นรธิปตื่นนอนด้วยความรู้สึกหงุดหงิด !
แสงแดดอ่อนในตอนเช้าที่สาดส่องเข้ามาทางกระจกหน้าต่างส่งผลให้ชายหนุ่มต้องขยี้ตาเล็กน้อย มือหนาหยิบแว่นตาทรงรีขึ้นมาสวมใส่เห็นทีชีวิตเขานับั้แ่นี้ต่อไป คงจะไม่เหมือนเดิมอีกตลอดกาลเป็แน่
...ก็ั้แ่ที่วรวุฒิมอบหมายงานสำคัญให้เขานั่นอย่างไรเล่า
ร่างสูงลุกขึ้นจากที่นอนจัดการพับผ้าห่มและคลุมผ้าปูที่นอนอย่างเรียบร้อยเพื่อเตรียมอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปพบกับ ‘ลูกค้า’ คนดังกล่าว
ชายหนุ่มเดินลงบันไดมาพร้อมกับกระเป๋าใส่เสื้อผ้าใบใหญ่ด้วยลักษณะท่าทางที่แปลกตาไปเช่นนี้ ทำให้ผู้เป็พ่อซึ่งนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารมีอันต้องละสายตาจากหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วเอ่ยปากถามลูกชายของตน
“อะไรกันเ้าเนเก็บข้าวของจะไปไหน ?”
“ผมต้องไปค้างที่บ้านของลูกค้าชั่วคราวครับลูกค้าคนสำคัญ... ไอ้เราจะปฏิเสธก็กระไรอยู่”
ท้ายเสียงชายหนุ่มพูดออกมาอย่างเหยียดหยันเต็มที
“ลูกค้าสำคัญนี่ใครล่ะ? อะไรจะถึงกับต้องไปค้างที่บ้านเขาเลยหรือ”
“ผมคิดว่าคุณพ่อคงจะรู้จักดีล่ะมั้งครับ...ก็ คุณหญิงพรรณวรินทร์”
ทันทีที่พูดจบสายตาของผู้เป็พ่อตวัดขึ้นมองเขาทันที ใบหน้าของชายวัยกลางคนฉายแววเคร่งเครียด
“แกพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ฉันจะรู้จักก็ไม่เห็นแปลก ก็ครูของแกไม่ใช่หรือ ?”
นรธิปไม่พูดว่าอะไรแต่กลับส่งเสียง หึ ในลำคอชายหนุ่มถือกระเป๋าใบใหญ่เดินผ่านผู้เป็พ่อไปโดยไม่ได้สนใจจะสนทนาให้มากความไปกว่านี้ร่างสูงมุ่งตรงไปยังรถกระบะสีดำคันใหญ่ของตน ขึ้นนั่งประจำที่นั่งคนขับจากนั้นจึงขับรถออกไปในทันที
ไม่นานนักชายหนุ่มก็มาถึงที่หมายเขาเดินเข้าไปในตัวบ้านด้วยอารมณ์ที่ไม่ปกตินัก เด็กรับใช้ซึ่งอยู่บริเวณนั้นกระวีกระวาดเข้ามาต้อนรับเขา โดยไม่ต้องรอให้เ้าของบ้านอนุญาต
สถาปนิกหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในห้องรับแขกเป็จังหวะเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาดังขึ้นพอดี
ั์ตาสีนิลภายใต้กรอบแว่นพิจารณาเบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจกดรับสายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“สวัสดีครับ”
ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไปยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ อีกฝ่ายก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาแทบจะทันที
“เน ! นี่เหมียวเองนะเนมารับเหมียวไปช้อปปิ้งหน่อยสิ ั้แ่กลับมาเมืองไทยเรายังไม่ได้ไปไหนด้วยกันเลยนะ”
เสียงแหลมๆ ของวิชชุดาทำให้ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจ แม้จะเป็คู่หมั้นกันแต่นั่นเป็เพราะพ่อของเขาตกลงเออออไปฝ่ายเดียวเสียมากกว่า โดยที่ไม่ได้ถามความคิดเห็นของเขาเลยสักนิด
“ผมติดงานสำคัญน่ะเหมียวเอาไว้วันหลังเถอะ วันนี้ผมไม่ว่างจริง ๆ”
“ทำไมเนชอบปฏิเสธเหมียวอยู่เรื่อยเลยนะไม่รู้แหละ ครั้งหน้าถ้าเนปฏิเสธอีก เหมียวจะบอกคุณพ่อให้จัดการให้เหมียวคอยดูแล้วกัน!”
