คืนหนึ่ง
จวนสกุลเหอจัดงานเลี้ยง บรรดาญาติในตระกูลต่างมาร่วมงานไม่ขาดสาย บรรยากาศคึกคักเพราะมีทั้งการแสดงร่ายรำ เสียงดนตรีบรรเลงเป็นจังหวะรวมถึงสุราชั้นดีที่เตรียมเอาไว้รับรอง
ฝ่ายผู้ชายจับกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องทิศทางของบ้านเมือง การค้าขายกับต่างแคว้นและความวุ่นวายแถบชายแดนตอนเหนือ
ใต้เท้าสกุลเหอผู้เป็นบิดาของเหออันเหลียนถามไถ่รองแม่ทัพหยางเรื่องของบุตรสาวตนเอง ทั้งกล่าวชื่นชมนางว่าเก่งอย่างไรบ้าง ก่อนจะชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มการค้าเครื่องเทศของตระกูลที่กำลังรุ่งเรืองเพราะได้รับอิทธิพลจากเหอกุ้ยเฟย
“ข้าเป็นเพียงทหารในกองทัพ ต่อยตีเป็นเรื่องปกติจึงไม่สันทัดงานค้าขายเกรงจะเป็นภาระให้ใต้เท้า” เขาตอบปฏิเสธด้วยความนอบน้อม แม้ว่าจะพอรู้เรื่องราวพวกนี้มาบ้างแต่ยิ่งงานเยอะมากเท่าใด ก็จะมีเวลาให้ครอบครัวน้อยลงเท่านั้น แค่เป็นรองแม่ทัพกองรบที่สิบพ่วงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยซิงอวี่ ชีวิตก็แทบมีแต่งานกองพะเนินมากพอแล้ว
“รีบปฏิเสธเช่นนั้นน่าเสียดายไปหน่อยไม่ใช่หรือ” อีกฝ่ายคะยั้นคะยอเพราะต้องการพรรคพวกจัดการเส้นทางลำเลียง หากมีอิทธิพลของรองแม่ทัพหยาง หนึ่งในกองรบที่แข็งแกร่งของแคว้นฉินหมิงแปะชื่อหราไว้หน้าขบวน โจรที่ไหนจะกล้ามายุ่งวุ่นวายกับงานการของสกุลเหอ
“ขอบคุณใต้เท้าที่ให้คำแนะนำ ข้าขอรับไว้พิจารณาก่อนได้หรือไม่”
“ได้อยู่แล้ว เอ้า… ดื่มให้เต็มที่” เขาสั่งให้สาวใช้ยกสุราที่เตรียมไว้มาให้บุตรเขยตนเอง
ทว่า หยางเสวี่ยเฟยรู้แล้วว่าสิ่งที่แอบแฝงมาอย่างที่สองคืออะไร สุรารสเลิศจอกนี้มีกลิ่นต้องห้ามจาง ๆ ลอยแตะจมูก หากมิใช่คนที่รู้เรื่องสมุนไพรคงจะแยกออกได้ยาก แต่เขานั้นเป็นรองแค่เพียงเสิ่นอวี้หลาน อีกทั้งยังเผชิญกับยาพิษหลากหลายชนิดในช่วงฝึกย่อมตามแผนทันอย่างแน่นอน
กระนั้นยังเลือกที่จะดื่มโดยไม่รีรอเพื่อไม่ให้ผิดแผนนึกอยากรู้ว่ามีผู้ใดบ้างสมรู้ร่วมคิด เวลานั้นสุราสำหรับเขาเพียงผู้เดียวถูกเติมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนร่างกายค่อย ๆ ร้อนรุ่มจากภายในกระหายบางสิ่งบางอย่าง
ใต้เท้าเหอส่งสัญญาณให้บุตรสาวพาหยางเสวี่ยเฟยไปที่เรือนรับรองแขก คนรอบข้างมองอย่างรู้กันจึงหลีกทางให้โดยปริยายแล้วสังสรรค์กันต่อจนเมามายราวกับข้อตกลงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ครั้นได้อยู่กันตามลำพังหยางเสวี่ยเฟยรู้สึกว่ายานั้นออกฤทธิ์ร้ายแรงนัก สายตาที่มองเหออันเหลียนราวกับบุรุษหื่นกระหายในกามารมณ์ทำให้นางแสยะยิ้มที่เขาตกหลุมพราง
หากแต่หันหลังให้เพียงชั่วครู่กลับถูกชายหนุ่มสับเข้าต้นคอหลับใหลโดยไม่ทันตั้งตัว เขาจึงอุ้มนางไปนอนบนเตียงดี ๆ แล้วหลังจากนั้นหายวับไปไม่มีใครรู้
ระหว่างนั้นคลำเอาเม็ดยาหญ้าแก้วไพลินที่มักพกติดตัวอยู่เสมอออกมาอมใต้ลิ้นสองสามก้อนเพื่อเจือจางฤทธิ์ยาที่ผสมอยู่ภายใน
“หัวหน้า” หนึ่งในลูกน้องหน่วยซิงอวี่รีบเข้ามาถามไถ่เพราะเห็นอาการไม่สู้ดี ก่อนได้รับคำสั่งให้จับตาดูขุนนางสกุลเหอตลอดทั้งคืน
