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือประหลาดอยู่ เขาจึงเข้าไปถามว่าอ่านหนังสืออะไร ชายแก่ได้ตอบกลับว่ากำลังอ่านตำราการแต่งงานของชาวโลก เหวยกู่รู้สึกไม่เชื่อคิดว่าเป็ชายแก่เสียสติ แท้จริงแล้วชายแก่คนนั้นคือ “เฒ่าจันทรา” มีหน้าที่เป็พ่อสื่อชักนำคนรักให้กับมนุษย์โลก“เฒ่าจันทรา” จะเป็ผู้ผูกด้ายแดงไว้ที่นิ้วของชายหญิงที่เป็เนื้อคู่กัน และเมื่อผูกแล้วหากถึงเวลาจะได้แต่งงานกัน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขวากหนามมากมายเพียงใดก็ตาม ด้ายแดงที่ว่านี้จะล่องหน มีเพียง “เฒ่าจันทรา” เท่านั้นที่เห็น โดยด้ายนี้อาจจะมีการผูกปมเพื่อให้พบรักกันเร็วขึ้นก็เป็ได้ หรือหากท่านเห็นว่าความรักนี้ไม่เหมาะสมก็จะใช้ “กรรไกรตัดวาสนา” ตัดด้ายแดงออกทำให้หมดสิทธิ์รักกันเหวยกู่รู้สึกสนใจจึงถาม “เฒ่าจันทรา” ไปว่า แล้วคู่ครองของตนเป็คนอย่างไร เฒ่าจันทราได้พาเหวยกู่ไปหาเนื้อคู่ แต่ทิศทางที่ไปไม่ได้ไปยังชุมชนของคนมีฐานะ หากแต่ไปยังตลาดเก่าแห่งหนึ่ง และเฒ่าจันทราได้ชี้ให้เหวยกู่ดูเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่เป็ลูกสาวของแม่ค้าในตลาด พร้อมกับบอกว่า “นั่นแหละคือเนื้อคู่ของเ้า” ก่อนที่จะหายตัวไป เหวยกู่รู้สึกโมโหมากเมื่อรู้ว่าคู่ครองของตนเป็เด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมม เมื่อกลับถึงบ้านจึงจ้างให้คนรับใช้ในบ้านไปสังหารเด็กน้อยคนนั้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีเหวยกู่สอบได้เป็จอหงวน พร้อมกับเ้าเมืองได้ยกลูกสาวให้เป็คู่ครอง ชีวิตกำลังรุ่งเรืองเป็อย่างมาก และคิดว่าคำบอกเล่าของเฒ่าจันทราเป็เื่โกหกหลังจากครองคู่กันได้ระยะหนึ่ง เหวยกู่ก็สังเกตว่าที่หน้าผากของภรรยามีสัญลักษณ์บางอย่างอยู่ จึงถามนางว่าคืออะไร นางได้เล่าให้ฟังว่า แท้จริงแล้วนางไม่ได้เป็ลูกสาวของเ้าเมือง หากแต่เป็ลูกของแม่ค้าจนๆ ในวัยเด็กมีชายคนหนึ่งใช้มีดกรีดหน้าของตนแล้วจากไป และเ้าเมืองผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีจึงรับอุปการะตนเป็ลูกสาว เมื่อฟังจบเหวยกู่ได้ตามคนรับใช้ที่จ้างให้ไปสังหารมา คนรับใช้ได้สารภาพว่า เขาไม่อาจทำใจสังหารเด็กน้อยคนนั้นได้ จึงเพียงใช้มีดกรีดหน้าเป็สัญลักษณ์ไว้เท่านั้น เมื่อเหวยกู่ทราบเื่ทั้งหมดแล้ว ทำให้เขารู้ว่าที่เฒ่าจันทราบอกไว้เป็ความจริง จึงทำการขอขมาภรรยาและแม่ของนางก่อนที่จะครองรักกันไปอย่างมีความสุข ในส่วนนี้เป็ความเชื่อของชาวจีน
