ทั้งสีหน้าและแววตาของลิซซี่ว่างเปล่า เธอมิได้กล่าวอะไรออกมาอีกและผู้เป็บิดาก็เงียบเสียงไป เพียงแต่สีหน้าของเขาเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความเคืองขุ่นผสมอยู่กับความอ่อนเพลียละเหี่ยใจ ทุกคำพูดของเขาดูจะไม่ส่งผลใดๆ ให้เกิดขึ้นกับจิตใจของลูกสาวคนนี้ทั้งสิ้น มันเหมือนกันเอาน้ำราดรดลงบนหลังเป็ดไม่มีผิด
นอกเหนือสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ทุกครั้งที่พ่อจับเธอโยนลงบนถ่านร้อนๆ แล้วลิซซี่ยังมีสีหน้าอีกสามแบบคือต่อสู้ยอมจำนนและดีอกดีใจ ต่อสู้นั้นหมายถึงว่าเธอพร้อมที่จะแสดงออกถึงการยืนยันในเจตนา และพร้อมที่จะเข้าโจมตี เป็สีหน้าที่เธอจะใช้ขณะออกตามรอย ทาวิส แมคคินน่อน การยอมจำนนหรือล่าถอยจะใช้เมื่อต้องแสดงออกถึงความไร้เดียงสา เป็อะไรบางอย่างที่เธอจะต้องทำเวลาที่บิดาแสดงความขุ่นเคือง หรือเมื่อสีหน้าของแมคคินน่อนใกล้จะเป็ฆาตกรเต็มทีแล้ว ส่วนดีอกดีใจนั้นเป็สีหน้าที่สำรองไว้สำหรับเวลาที่ทาวิสดูจะขบขันกับสิ่งที่เธอทำลงไป ซึ่งสีหน้าเช่นนี้มีโอกาสนำออกมาใช้น้อยครั้งมาก
จากสีหน้าของแซมมวลในยามนี้ ลิซซี่รู้ว่าบิดากำลังพิจารณาสีหน้าที่ไม่รู้ไม่ชี้ของเธออยู่ บางทีอาจจะเป็เพราะสีหน้านั้นก็ได้ที่ทำให้เขาเอ่ยออกมาว่า
“เอลิซาเบธ เอมิเลีย...” เขามักจะเรียกเธอด้วยชื่อเต็มคือเอลิซาเบธ เอมิเลีย เมื่อความขุ่นเคืองเริ่มจางหายไป “พ่อไม่เคยพร่ำอธิบายให้ลูกฟังจนหน้าแทบจะเขียวแล้วหรอกหรือว่าผู้หญิงมีหน้าที่จะต้องรอคอยด้วยความอดทนเพื่อที่จะให้เสน่ห์ ของตนดึงดูดผู้ชายให้เข้ามาหาน่ะ?”
“เคยค่ะปาป้า แต่ถ้าหนูขืนรอทาวิสแบบนั้นรับรองว่าเขาไม่มีวันเดินเข้ามาหาหนูหรอก” ลิซซี่ตอบ
“พ่ออยากจะให้ลูกเชื่อในคำพูดของพ่อบ้าง ทาวิส แมคคินน่อนน่ะเขาสังเกตเห็นหนูแน่ จะมากกว่าที่เขาอยากจะสังเกตเห็นเสียด้วยซ้ำ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเขาไม่้ายุ่งเกี่ยวกับลูกต่างหากเล่า คืนนี้เขาได้ขอร้อง...ไม่ใช่...เขาออก คำสั่งพ่อมากกว่า ว่าให้พยายามให้กันลูกไว้ให้ห่างจากเขา ยิ่งมากเท่าไรก็จะยิ่งเป็การดีเท่านั้น ซึ่งหมายความว่านับแต่นี้เป็ต้นไป ลูกจะต้องไม่เข้าไปนั่งข้างหลังเขาในโบสถ์ จะต้องไม่ข้ามถนนไปหาเมื่อเห็นเขาเดินผ่านมา หรือไปยืนรออยู่หน้าอาคารที่เขาเดินเข้าไปไม่ว่าจะเป็ที่ไหนก็ตาม จะต้องไม่เขียนจดหมายรักส่งไปให้เขา จะต้องไม่ตามเขากลับไปที่บ้าน จะต้องไม่ไปแอบดูเขาตามช่องหน้าต่างที่สำนักงานหรือเที่ยวไปเล่าให้เพื่อนฝูงฟังว่า เขามีอาการของโรคติดต่อเพราะไปรับเชื้อโรคร้ายนั่นมาจากบอร์เนียว”
“หนูไม่เคยพูดเลยนะคะว่าเขามีโรคร้ายที่ติดมาจากบอร์เนียว เพียงแต่บอกว่าเขาอาจจะมีโรคอะไรสักอย่างก็ได้เท่านั้นเอง” ลิซซี่เถียง
สีหน้าของแซมมวลแดงก่ำขึ้นมาอีก คราวนี้เขาตวาดใส่หน้าลูกสาวเสียงลั่น
“แต่แมคคินน่อนไม่เคยไปบอร์เนียว”
“ปาป้ารู้ได้ยังไงล่ะคะ?”
“ก็เพราะเขาบอกน่ะสิ”
“บางทีเขาอาจจะพูดไปยังงั้นก็ได้”
“ลิซซี่ แมคคินน่อนน่ะถ้าลองได้ลงเรือแล่นห่างออกจากฝั่งเพียงแค่สิบฟุตก็เมาคลื่นแล้ว เพราะฉะนั้นเขาถึงได้ออกแบบเรือ แทนที่จะแล่นเรือเข้าใจหรือเปล่า...” แซมมวลจำต้องหยุดนิ่งอึ้งไปอีก ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยหอบ แต่เป็เพราะหมดปัญญาที่จะชี้แจงให้ลูกสาวเข้าใจได้ ทำไมนะ...ทำไมการพูดจากับลิซซี่ทุกครั้งมันจึงได้เหมือนกับะโใส่กำแพงแบบนี้...?
เขาเริ่มคิดอยากที่จะให้แพชึนส ยังมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะได้ปราบลูกสาวหัวรั้นคนนี้เสียเหลือเกิน...เขาทำอะไรที่มันผิดพลาดลงไปเช่นนั้นหรือ...? ทำไมเขาจึงเป็พ่อที่ประสบความล้มเหลวแบบนี้...? ทำไมลิซซี่ถึงจะทำตัวให้เรียบร้อยน่ารักเหมือนลูกสาวอีกสองคนไม่ได้...? ทำไม่ลิซซี่ถึงต้องทำตัวเป็นางปีศาจร้าย ขณะที่แซลลี่กับเม๊กเหมือนนางฟ้าเช่นนั้น...?
เขาคว้ากล้องยาเส้นขึ้นมาอัดยาเส้นลงลวกๆ จุดขึ้นแล้วก็อัดแรงๆ เข้าไปสองสามเฮือก เพื่อที่จะให้มันช่วยทำให้จิตใจสงบลงบ้าง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังจดจำภาพทาวิส แมคคินน่อนที่หน้าตาแดงก่ำด้วยความโกรธขณะที่เขาลากหางเปียลิซซี่กลับมาบ้านและบอกให้แซมมวลรับทราบว่าบัดนี้ลูกสาวของตนได้แสดงพฤติกรรมเช่นเดิมอีกแล้ว...มันเป็ภาพที่ยังชัดเจนสดใสอยู่ในความทรงจำอย่างไม่อาจลบออกได้
แซมมวลอดขนพองสยองเกล้าไม่ได้ ทุกครั้งที่คิดถึงเื่ที่ลูกสาวเข้าไปซ่อนตัวอยู่หลังรถม้าเพื่อที่จะแอบดูแมคคินน่อนกับเพื่อนทั้งสองที่ออกไปว่ายน้ำด้วยกัน โดยที่เขาทั้งสามไม่ได้สวมใส่อะไรเลย จะมีก็แต่เนื้อหนังที่พระเ้าประทานมาให้เท่านั้น จากการเล่าของแมคคินน่อน...เขาบอกว่าเขาจับได้ว่าลิซซี่มาแอบดูอยู่... (ภายหลังจากที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว) จึงเผชิญหน้ากับเธอด้วยความโมโห แต่กลับได้รับคำตอบจากเธออย่างเปิดเผยว่า
“ฉันไม่เห็นคุณจะมีอะไรที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย...แล้วก็เห็นมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้วด้วย ฉันน่ะมีพี่ชายตั้งหกคน คุณก็รู้”
ซึ่งแมคคินน่อนก็ได้ตอบกลับไปว่า
“แต่ผมไม่ใช่พี่ชายของคุณ” และพอพูดได้เท่านั้นเขาก็กระชากหางเปียลากตัวเธอกลับมาบ้าน
ฟากตรงข้ามนั้น แซมมวลกำลังยืนจ้องมองลิซซี่ด้วยสีหน้าที่หมกมุ่นครุ่นคิดอย่างหนัก เขาอยากจะให้ตัวเองเข้มงวดกับเธอมากกว่านี้ แต่จะทำได้อย่างไรเล่าเพียงแค่มองหน้าความเข้มแข็งในหัวใจก็คลายลงแล้ว...ลิซซี่อาจจะแผลงฤทธิ์เดชเหมือนปีศาจร้าย แต่เธอมีใบหน้าที่งดงามราวเทพธิดาประกอบด้วยพวงผมสีบลอนด์เงินและดวงตาสีม่วงเข้ม...เหมือนแม่ไม่มีผิด...