หยางเสวี่ยเฟยสูดหายใจแล้วตั้งสติแล้วตรงดิ่งกลับไปจวนสกุลหยางทันที
ประตูบานใหญ่เปิดออกพร้อมร่างสูงที่กระโจนเข้าหาคนในห้องนอนโดยไม่รีรอ ใบหน้าซุกไซ้ซอกคอนางอย่างโหยหา มือไม้อยู่ไม่สุขลูบไล้ทั่วเรือนร่างก่อนจะโอบใบหน้ารูปงามเข้าหาแล้วจุมพิตริมฝีปากอย่างดูดดื่มแทบไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พักหายใจ
“ท่านพี่!” มู่หรงเซียวเอ่ยเรียกแล้วตบแก้มสองข้างเขาเบา ๆ
“ฮูหยิน” น้ำเสียงออดอ้อนนั้นดูแฝงด้วยความปรารถนา “ข้าถูกยาปลุกกำหนัด เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่”
“…”
“มู่หรงเซียว” ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อ ท่าทางราวกับอดกลั้นแรงปรารถนาเอาไว้ ข่มใจสุดฤทธิ์เพราะรู้ว่าหญิงสาวยังไม่พร้อมที่จะมีลูกกับเขา หากร่วมรักกับนางแล้วต้องดื่มสมุนไพรเกรงจะทำให้ร่างกายนางอ่อนแอ “ข้ากินยาระงับไปแล้วแต่ดูเหมือนเอาไม่อยู่สักเท่าใดนัก” เขาพูดพลางหยิบถุงใส่ก้อนน้ำตาลออกมาเทให้นางได้เห็น “ข้ากินไปแล้วแต่ทำอย่างไรดี ข้าต้องการเจ้า…”
“หญ้าแก้วไพลิน ท่านพี่รู้จักมันได้อย่างไรกัน” มู่หรงเซียวไม่คาดคิดมาก่อนแต่เพราะอาการของคนตรงหน้าราวกับต้องการความช่วยเหลือจึงเลิกคิดเรื่องนี้ไปชั่วคราว “ท่านพี่ทำตามใจเถอะ อย่าเพิ่งห่วงข้าเลย”
“ไม่ได้ เจ้าบอกว่ายังไม่พร้อม” เขาส่ายหน้าคิดจะวิ่งออกไปนอกจวนแต่ถูกรั้งไว้ จู่ ๆ ก็เห็นภาพที่นางกลายเป็นนางจิ้งจอกยั่วยวนให้หลงเสน่ห์ ส่งสายตาหวานหยดย้อยพร้อมแอ่นกายท่าทางเย้ายวนใจอย่างยิ่ง “ฮูหยิน… คืนนี้เจ้างามยิ่งนัก”
มู่หรงเซียวเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี คาดเดาได้ว่านอกจากเรื่องถูกปลุกกำหนัดก็ไม่มีอาการแทรกซ้อนใดน่าเป็นห่วงจึงคลายความกังวลไปเปราะหนึ่ง
“ท่านพี่ ถนอมข้าได้หรือไม่” หญิงสาวเอ่ยเสียงหวาน แล้วขยับเข้าหา โอบคอร่างสูงแล้วสัมผัสริมฝีปากของเขาพลันรู้สึกได้ว่าส่วนล่างนั้นผงาดขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหว
“ข้า… ไม่แน่ใจ” ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อ ร้อนผ่าวไปทั่วร่างทำเอาภรรยาส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่เผลอหลุดคำพูดที่ไม่ควรเอ่ยในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน “ท่านพี่น่ารักยิ่งนัก…”
มู่หรงเซียวขนลุกซุ่เพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังปลุกอารมณ์สัตว์ป่าตรงหน้า ดวงตาสีดำขลับเป็นประกายแวววาวพร้อมขย้ำ แสยะยิ้มชอบใจคำชมยิ่งนัก ครั้นจะมองหาทางหนีก็ไม่ทันการเสียแล้ว
หลังจากนั้นบทเพลงรักยามราตรีจึงดำเนินไปด้วยความเร่าร้อนหลายชั่วยาม กว่ายาปลุกกำหนัดจะสิ้นฤทธิ์ทำเอาบุตรสาวแม่ทัพสลบหลับใหลในอ้อมกอดแข็งแกร่ง
สายวันต่อมา
หยางเสวี่ยเฟยค่อย ๆ ลืมตามองคนข้างกาย แม้จะมึนเมาเล็กน้อยแต่จำเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างชัดเจน เพียงแค่เวลานั้นไม่อาจห้ามใจได้เลย
ร่างบางนอนนิ่งในอ้อมแขนของเขา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ หัวใจเต้นเหมือนอย่างเคยและชีพจรยังคงปกติดี