นอกจากนี้แล้วยังมีความเชื่อของชาวญี่ปุ่นอีกว่า ร่างกายของเราก็จะประกอบไปด้วยเส้นเืต่างๆ ไหลเวียนรอบร่างกาย และมีเพียงอวัยวะส่วนเดียวใช้หลอดเืส่งตรงไปยังหัวใจนั่นก็คือ “นิ้วก้อย” จึงเป็ที่มาของตำนานด้ายแดงของญี่ปุ่นนี้ที่เชื่อว่า “เส้นเืที่ต่อจากหัวใจนั้นไม่ได้สิ้นสุดที่นิ้วก้อยหรอก แต่ยังมีด้ายสีแดงที่ยังมองไม่เห็นยาวต่อออกมา โดยเ้าด้ายสีแดงนี้จะพันเข้าด้วยกันกับอีกคน คนที่เป็คู่ชีวิตของเรา” โดยเชื่อว่า คนสองคนจะถูกผูกด้วยด้ายสีแดงที่มองไม่เห็นนี้ด้วยโชคชะตานำพา เพราะไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันขนาดไหน สองคนก็จะหากันเจอ แม้ว่าจะห่างบ้างใกล้บ้าง พัวพัน ยุ่งเหยิงบ้าง แต่ด้ายแดงนี้จะไม่มีวันขาดออกจากกัน
แล้วก็ยังมีความเชื่อที่คล้ายกันอีกว่า เราทุกคนเกิดมาจะมีด้ายแดงที่มองไม่เห็น ผูกอยู่ที่นิ้วก้อยข้างใดข้างหนึ่งของมือ ด้ายเส้นนี้จะเชื่อมต่อกับเนื้อคู่ของเราความยาวเท่ากับ 2 รอบโลก เมื่อเราพบเนื้อคู่ด้ายก็จะสั้นลงเรื่อยๆ จนด้ายมาพบกันมันจะเชื่อมสายสัมพันธ์ของหญิงและชายไว้ แต่หากใครไม่สามารถตามหาคนคนนั้นพบเมื่อตายไป เส้นด้ายก็จะถูกตัดขาดไปเอง
หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากจริงๆ ถึงฉันจะไม่ค่อยเชื่อเื่พวกนี้เท่าไรก็เถอะเอาเป็ว่าถ้าจะอ่านเอามันส์ก็ถือว่าสนุกดีเหมือนกัน ฉันก้มมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ อีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงเวลาเข้าเรียนแล้วรีบไปเตรียมตัวรอดีกว่า ฉันปิดหนังสือและคิดว่าจะยืมหนังสือเล่มนี้กลับไปอ่านต่อที่บ้านให้จบด้วย ขณะที่ฉันกำลังเก็บของเข้ากระเป๋าก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้น
“ นั่นเอสใช่ไหม” ฉันเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋าตามเสียงเรียก
“ อ้าวเบสเองหรอ มาทำอะไรแถวนี้อะ” ฉันถามกลับเมื่อเห็นว่าเขาเป็เพื่อนที่สาขาของฉันเองและฉันก็เคยเดินชนเขาด้วย ที่ฉันถามแบบนี้เพราะปกติฉันเห็นเขาเช็กอินแต่ร้านเหล้า มาเรียนก็สายพอเลิกปุ๊บก็เห็นเดินไปขึ้นรถกลับบ้านเลยไม่คิดว่าจะเจอคนอย่างเขาในห้องสมุด
“ เรามาหาหนังสือเก่าๆ ไปทำรายงานนะ แล้วนี่ไปทำอะไรมาทำไมมีสภาพแบบนี้” เขาพูดแล้วชี้มือมาที่ฉัน
“ อ่อ พอดีเอื้อมเอาหนังสือที่ชั้นบนแล้วหนังสือมันตกใส่หัว” ฉันตอบเขา
“ ซุ่มซ่ามจริง ทำไมไม่ระวังเลย” เขาพึมพำเบาๆ แต่ฉันดันได้ยิน จะไม่ให้ได้ยินได้ยังไงล่ะก็ห้องสมุดโซนนี้มันเงียบสะขนาดนี้
“ ว่าไงนะ”
“ ปะ เปล่าๆ ไม่มีอะไร” เขารีบตอบปัด
ฉันก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วก็พบว่ามันดูไม่ได้เลย เสื้อและกระโปรงนักศึกษาเปื้อนฝุ่นไปหมด ฉันพยายามปัดมันออกจนหมด
“ เป็ไง ออกหมดยัง” ฉันถามเขาเพราะตอนนี้มันไม่มีกระจกให้ส่องเลยเขาเป็เสมือนกระจกเพียงอันเดียวของฉันในตอนนี้
“ ยัง เหลือที่ผมกับหน้านิดหน่อย” ฉันพยายามปัดฝุ่นตรงผมจนผมยุ่งไปหมด เบสคงจะทนไม่ไหวที่เห็นฉันปัดฝุ่นแบบนั้นเข้าเอื้อมมือมาจับมือฉันที่กำลังปัดฝุ่นบนหัวอยู่ให้หยุด
“ มานี่เดี๋ยวเราปัดให้” เขาพูดแล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงดึงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าแล้วค่อยๆ ก้มหน้าของเราลงมาใกล้หน้าของฉันเพราะเขาตัวสูงกว่าฉันเยอะเลย เขาบรรจงเช็ดที่หน้าฉันอย่างเบามือ แม่เ้ามือเขาเบายิ่งกว่าฉันที่เป็ผู้หญิงแท้ๆ ซะอีก เช็ดที่หน้าเสร็จเขาก็ยืดตัวขึ้นย้ายมือไปเช็ดที่ผมให้ฉันค่อยๆ ลูบตามผมฉันอย่าเบามือ ฉันเผลอจ้องหน้าเขาไปโดยที่ไม่รู้ตัว ฉันจ้องหน้าเขาจนเขารู้ตัว
“ ทำไมหรอ หน้าเรามีอะไรติดรึเปล่า” เขาถามเมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่จ้องหน้าเขา
“ ปะ เปล่า ขอบใจนะ” ฉันเอื้อมมือไปคว้าผ้าเช็ดหน้าออกจากมือเขา
“ เดี๋ยวผ้าเช็ดหน้าอันนี้เราเอาไปซักแล้วจะเอามาคืนนะ มันเปื้อนฝุ่นขนาดนี้แล้วหน้าคงใช้เช็ดหน้าต่อไม่ได้หรอกเนอะ เอ่อ...แล้วก็ขอบใจนะ เราขอตัวก่อนนะเรามีเรียนต่อ” ฉันรีบพูดแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ให้ตายสิใจเต้นแรงชะมัด มันก็ไม่แปลกหรอกก็ฉันไม่เคยอยู่ใกล้ผู้ชายคนไหนมากขนาดนี้นิ ฉันพยายามให้กำลังใจและปลอบใจตัวเอง ฉันเดินมาที่เคาน์เตอร์ที่บรรณารักษ์นั่งอยู่และยื่นหนังสือเล่มนี้ให้
“ คุงคะหนูขอยืมหนังสือเล่มนี้คะ” บรรณารักษ์พลิกหนังสือเพื่อยิงบาร์โค้ดสำหรับยืมหนังสือแต่ปรากฎว่าหนังสือเล่มนี้มันไม่มี
“ หนูไปเอาหนังสือเล่มนี้มาจากไหนลูก”
“ หนูเอามาจากชั้นแถวโซนหนังสือเก่าคะ พอดีมันตกใส่หัวหนูเลยหยิบมาอ่านเห็นว่ามันน่าสนใจดีเลยจะเอาไปอ่านต่อคะ” ฉันตอบตามความจริง
“ งั้นหรอ งั้นเอาเป็ว่าเล่มนี้ลุงให้หนูเอาไปอ่านเลยนะ” ลุงบรรณารักษ์กระซิบแถมยังป้องปากให้ฉันเห็นคนเดียวอีก ฉันมองลุงแกแบบงงๆ
“ เอาก่อนไปเถอะน่า ของทุกอย่างมันมีเ้าของพอมันถึงเวลามันก็จะกลับมาหาเ้าของๆมันเองแหละ” ลุงบรรณารักษ์เลื่อนหนังสือมาให้ฉันแล้วขยิบตาให้
“ คะ ขอบคุณนะคะลุง” ฉันยกมือไหว้ขอบคุณลุงบรรณารักษ์แบบงงๆ แล้วเดินไปเรียนพร้อมหนังสือเล่มนั้น...
เป็กำลังใจให้นักเขียนได้ง่ายๆด้วยการ กดให้ติดตาม กดให้กำลังใจ หรือ คอมเมนต์แสดงความคิดเห็น
หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยผู้อ่านทุกคนด้วย