ปลายสายกระแทกเสียงเป็การส่งท้ายแล้ววางสายไปนรธิปได้แต่นั่งกุมขมับ สุดแสนจะเหนื่อยหน่ายกับความเอาแต่ใจของวิชชุดา
‘ให้มันได้อย่างนี้สิ! นี่ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของเขาบังคับล่ะก็คนอย่างเขาไม่มีวันอยากหมั้นหมายกับผู้หญิงพรรค์นี้เด็ดขาด’
สถาปนิกหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าผู้เป็เ้าของบ้านทันได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของเขาพรรณวรินทร์เดินเข้ามายังที่ที่เขานั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่พยายามปรับให้เป็ปกติทั้งที่หัวใจหล่อนกำลังปวดหนึบ เพราะสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่นี้
“มาเร็วจังเลยนะ”เสียงหวานเอ่ยทักทาย “ฉันไม่นึกว่าเธอจะมาเร็วขนาดนี้ ก็เลยยังไม่ได้เตรียมตัว”
นรธิปตวัดสายตาขึ้นมองหล่อนหญิงสาวยังคงอยู่ในชุดคลุมนอน ั์ตาคมพิจารณาหล่อนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า...พิจารณาด้วยความรู้สึกเหยียดมากกว่าชื่นชม...
‘มีที่ไหนบ้างที่รู้ว่าแขกจะมาบ้าน แล้วยังใส่ชุดนอนมารับแขกแบบนี้’
“ผมนึกว่าคุณจะตื่นเช้ากว่านี้เสียอีกอันที่จริง เวลาไปสอนหนังสือคุณคงไม่ได้ตื่นสายขนาดนี้”
ผู้ฟังแย้มรอยยิ้มน้อยๆ กับคำพูดของเขา เป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้า
“ฉันไม่ได้ไปสอนอีกแล้วล่ะหลังจากที่เธอจบ ม.6 ไปไม่นาน คุณแม่ของฉันท่านก็ไม่ให้ไปสอนอีกแล้วฉันลาออกจากราชการ...”
“อะไรนะ !”
ั์ตาของชายหนุ่มเบิกกว้างนรธิปรู้ตัวดีว่าเสียงเขาของที่เอ่ยออกไปห้วนเสียจนเกือบเป็ตะคอก จึงรีบเอ่ยเสียใหม่ด้วยไม่อยากให้คำพูดของตนดูไร้มารยาทจนเกินไป
“เอ่อ...อะไรนะครับ ?”
พรรณวรินทร์ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขาั์ตาคู่สวยของหล่อนมองลึกเข้ามาในดวงตาของเขาเหมือน้าจะมองให้เห็นถึงความจริงในจิตใจเสียงหวานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา
“สุขภาพของฉันไม่ค่อยดีคุณแม่เลยให้ลาออกมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน”
“ไม่สบาย...คุณเป็อะไร ?”
นรธิปแทบอยากจะเอามือปิดปากตนเองแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“เธอเป็ห่วงฉันด้วยหรือ?”