เจ้าตัวถอนหายใจเฮือกใหญ่กระชับหญิงสาวแนบชิด พลันเนื้อนุ่มนิ่มเปลือยเปล่าสัมผัสกันจนไออุ่นแผ่ซ่าน
“อือ…” หญิงสาวพึมพำ ดวงตาสีทับทิมจ้องคนตรงหน้าปรับสายตาเพราะแสงแดดที่ส่องกระทบใบหน้านั้นทำให้มองได้ไม่ชัดสักเท่าใด “หายดีแล้วหรือ”
“ข้าขอโทษที่ขอให้เจ้าช่วย”
“ท่านพี่… หากข้าไม่ช่วยแล้วจะทำอย่างไรเล่า ข้าไม่ยอมให้ท่านพี่ไปหาหญิงอื่นหรอก” นางนิ่วหน้าแล้วกอดร่างสูงเอาไว้ ซบใบหน้าแนบแผ่นอกกว้างแล้วจูบตรงนั้นหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว
“ฮูหยิน เจ้าอย่าเพิ่งยั่วยวนข้า” เขาเอ่ยเขินอายค่อย ๆ ขยับร่างกายหนีเล็กน้อย “เมื่อยตรงไหนหรือไม่ ข้าจะนวดให้จนกว่าเจ้าจะพอใจ”
มู่หรงเซียวยิ้มมุมปากตอบสีหน้าระรื่นว่า “ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่มีตรงไหนเลยที่ข้าไม่เมื่อย ยามปกติก็แรงเยอะอย่างกับสัตว์ป่า ครานี้ถูกยาปลุกกำหนัดยิ่งทวีคูณ ข้านึกภาพออกเลยว่าหากท่านพี่ไม่กินยาระงับ ป่านนี้แล้วข้าคงยังไม่ฟื้น”
“…”
“เหออันเหลียน นางใส่ยาให้ท่านพี่กินมากแค่ไหนถึงได้ออกอาการเช่นนี้ ข้าไม่ปล่อยนางไว้แน่ ๆ” มู่หรงเซียวคิดเอาไว้แล้วว่าวันหนึ่งนางอาจทำเช่นนี้เพราะก่อนหน้าโป้ปดว่ามีสัมพันธ์กับเขาแต่ไม่นึกว่าจะถึงขั้นใส่ยาเกินขนาดให้หยางเสวี่ยเฟยโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วจึงอยากจัดการอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดแต่พอขยับเพียงเล็กน้อยเป็นอันต้องร้องเสียงหลงเพิ่งรู้สึกตัวเพราะเมื่อคืนแทบไร้สิ้นสติหลงอยู่ในไออุ่นของผู้เป็นสามี
“อ๊ะ แสบ…”
“ขอข้าดูหน่อยว่าร้ายแรงหรือไม่”
“ท่านจะมาดูทำไม ข้าอาย…” มือสองข้างกุมผ้าห่มไว้ไม่ยอมให้อีกฝ่ายเปิดออก
“เหตุใดต้องอายเล่า ข้าเห็นหมดแล้ว เห็นบ่อยแล้วด้วย ไม่ว่าจะมองตรงไหนก็สวยงาม อ๊ะ…”
หญิงสาวหยิกแก้มหยางเสวี่ยเฟยทันควันเพราะได้ยินคำพูดที่ทำให้เขินอายจนแก้มแดงระเรื่อ ตอนเมามายพูดจาเกี้ยวพาราสีไม่พอ ยามสร่างเมายังจะพูดแบบเดิมอีก
กระนั้นคนเป็นห่วงก็รีบเปิดผ้าห่มออกจึงได้เห็นว่าต้นขาเรียวของนางแดงเถือกเพราะถูกครูดไถด้านนอกแทนการสอดใส่ พลันเหลือบตามองร่างเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยความสุขของเขา
ขณะที่มู่หรงเซียวนึกสงสัยว่าต้นขานางแดงขนาดนี้แล้วส่วนนั้นของเขาทำมาจากเหล็กหรืออย่างไรจึงไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว
ทว่า สายตาของนางกลับสร้างเรื่องให้คนตรงหน้าเข้าใจผิด “เจ้าอยากทำอีกหรือ เมื่อคืนข้ายั้งตัวเองเอาไว้กลัวเจ้าไม่ไหวแต่ถ้าเจ้ารู้สึกว่ายังไม่พอ ข้าคงไม่อาจขัดใจได้”
“หยางเสวี่ยเฟย!!!” หญิงสาวทุบหน้าอกอีกฝ่ายเรียกสติ “ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ หากท่านหมอต้องมาตรวจอาการข้าเพราะเรื่องนี้อีก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“เอาไว้กับข้าก็ได้” เขาไม่พูดเปล่าแต่คว้าศีรษะภรรยาแนบอกตัวเอง กอดอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยว่า “อยู่แบบนี้ทั้งวันก็ดีเหมือนกัน ข้าชอบยิ่งนัก...”
“ไอ้คน… หน้าไม่อาย” นางไม่รู้จะเถียงกับเขาอย่างไรแล้วเพราะพูดคำใดออกไปอีกฝ่ายก็โต้ตอบกลับมาได้หมด หากแต่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ เผลอพูดความในใจเสียงดัง “ชอบเพียงนั้นเชียวหรือ ชอบอันใดนักหนากัน”
“เวลานี้ชอบทุกอย่างที่เป็นเจ้าแล้วก็รักเจ้ามากด้วย”
“เหตุใดจู่ ๆ ก็มาบอกรักกันอีกแล้ว”
หยางเสวี่ยเฟยยิ้มกว้างเมื่อเห็นภรรยาเขินอายเหมือนทุกครั้ง จึงคิดเอ่ยคำหวานให้นางฟังบ่อย ๆ ราวกับอยากให้คนตรงหน้ามีความสุขที่ได้อยู่กับเขา
วันนั้นทั้งวัน รองแม่ทัพจึงลางานแล้วอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินที่เรือนหลัก ไม่ว่านางอยากไปไหนก็อุ้มพาไป อยากกินอะไรก็บอกสาวใช้ในจวนจัดหามาให้ ในขณะที่เหออันเหลียนฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เจอใครก็อาละวาดบ้านแตกด้วยความหงุดหงิดไม่ยอมกลับจวนสกุลหยางอยู่หลายวัน
ช่วงบ่ายของวัน หยางเสวี่ยฮวาถือถาดขนมทานเล่นมาหาพวกเขาที่ศาลาใหญ่ในสวน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเริ่มเข้าหามู่หรงเซียวบ่อยขึ้นราวกับค่อย ๆ ยอมรับนางเป็นพี่สะใภ้
“ท่านพี่… พี่สะใภ้…” น้ำเสียงที่เรียกดูนอบน้อมไม่เหมือนเคยจนมู่หรงเซียวหันมองหน้าสามี “ข้าหัดทำขนมกุ้ยฮวาเป็นครั้งแรก ช่วย… ช่วยชิมได้หรือไม่”
หยางเสวี่ยเฟยเอ็นดูน้องสาวคนนี้มาก ไม่ว่านางจะทำสิ่งใดมักกล่าวชื่นชมเสมอ ต่อให้ครานี้ขนมออกรสฝาดก็ยังชมว่า “อร่อยยิ่งนัก”
ทว่า สีหน้าของมู่หรงเซียวแสดงออกได้ชัดเจนว่าไม่รอด ยิ่งเห็นคนข้างกายส่งสัญญาณบอกให้ชมเพราะกลัวนางจะพูดจาโผงผางเกินไปเหมือนครั้งที่บอกว่าลายปักของเสิ่นอวี้หลานเหมือนหนอนใบไม้
กระนั้น หญิงสาวกลับคิดว่าควรเอ่ยออกไปตามตรงเพื่อให้อีกฝ่ายได้รู้จุดบกพร่องแล้วนำไปแก้ไข “ตอนข้าทำขนมกุ้ยฮวาครั้งแรกทั้งแข็งและหวานจนลิ้นแทบไม่รับรู้รสอื่นใด”
“อืม… ใช่แล้วล่ะ ลิ้นข้าด้านชาไปหลายวันเลยทีเดียว” หยางเสวี่ยเฟยพยักหน้านึกถึงความหลังตอนได้ชิมครั้งแรกพลันได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยมองมา
“พูดอย่างกับเคยกินของที่ข้าทำ”
“เจ้าอุตส่าห์ทำมาให้ข้า จะทิ้งไปเปล่า ๆ ได้อย่างไรเล่า” เขาแย้งทันควันแต่ถูกอีกฝ่ายโต้กลับมาว่า “ท่านพี่บอกให้ลูกน้องเอาไปทิ้งไม่ใช่หรือ”
