
.....เช้าวันใหม่บนูเาอวิ๋นหลิน ท้องฟ้ากว้างขวางถูกแต่งแต้มด้วยเมฆสีขาวนวลที่ลอยต่ำคลอเคลียยอดไม้เหมือนผืนผ้ากำมะหยี่ บรรยากาศเย็นชื้นแผ่ซ่านไปรอบสำนัก ศิษย์ทุกคนถูกเรียกมายังลานสอบอีกครั้ง โดยครั้งนี้เสียงระฆังดังกว่าเดิมด้วยความสำคัญและความเร่งด่วน
ผู้าุโซูปรากฏบนแท่นไม้สูง ดวงตาคมกริบจับจ้องศิษย์ทั้งหมด เสียงของเขาดังขึ้นอย่างหนักแน่นและชัดเจน “รอบที่สองของการสอบคือการออกไปเก็บสมุนไพรใน ‘หุบเขาเมฆหมอก’ ผู้ที่เก็บ ‘ดอกหลิงฮวา’ ให้ครบจำนวนและกลับมายังลานสอบภายในเวลาสองก้านธูป จะได้สิทธิ์เข้าสู่ขั้นเรียนขั้นสูงต่อไป”
ศิษย์แต่ละคนสลับมองหน้ากัน ดวงตาบางคนเต็มไปด้วยความมั่นใจ บางคนซ่อนความกังวลลึก ๆ
หานเหวินถอนหายใจลึก มองไปยังเจี้ยงหยวนที่ยืนพิงเสาเรือนอย่างสบายใจ พร้อมรอยยิ้มกวน ๆ ที่ไม่เคยลบเลือน “เอาล่ะ น้องเล็ก งานนี้ไม่ใช่แค่ความเร็วกับความรู้แล้วนะ แต่เป็เื่ของ ‘ใครฉลาดกว่ากันในป่า’”
“ฉลาดหรือกวน... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” หานเหวินตอบเสียงเรียบ
เจี้ยงหยวนหัวเราะหึ “เอาเป็ว่าเ้าจะได้เรียนรู้ว่า ‘เสือที่เก่งไม่ใช่เสือที่ห้อยเล็บ’ แต่เป็เสือที่รู้จักใช้เล็บอย่างมีศิลปะ”
เสียงโห่ร้องจากศิษย์คนอื่นดังขึ้นเมื่อคำสั่งเริ่มต้น ตะเกียงลมจุดไฟสว่างขึ้นนำทางไปยังป่าเมฆหมอกที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ต้นสนพันปี และไอหมอกขาวบางเบาที่ลอยปกคลุมทั่วทุกตารางเมตร
เมื่อก้าวเข้าสู่ป่าหมอก ไม้ใหญ่ปกคลุมร่มรื่น แสงแดดเล็ดลอดผ่านใบทองเหลืองเป็ริ้ว ๆ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลปะปน เสียงนกร้องและเสียงแมลงก้องกังวานเพิ่มความรู้สึกมีชีวิตชีวา แต่ในความสงบซ่อนความอันตรายไว้
ศิษย์หลายคนเริ่มแยกย้ายกันไปตามทิศทางที่ตนเลือก บางคนเดินเร็วเกินไปจนทำให้ใบไม้และกิ่งไม้แตกเสียงดัง บางคนชะลอจังหวะก้าวเพื่อสังเกตอย่างละเอียด
ระหว่างที่หานเหวินและเจี้ยงหยวนเดินเคียงกัน มีเสียงหัวเราะแสบ ๆ ดังมาจากกลุ่มศิษย์คนอื่น ที่เดินตามมาพร้อมกับคำพูดแหย่ “เฮ้! หานเหวิน เ้าคิดว่าป่าหมอกนี้จะง่ายกว่าลานสอบปรุงยาไหม? หรือเจี้ยงหยวนพี่แกจะมาปกป้องเ้าอีก?”
เสียงหัวเราะกวนใจนั้นเพิ่มขึ้น เจี้ยงหยวนหันกลับไปยิ้มกวนตีน “ถ้าอยากกวน ก็ไปเตรียมโดนลมหมอกพัดกลับบ้านเถอะ!”
ทันใดนั้น เขาก็ผงกมือขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แต่พลังปราณบางส่วนที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ถูกปลดปล่อยออกมาเบาๆ
ลมเย็น ๆ ในป่าพัดแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบไม้และกิ่งไม้ปลิวว่อนปัดพัดศิษย์กลุ่มนั้นจนหน้าสะบัด สายหมอกขาวบางๆ ก็ถูกลมพัดเข้าปกคลุมตาพวกเขา
“โอ๊ย! อะไรกันนี่ มองแทบไม่เห็น!” เสียงหนึ่งร้องลั่น
เจี้ยงหยวนยักไหล่ยิ้มเ้าเล่ห์ “บอกแล้วไงว่าอยากกวน ให้เตรียมตัวรับลมหมอกที่นี่ไว้ให้ดี”
ศิษย์กลุ่มนั้นพยายามท้วง แต่ก็ต้องถอยห่างออกไปอย่างเกรงกลัว เจี้ยงหยวนเดินเข้าไปใกล้หานเหวินแล้วพูดด้วยเสียงกวน ๆ “บอกน้องเล็กไว้ว่าถ้าอยากมีชีวิตรอดในป่านี้ ต้องรู้จัก ‘ลมที่ไม่เห็นแต่รู้สึกได้’ เหมือนที่ข้าทำให้ดู”
หานเหวินอมยิ้ม รู้สึกได้ถึงพลังและความอุ่นใจที่เจี้ยงหยวนมอบให้
....ขณะที่เดินลึกเข้าไปในป่า ไม้ใหญ่และเถาวัลย์พันกันแน่น บาง่ทางเดินแคบและลาดชัน หานเหวินสะดุดล้มไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัวเท้าเหยียบผิดที่ กลิ้งลงมาทางลาดหินเปียกจนแทบจะตกลงไปในเหวลึก
“อ๊าก!” เสียงใหลุดออกมาจากเขา
เจี้ยงหยวนรีบพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือหานเหวินไว้ได้ทันในเสี้ยววินาที “ใจเย็นสิเ้าเล็ก! อย่าทำตัวเหมือนเด็กโดนไล่จับสิ”
เขาดึงหานเหวินขึ้นมาอย่างมั่นคง พร้อมตบไหล่ด้วยเสียงกวน ๆ “ถ้าจะตกเหวแบบนี้ ข้าแนะนำให้ตกใส่เตียงนอนจะดีกว่า!”
หานเหวินมองตามเหวลึกที่หินแหลมและเถาวัลย์พันยุ่งเหยิง โชคดีที่เจี้ยงหยวนอยู่ใกล้ทัน ไม่งั้นคงตกลงไปอย่างไม่รู้ตัว
ระหว่างเดินต่อไป ศิษย์คนอื่นบางกลุ่มเริ่มเจออุปสรรค เช่น กลุ่มหนึ่งถูกลิ่มหนามปราณแทงเข้าที่ขา เสียงร้องเ็ปดังขึ้น บางคนโดนสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กกัดเข้าที่มือจนบวมแดง
....ใน่เวลาที่หมอกเริ่มหนาขึ้น เสียงกระซิบและเสียงเคลื่อนไหวแปลก ๆ ดังรอบด้าน หานเหวินรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ ทันใดนั้น มีสัตว์ร้ายขนาดกลางรูปร่างคล้ายเสือผสมงู พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ด้วยเสียงคำรามต่ำ
หานเหวินถอยไม่ทัน โดนเล็บมีพิษข่วนเข้าที่แขน
เจี้ยงหยวนขยับเร็วเกินกว่าที่ใครจะเห็น มือเขาเหมือนพายุหมุนเวียนรวบรวมพลังปราณ ปล่อยลมหมุนวนแทงสวนสัตว์อสูรที่กำลังจะเข้าทำร้าย
สัตว์อสูรถอยกลับด้วยาแและเสียงคำรามอ่อนแรง เจี้ยงหยวนหันมายิ้มกวน ๆ “ไหนล่ะ ใครว่าเ้าต้องตายง่าย ๆ!”
หลังผ่านเหตุการณ์นั้น เจี้ยงหยวนยังไม่ลืมกวนตีน “ถ้าข้าไม่อยู่ เ้าคงได้ไปเล่นกับเหวอีกหลายครั้งแล้ว”
หานเหวินถอนหายใจ “ขอบใจจริง ๆ ที่ช่วยไว้สองครั้งแล้ว...”
ทันใดนั้น หานเหวินรู้สึกถึงกลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรลอยมาในอากาศ
“นี่แหละ ดอกหลิงฮวา!” เจี้ยงหยวนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทั้งสองเดินเข้าหาหุบผาสายรุ้ง ดินแดนลึกที่หมอกหนาทึบและลำธารน้ำตกเสียงดังริน
เจี้ยงหยวนค่อย ๆ โน้มตัวลงหยิบดอกไม้สีม่วงอ่อนที่ซ่อนตัวในรอยแยกโขดหิน
“นี่คือ ‘ดอกหลิงฮวา’” เขาพูดเสียงต่ำราวกับบอกเล่าเื่ลึกลับ
กลีบดอกสีม่วงอมฟ้า ผิวััเรียบลื่นเหมือนผ้าไหมสีนิล กลิ่นหอมเย็นสดชื่น กระตุ้นพลังปราณและทำให้ใจสงบ
“สรรพคุณของหลิงฮวานั้นมหัศจรรย์ เมื่อปรุงเป็ยา จะฟื้นฟูพลังปราณอย่างรวดเร็ว ชะลอวัย ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงแม้เผชิญภัย”
เมื่อได้ดอกหลิงฮวาในมือ เจี้ยงหยวนยิ้มกวน ๆ “เห็นไหม กวนตีนกับเก่ง มันไปด้วยกันได้ดีเสมอ”
...เวลาล่วงเลยเหลือน้อยเต็มที ทั้งสองกลับมายังลานสอบพร้อมสมุนไพรครบถ้วน
ศิษย์หลายคนกลับมาไม่ครบ หรือหน้าซีดเซียวจากการผจญภัย
ผู้าุโซูพยักหน้าอย่างพอใจ “วันนี้เ้าทั้งสองผ่านเกณฑ์...พรุ่งนี้ไปรอรับป้ายศิษย์ขั้นสูงได้ที่หอทะเบียน”
เจี้ยงหยวนหันมายิ้มกวน “อย่าลืมนะ ‘การเล่นเกมส์ที่แท้จริง คือการรู้จักใช้เล่ห์ให้เป็’”
หานเหวินยิ้มตอบ รู้สึกว่าทั้งสองได้ก้าวเข้าใกล้การเป็เซียนที่แท้จริงอีกขั้นหนึ่ง....