แต่ดูเหมือนจะมีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่เป็เทพธิดาในตัวเธอ เพราะลิซซี่มีอารมณ์เหมือนผู้หญิงหัวแดงทั้งหลายมากกว่า นอกจากนั้นก็ยังดื้อรั้นยิ่งกว่าลา ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมานี้ เธอทำให้เขามีความรู้สึกราวตกอยู่ในนรกทั้งเป็ก็ไม่ปาน
และราวจะััสิ่งที่อยู่ในความคิดของบิดาได้ ลิซซี่เอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงแ่เบาว่า
“หนูรู้ค่ะปาป้า รู้ว่าตัวเองสร้างความไม่สบายใจให้ปาป้าอยู่ตลอดเวลาเลย”
“มันก็ไม่ถึงกับอย่างนั้นหรอกนะลูก” แซมมวลถอนหายใจ “นอกเสียจากถ้าเป็เื่ที่เกี่ยวกับแมคคินน่อน..ซึ่งมันเป็เื่ที่น่าหงุดหงิดรำคาญใจอย่างที่สุด รู้ไหมว่าสิ่งที่ลูกทำลงไปนั่นน่ะ มันเรียกร้องความสนใจจากผู้คนได้ยิ่งเสียกว่าตอนไปประชุมนมัสการที่โบสถ์เสียอีก”
“หนูรู้ค่ะ แล้วหนูก็เสียใจเหลือเกินที่สร้างความ...รำคาญใจให้กับปาป้าไม่หยุดหย่อน”
“แล้วลูกก็ควรประพฤติตัวให้ดีด้วย แค่คำขอโทษมันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้หรอก เห็นจะทำเช่นที่เคยทำมาแล้วไม่ได้อีกต่อไป และแมคคินน่อนก็โมโหมากเสียด้วย พ่อถึงขนาดต้องวิ่งตามตอนที่เขาพูดอยู่”
แซมมวลมองสีหน้าเผือดซีดของลูกสาว ทุกครั้งที่เขาดุว่าลิซซี่หน้าตาเผือดซีด แววตาหมองเศร้าเช่นนี้เขาจะบังเกิดความละอายใจที่รุนแรงกับเธอมากเกินไปและเขาก็มักจะชอบพูดอยู่เสมอว่า... “จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของแกเลยที่แม่ต้องมาตายลงตอนเม๊กเกิด และมันก็ไม่ใช่ความผิดของเม๊กด้วยเช่นกัน”
ความตายของเพชึนส...เป็เสมือนสายฟ้าที่ฟาดใส่ลงบนหัวใจของทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งแซมมวล ผู้ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังถึงเก้าคน พวกลูกชายทั้งหลายนั้นเขาสามารถจัดการได้แน่ ขณะเดียวกันทั้งแซลลี่ และเม๊กก็ไม่เคยก่อปัญหายุ่งยากให้ แต่บางทีอาจจะเป็เพราะแซลลี่เพิ่งอายุแปดขวบ และเม๊กเองก็เพิ่งจะห้าขวบเท่านั้นก็ได้
บรรยากาศภายในห้องปกคลุมอยู่ด้วยความเงียบมันเป็สัญญาณว่าสองพ่อลูกกลับมาคืนดีกันอีกครั้งแล้ว ในที่สุดแซมมวลก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับกล่าวว่า
“ไปดูน้องเถอะไป๊” พร้อมกันเขาก็ทิ้งตัวลงในเก้าอี้ด้วยความอ่อนแรง
ขณะเดียวกันแซมมวลก็มองตามหลังลูกสาวที่เดินจากไปอยู่ โยกขาเก้าอี้อยู่ไปมา ดวงตาเหม่อลอยจับอยู่กับเพดานห้อง เฝ้าแต่ถามพระเ้าอยู่ว่า...
“ข้าแต่พระเ้าในสรวง์ แล้วนี่ลิซซี่จะทำอะไรต่อไปอีกเล่า...?”