“พอเจ้ากลับไปแล้ว ข้าก็รีบไปเก็บกลับมา”
ครั้นได้รู้ความจริงว่าคนตรงหน้าทำอย่างไรกับของที่นางเคยให้ในอดีต มู่หรงเซียวถึงกับอดใจไว้ไม่ไหวโพล่งออกมา
“ฮึ่ย.. คนปากไม่ตรงกับใจ ไม่คิดว่าข้าจะยอมแพ้เลิกรักท่านพี่เลยใช่หรือไม่”
เวลานี้เขาสำนึกผิดแล้วที่เกือบเสียนางไปจริง ๆ ครานี้ใจคิดเห็นอย่างไรปากย่อมพูดออกไปตามตรงไม่บิดพลิ้ว
“อย่าพูดว่าไม่รักข้า จำไม่ได้หรือ ข้าบอกว่าไม่ชอบ”
พอได้ยินเสียงเศร้าสร้อยของเขาที่สำนึกผิดแล้วกลับทำให้นางรู้สึกเหมือนตนเองรังแกอีกฝ่ายเสียอย่างนั้นจึงกลับลำแทบไม่ทัน
“ไม่พูดแล้ว… ข้าสัญญา” นางเอ่ยคำง้อคนที่ใจห่อเหี่ยว
“…”
“ข้ารักท่านพี่… สามีข้า… ได้ยินหรือไม่”
“อืม… ข้าก็รักเจ้า” เจ้าตัวยิ้มกว้างหน้าระรื่นภายในไม่ถึงหนึ่งอึดใจสร้างความไม่สบอารมณ์ให้หยางเสวี่ยฮวาแทนที่เพราะไม่คุ้นชินที่พี่ชายแสดงออกเช่นนี้เลย
“ท่านพี่ พี่สะใภ้ ลืมไปแล้วหรือว่าข้านั่งอยู่ตรงนี้อีกคน ทั้งยังมีผิงเอ๋อร์ เมิ่งเซียง จื้อเหลียง ไม่เก็บอาการสักหน่อยหรือ” นางกล่าวพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
มู่หรงเซียวส่ายหน้าแล้วกลับเข้าประเด็นต่อ สีหน้าเอ็นดูผู้เป็นน้องสาว ทั้งยังอยากใกล้ชิดกับนางมากกว่านี้จึงกล่าวว่า “หากเจ้าไม่ว่าอันใด ข้าช่วยสอนเจ้าทำขนมได้นะเสี่ยวฮวา”
“จริงหรือเจ้าคะ” นางยิ้มกว้างเพราะรู้ว่าฝีมือมู่หรงเซียวนับเป็นที่หนึ่ง บรรดาบุตรสาวขุนนางไม่มีใครเก่งเท่า
“อืม… ทำอาหาร ปักลายผ้า ไม่ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด ข้าพร้อมช่วยเหลือ”
“เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ช่วยสอนข้าทำก้อนน้ำตาลดอกหมื่นลี้ได้หรือไม่ แล้วก็วันต่อไปพี่สะใภ้ก็สอนข้าปักลายหงส์ เอ่อ… ข้าชวนท่านพี่อวี้หลานมาเรียนกับพี่สะใภ้ด้วยได้หรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยความเกรงใจกลัวว่าพี่สาวทั้งสองมีความหลังไม่ลงรอยกันอยู่แต่กลับได้เห็นสีหน้าใจดีของมู่หรงเซียวเป็นคำตอบจึงโล่งใจไปโดยปริยาย
หยางเสวี่ยเฟยมองภาพที่เห็นเบื้องหน้าแล้วอมยิ้มอย่างมีความสุขที่ฮูหยินและน้องสาวของเขาเริ่มเปิดใจให้กัน ทั้งยังยอมรับเสิ่นอวี้หลานเป็นคนในครอบครัว นับจากนี้จวนสกุลหยางคงมีแต่เรื่องราวดี ๆ ผ่านเข้ามาอย่างแน่นอน