ชะตาลิขิตรัก

    ตอนที่10 ปัดฝุ่น

    ฉันอ่านหนังสือเล่มนั้นไม่จบ เนื้อหาภายในนั้นค่อยข้างน่าสนใจมากเลยทีเดียว มันกล่าวถึงความเชื่อในเ๱ื่๵๹ของด้ายแดงและผู้เฒ่าจันทรา โดยเนื้อหาที่ฉันอ่านได้ฉันอ่านถึงแค่ว่า ตำนานด้ายแดงแห่งความรัก เป็๲ความเชื่อเกี่ยวกับความรักของชาวจีนเป็๲สัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงคู่แท้ โดยมีเ๱ื่๵๹เล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ถังมีชายคนหนึ่งนามว่า “เหวยกู่” หนุ่มรูปงามมีฐานะ ได้พบกับชายแก่คนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือประหลาดอยู่ เขาจึงเข้าไปถามว่าอ่านหนังสืออะไร ชายแก่ได้ตอบกลับว่ากำลังอ่านตำราการแต่งงานของชาวโลก เหวยกู่รู้สึกไม่เชื่อคิดว่าเป็๲ชายแก่เสียสติ แท้จริงแล้วชายแก่คนนั้นคือ “เฒ่าจันทรา” มีหน้าที่เป็๲พ่อสื่อชักนำคนรักให้กับมนุษย์โลก“เฒ่าจันทรา” จะเป็๲ผู้ผูกด้ายแดงไว้ที่นิ้วของชายหญิงที่เป็๲เนื้อคู่กัน และเมื่อผูกแล้วหากถึงเวลาจะได้แต่งงานกัน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขวากหนามมากมายเพียงใดก็ตาม ด้ายแดงที่ว่านี้จะล่องหน มีเพียง “เฒ่าจันทรา” เท่านั้นที่เห็น โดยด้ายนี้อาจจะมีการผูกปมเพื่อให้พบรักกันเร็วขึ้นก็เป็๲ได้ หรือหากท่านเห็นว่าความรักนี้ไม่เหมาะสมก็จะใช้ “กรรไกรตัดวาสนา” ตัดด้ายแดงออกทำให้หมดสิทธิ์รักกันเหวยกู่รู้สึกสนใจจึงถาม “เฒ่าจันทรา” ไปว่า แล้วคู่ครองของตนเป็๲คนอย่างไร เฒ่าจันทราได้พาเหวยกู่ไปหาเนื้อคู่ แต่ทิศทางที่ไปไม่ได้ไปยังชุมชนของคนมีฐานะ หากแต่ไปยังตลาดเก่าแห่งหนึ่ง และเฒ่าจันทราได้ชี้ให้เหวยกู่ดูเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่เป็๲ลูกสาวของแม่ค้าในตลาด พร้อมกับบอกว่า “นั่นแหละคือเนื้อคู่ของเ๽้า” ก่อนที่จะหายตัวไป เหวยกู่รู้สึกโมโหมากเมื่อรู้ว่าคู่ครองของตนเป็๲เด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมม เมื่อกลับถึงบ้านจึงจ้างให้คนรับใช้ในบ้านไปสังหารเด็กน้อยคนนั้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีเหวยกู่สอบได้เป็๲จอหงวน พร้อมกับเ๽้าเมืองได้ยกลูกสาวให้เป็๲คู่ครอง ชีวิตกำลังรุ่งเรืองเป็๲อย่างมาก และคิดว่าคำบอกเล่าของเฒ่าจันทราเป็๲เ๱ื่๵๹โกหกหลังจากครองคู่กันได้ระยะหนึ่ง เหวยกู่ก็สังเกตว่าที่หน้าผากของภรรยามีสัญลักษณ์บางอย่างอยู่ จึงถามนางว่าคืออะไร นางได้เล่าให้ฟังว่า แท้จริงแล้วนางไม่ได้เป็๲ลูกสาวของเ๽้าเมือง หากแต่เป็๲ลูกของแม่ค้าจนๆ ในวัยเด็กมีชายคนหนึ่งใช้มีดกรีดหน้าของตนแล้วจากไป และเ๽้าเมืองผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีจึงรับอุปการะตนเป็๲ลูกสาว เมื่อฟังจบเหวยกู่ได้ตามคนรับใช้ที่จ้างให้ไปสังหารมา คนรับใช้ได้สารภาพว่า เขาไม่อาจทำใจสังหารเด็กน้อยคนนั้นได้ จึงเพียงใช้มีดกรีดหน้าเป็๲สัญลักษณ์ไว้เท่านั้น เมื่อเหวยกู่ทราบเ๱ื่๵๹ทั้งหมดแล้ว ทำให้เขารู้ว่าที่เฒ่าจันทราบอกไว้เป็๲ความจริง จึงทำการขอขมาภรรยาและแม่ของนางก่อนที่จะครองรักกันไปอย่างมีความสุข ในส่วนนี้เป็๲ความเชื่อของชาวจีน

    นอกจากนี้แล้วยังมีความเชื่อของชาวญี่ปุ่นอีกว่า ร่างกายของเราก็จะประกอบไปด้วยเส้นเ๧ื๪๨ต่างๆ ไหลเวียนรอบร่างกาย และมีเพียงอวัยวะส่วนเดียวใช้หลอดเ๧ื๪๨ส่งตรงไปยังหัวใจนั่นก็คือ “นิ้วก้อย” จึงเป็๞ที่มาของตำนานด้ายแดงของญี่ปุ่นนี้ที่เชื่อว่า “เส้นเ๧ื๪๨ที่ต่อจากหัวใจนั้นไม่ได้สิ้นสุดที่นิ้วก้อยหรอก แต่ยังมีด้ายสีแดงที่ยังมองไม่เห็นยาวต่อออกมา โดยเ๯้าด้ายสีแดงนี้จะพันเข้าด้วยกันกับอีกคน คนที่เป็๞คู่ชีวิตของเรา” โดยเชื่อว่า คนสองคนจะถูกผูกด้วยด้ายสีแดงที่มองไม่เห็นนี้ด้วยโชคชะตานำพา เพราะไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันขนาดไหน สองคนก็จะหากันเจอ แม้ว่าจะห่างบ้างใกล้บ้าง พัวพัน ยุ่งเหยิงบ้าง แต่ด้ายแดงนี้จะไม่มีวันขาดออกจากกัน

    แล้วก็ยังมีความเชื่อที่คล้ายกันอีกว่า  เราทุกคนเกิดมาจะมีด้ายแดงที่มองไม่เห็น ผูกอยู่ที่นิ้วก้อยข้างใดข้างหนึ่งของมือ ด้ายเส้นนี้จะเชื่อมต่อกับเนื้อคู่ของเราความยาวเท่ากับ 2 รอบโลก เมื่อเราพบเนื้อคู่ด้ายก็จะสั้นลงเรื่อยๆ จนด้ายมาพบกันมันจะเชื่อมสายสัมพันธ์ของหญิงและชายไว้ แต่หากใครไม่สามารถตามหาคนคนนั้นพบเมื่อตายไป เส้นด้ายก็จะถูกตัดขาดไปเอง

    หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากจริงๆ ถึงฉันจะไม่ค่อยเชื่อเ๹ื่๪๫พวกนี้เท่าไรก็เถอะเอาเป็๞ว่าถ้าจะอ่านเอามันส์ก็ถือว่าสนุกดีเหมือนกัน ฉันก้มมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ อีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงเวลาเข้าเรียนแล้วรีบไปเตรียมตัวรอดีกว่า ฉันปิดหนังสือและคิดว่าจะยืมหนังสือเล่มนี้กลับไปอ่านต่อที่บ้านให้จบด้วย ขณะที่ฉันกำลังเก็บของเข้ากระเป๋าก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้น

    “ นั่นเอสใช่ไหม” ฉันเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋าตามเสียงเรียก

    “ อ้าวเบสเองหรอ มาทำอะไรแถวนี้อะ” ฉันถามกลับเมื่อเห็นว่าเขาเป็๞เพื่อนที่สาขาของฉันเองและฉันก็เคยเดินชนเขาด้วย ที่ฉันถามแบบนี้เพราะปกติฉันเห็นเขาเช็กอินแต่ร้านเหล้า มาเรียนก็สายพอเลิกปุ๊บก็เห็นเดินไปขึ้นรถกลับบ้านเลยไม่คิดว่าจะเจอคนอย่างเขาในห้องสมุด

    “ เรามาหาหนังสือเก่าๆ ไปทำรายงานนะ แล้วนี่ไปทำอะไรมาทำไมมีสภาพแบบนี้” เขาพูดแล้วชี้มือมาที่ฉัน

    “ อ่อ พอดีเอื้อมเอาหนังสือที่ชั้นบนแล้วหนังสือมันตกใส่หัว” ฉันตอบเขา

    “ ซุ่มซ่ามจริง ทำไมไม่ระวังเลย” เขาพึมพำเบาๆ แต่ฉันดันได้ยิน จะไม่ให้ได้ยินได้ยังไงล่ะก็ห้องสมุดโซนนี้มันเงียบสะขนาดนี้

    “ ว่าไงนะ”

    “ ปะ เปล่าๆ ไม่มีอะไร” เขารีบตอบปัด

    ฉันก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วก็พบว่ามันดูไม่ได้เลย เสื้อและกระโปรงนักศึกษาเปื้อนฝุ่นไปหมด ฉันพยายามปัดมันออกจนหมด

    “ เป็๲ไง ออกหมดยัง” ฉันถามเขาเพราะตอนนี้มันไม่มีกระจกให้ส่องเลยเขาเป็๲เสมือนกระจกเพียงอันเดียวของฉันในตอนนี้

    “ ยัง เหลือที่ผมกับหน้านิดหน่อย” ฉันพยายามปัดฝุ่นตรงผมจนผมยุ่งไปหมด เบสคงจะทนไม่ไหวที่เห็นฉันปัดฝุ่นแบบนั้นเข้าเอื้อมมือมาจับมือฉันที่กำลังปัดฝุ่นบนหัวอยู่ให้หยุด

    “ มานี่เดี๋ยวเราปัดให้” เขาพูดแล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงดึงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าแล้วค่อยๆ ก้มหน้าของเราลงมาใกล้หน้าของฉันเพราะเขาตัวสูงกว่าฉันเยอะเลย เขาบรรจงเช็ดที่หน้าฉันอย่างเบามือ แม่เ๽้ามือเขาเบายิ่งกว่าฉันที่เป็๲ผู้หญิงแท้ๆ ซะอีก เช็ดที่หน้าเสร็จเขาก็ยืดตัวขึ้นย้ายมือไปเช็ดที่ผมให้ฉันค่อยๆ ลูบตามผมฉันอย่าเบามือ ฉันเผลอจ้องหน้าเขาไปโดยที่ไม่รู้ตัว ฉันจ้องหน้าเขาจนเขารู้ตัว

    “ ทำไมหรอ หน้าเรามีอะไรติดรึเปล่า” เขาถามเมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่จ้องหน้าเขา

    “ ปะ เปล่า ขอบใจนะ” ฉันเอื้อมมือไปคว้าผ้าเช็ดหน้าออกจากมือเขา

    “ เดี๋ยวผ้าเช็ดหน้าอันนี้เราเอาไปซักแล้วจะเอามาคืนนะ มันเปื้อนฝุ่นขนาดนี้แล้วหน้าคงใช้เช็ดหน้าต่อไม่ได้หรอกเนอะ เอ่อ...แล้วก็ขอบใจนะ เราขอตัวก่อนนะเรามีเรียนต่อ” ฉันรีบพูดแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ให้ตายสิใจเต้นแรงชะมัด มันก็ไม่แปลกหรอกก็ฉันไม่เคยอยู่ใกล้ผู้ชายคนไหนมากขนาดนี้นิ ฉันพยายามให้กำลังใจและปลอบใจตัวเอง ฉันเดินมาที่เคาน์เตอร์ที่บรรณารักษ์นั่งอยู่และยื่นหนังสือเล่มนี้ให้

    “ คุงคะหนูขอยืมหนังสือเล่มนี้คะ” บรรณารักษ์พลิกหนังสือเพื่อยิงบาร์โค้ดสำหรับยืมหนังสือแต่ปรากฎว่าหนังสือเล่มนี้มันไม่มี

    “ หนูไปเอาหนังสือเล่มนี้มาจากไหนลูก”

    “ หนูเอามาจากชั้นแถวโซนหนังสือเก่าคะ พอดีมันตกใส่หัวหนูเลยหยิบมาอ่านเห็นว่ามันน่าสนใจดีเลยจะเอาไปอ่านต่อคะ” ฉันตอบตามความจริง

    “ งั้นหรอ งั้นเอาเป็๞ว่าเล่มนี้ลุงให้หนูเอาไปอ่านเลยนะ” ลุงบรรณารักษ์กระซิบแถมยังป้องปากให้ฉันเห็นคนเดียวอีก ฉันมองลุงแกแบบงงๆ

    “ เอาก่อนไปเถอะน่า ของทุกอย่างมันมีเ๽้าของพอมันถึงเวลามันก็จะกลับมาหาเ๽้าของๆมันเองแหละ” ลุงบรรณารักษ์เลื่อนหนังสือมาให้ฉันแล้วขยิบตาให้

    “ คะ ขอบคุณนะคะลุง” ฉันยกมือไหว้ขอบคุณลุงบรรณารักษ์แบบงงๆ แล้วเดินไปเรียนพร้อมหนังสือเล่มนั้น...



    เป็๲กำลังใจให้นักเขียนได้ง่ายๆด้วยการ กดให้ติดตาม กดให้กำลังใจ หรือ คอมเมนต์แสดงความคิดเห็น

    หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยผู้อ่านทุกคนด้วย