“ผมเพียงแค่ถามไปตามมารยาทเท่านั้นคุณจะเป็อะไรมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว”
ผู้ฟังได้แต่นิ่งเงียบในเมื่อเขาพูดแบบนี้ หล่อนเองก็ไม่รู้จะพูดต่อว่าอย่างไร
...ใช่สิ! เขาจะมาสนใจไยดีอะไรหล่อนกันล่ะคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าที่บ่งบอกความผิดหวังอยู่ไม่น้อยพร้อมกับพึมพำว่า
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเื่ห้องพักของเธอ ไว้ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะบอกอีกที”
ไม่กี่อึดใจต่อมาพรรณวรินทร์ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดปกติเรียบร้อยแล้วก็พาเขาเดินขึ้นไปบนชั้นสองกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ของเขาถูกเด็กรับใช้ยกขึ้นไปจัดวางให้เป็ที่เรียบร้อยแล้วในตอนก่อนหน้านี้นรธิปมองสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนักจนกระทั่งเสียงหวานเอ่ยขึ้นมานั่นแหละ ชายหนุ่มจึงหลุดจากภวังค์
“ห้องนี้คิดว่าเธอคงจะพออยู่ได้ ถ้ามีอะไรที่เธอ้าอีกล่ะก็ ขอให้บอกแม่บ้านได้เลยนะ”
ในสายตาของสถาปนิกอย่างเขาห้องนี้ไม่ใช่แค่ ‘พออยู่ได้’ แต่เรียกว่า ‘อยู่ได้อย่างสบาย’ เชียวล่ะ !
นี่แหละบ้านของคุณหญิง...คนอย่างเขามีวาสนาได้เข้ามาอยู่ ก็ขออยู่ให้สบายก็แล้วกัน
“แล้วเื่งานของผมไม่ทราบว่าคุณหญิงจะ้าบ้านแบบไหนครับ ? ผมไม่อยากจะเสียเวลาก็จะขอรีบทำงานให้เสร็จไว ๆ แล้วอีกอย่างคือผมไม่เห็นความจำเป็ที่คุณหญิงจะต้องอยากได้บ้านหลังใหม่เลยนะครับในเมื่อบ้านหลังนี้มันก็ออกจะสวย น่าอยู่ไปเสียหมด”
ชายหนุ่มพูดไปตามที่ตาเห็นและตามที่รู้สึกจริงๆ แต่กลับได้ยินเสียงหล่อนหัวเราะเบา ๆ
“ฉันอยากได้บ้านที่เป็บ้าน‘ของฉัน’ เองจริง ๆ เธอคงเข้าใจคำนี้ใช่ไหม ?”
นรธิปไม่พูดอะไรความรู้สึกลึก ๆ ของหล่อน ตัวเขาเองก็พอรู้...
ท่านหญิงกนกวดีไม่ใช่แม่ที่แสนใจดีอย่างที่แสดงให้ใครต่อใครเห็นภายนอกสมัยที่เขายังเรียนอยู่นั้น หลายครั้งที่เขาเองก็รู้ พรรณวรินทร์มักจะถูกผู้เป็แม่ดุว่าและบังคับให้อยู่ในกรอบที่ตนเอง้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็เื่อะไรก็ตาม
หลังจากที่พูดจบไม่นานนักพรรณวรินทร์ก็ออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆหญิงสาวอยากให้เขาได้ใช้เวลาพักผ่อนและอยู่กับตนเองให้มากที่สุดบางทีการที่หล่อนอยู่ด้วย อาจทำให้เขารู้สึกอึดอัด เมื่อหล่อนเดินออกไปแล้วสถาปนิกหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงกว้างอย่างหมดแรง
...และแล้วจู่ๆ เขาก็นึกถึง ‘ซี้เก่า’ สมัยมัธยม ฯ ปลายคนหนึ่งขึ้นมาได้ !
ในสถานการณ์แบบนี้‘หมอนั่น’ คงจะพอมีทางออกดี ๆ อยู่บ้างคิดแล้วมือหนาก็จัดการคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายถึงบุคคลดังกล่าวทันที