ท้องฟ้าเริ่มมืดลง บรรยากาศภายในโถงด้านหน้าของจวนเจิ้นกั๋วกงเป็ไปอย่างกลมเกลียวชื่นมื่น
สวี่ิอี้อารมณ์ดีเป็อย่างยิ่ง
นางไม่ได้ฉลองวันเกิดมาเนิ่นนานแล้ว
แม้ว่างานเลี้ยงวันเกิดตรงหน้านี้จะแสนเรียบง่าย ทว่าสำหรับนางแล้วกลับเป็สิ่งล้ำค่าที่สุด
ในงานเลี้ยงไม่มีจ้านอวิ๋นจู๋ แม้วันนี้เจิ้นกั๋วกงจะเอ่ยปากรั้งให้เขาร่วมรับประทานอาหารด้วย แต่เขาเพียงไปทักทายถามไถ่สวี่อวิ๋นแล้วก็ขอตัวกลับไป... พูดอย่างไรถึงจะทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจ ทำตัวอย่างไรถึงจะดูสนิทสนมแต่ไม่ล้ำเส้น เขาจับจุดความพอดีเหล่านี้ได้ดีเยี่ยมมาโดยตลอด
ดังนั้น ในงานเลี้ยงวันเกิดของสวี่ิอี้ที่ไม่มีคนนอกอยู่ด้วยนี้ เขาจึงไม่มีทางโผล่มาเด็ดขาด
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับสวี่ิอี้แล้ว ในงานเลี้ยงนี้ก็ยังมีคนนอกอยู่อีกหนึ่งคน
แม้ว่านางจะมีนิสัยไม่ค่อยอ่อนโยนและถ่อมตัวนัก แต่ก็ไม่ใช่คนใจแคบที่ทนรับใครไม่ได้
หรือจะพูดอีกอย่างคือ สำหรับคนและเื่ราวที่ไม่สลักสำคัญ ท่าทีของนางค่อนข้างปล่อยปละละเลยจนเกินไป ี้เีจะไปใส่ใจคิดเล็กคิดน้อยหรือคอยสังเกต... หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ อีกฝ่ายคงไม่สามารถอาศัยอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วกงอย่างสุขสบายมาได้หลายปีขนาดนี้
ทว่าเวลานี้อาจเป็เพราะเกิดความสงสัยขึ้นมา สายตาที่ใช้มองอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนไป เมื่อสังเกตให้ละเอียด ก็พบว่ามีพิรุธเผยออกมาให้เห็นทุกหนทุกแห่ง
"ข้าดูแล้วเจาเจาสดชื่นขึ้นมาก ผ่านไปค่อนวันก็ยังไม่เห็นวี่แววง่วงซึม วันนี้ประจวบเหมาะเป็วันเกิด ช่างตรงกับคำที่ว่าเมื่อคนเจอเื่มงคลก็ย่อมเบิกบานใจจริง ๆ" หลิ่วอี๋พูดกึ่งล้อเล่น "ถ้าพูดเช่นนี้ หากมีเื่มงคลเพิ่มเข้ามาอีกสักเื่ อาการป่วยนี้แปดเก้าส่วนก็คงจะถูกปัดเป่าให้หายไปได้จริง ๆ นั่นแหละ"
เมื่อได้ยินคำพูดที่นอกจากจะหยั่งเชิงแล้ว ยังแฝงเจตนาอยากยุยงให้นางแต่งงานออกไปให้พ้น ๆ เร็วขึ้น สวี่ิอี้จึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นั่นสิ"
สืบเื่ราวให้กระจ่าง บัญชีแค้นที่ควรสะสางก็ต้องคิดให้ชัดเจน... รอให้มีเื่มงคลที่ทำให้คนสดชื่นเบิกบานใจเช่นนี้เพิ่มเข้ามา อาการป่วยของนางก็คงหายสนิทแล้วไม่ใช่หรือ
หลิ่วอี๋ยังคิดจะพูดอะไรอีก แต่ก็เห็นสวี่ิสือลุกขึ้นประสานมือคารวะผู้าุโ "ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ อารอง ข้าขอตัวกลับก่อนขอรับ"
ถึงเวลาต้องเลิกงานเลี้ยงแล้วเช่นกัน
เขาจะถือโอกาสไปพบคนผู้นั้นที่เรือนหน้าเสียหน่อย ได้ยินว่า่บ่ายก็ฟื้นแล้ว ดูจากท่าทางไม่รีบไม่ร้อนของท่านปู่ แปดเก้าส่วนคงจัดการสำเร็จแล้ว
ต่อให้วันหน้าจะสามารถหย่าสามีทิ้งได้ แต่อย่างไรก็ต้องอยู่ข้างกายสวี่ิอี้ไปอีกสักพักอยู่ดี อีกทั้ง่เวลานี้ก็บอกไม่ได้ว่าจะนานแค่ไหน อาจจะหลายเดือน หรืออาจจะหลายปี... ดังนั้น เขาจึงต้องไปหยั่งเชิงดูด้วยตัวเองสักหน่อยว่าอีกฝ่ายพึ่งพาได้หรือไม่
เมื่อได้รับคำอนุญาตจากเจิ้นกั๋วกง สวี่ิสือก็มุ่งหน้าไปยังมุขเรือนด้านหน้า
พอไปถึงกลับไม่พบคน
...หนีไปแล้ว?!
ในหัวของสวี่ิสือผุดข้อสันนิษฐานนี้ขึ้นมาทันที ก็แน่ล่ะ ลองเปลี่ยนเป็เขา เขาก็ต้องหนีเหมือนกัน!
แต่คนหนีไปแล้ว แล้วอาการป่วยของสวี่ิอี้จะทำอย่างไร
แม้เดิมทีเขาจะไม่เห็นด้วยกับเื่การแต่งงานแก้เคล็ด แต่จะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ต้องลองดูก่อนไม่ใช่หรือ!
มีเงื่อนไขอะไรที่ตกลงกันไม่ได้ ก็พูดคุยปรึกษากันต่อได้นี่!
ขณะที่สวี่ิสือกำลังร้อนใจ ก็เห็นลุงอวิ๋นพาบ่าวรับใช้ที่ถือเสื้อผ้าเดินเข้ามา จึงรีบเอ่ยถามทันที "คนที่พักอยู่ในห้องนี้ไปไหนแล้ว"
"เรียนคุณชาย คุณชายอู๋ท่านนั้นเพิ่งออกไปเดินเล่นขอรับ"
เดินเล่น?
สวี่ิสือถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก
"ท่านหมอบอกว่ายังลงจากเตียงไม่ได้ไม่ใช่หรือ"
อาจเป็เพราะเพิ่งจะผ่านความรู้สึกที่ว่า 'สูญเสียไปถึงรู้ว่ามีค่า' มาหมาด ๆ เวลานี้สวี่ิสือจึงอดไม่ได้ที่จะใส่ใจสุขภาพร่างกายของอีกฝ่ายขึ้นมา
แน่นอนว่าความห่วงใยนี้ไม่ได้บริสุทธิ์ใจนัก
"ใช่ขอรับ" ลุงอวิ๋นพูดกลั้วหัวเราะ "บางทีคุณชายท่านนี้อาจจะมีร่างกายแข็งแรง จึงฟื้นตัวได้เร็ว"
สวี่ิสือพยักหน้า
ร่างกายแข็งแรงย่อมเป็เื่ดี อย่างน้อยก็ทนทานต่อการถูกทรมาน
"เขาออกไปเดินเล่น มีบ่าวรับใช้ตามไปด้วยหรือไม่"
บ่าวรับใช้หนุ่มตอบว่า "เดิมทีบ่าวตั้งใจจะไปเป็เพื่อน แต่คุณชายอู๋บอกว่าจะไปสูดอากาศที่สวนด้านหน้านี้เอง เขาความจำดีมาตลอด จำทางได้ จึงไม่คุ้นชินกับการมีคนเดินตามขอรับ"
ไม่ชินกับการมีคนเดินตาม?
คิดว่าชาติกำเนิดก็คงไม่ได้สูงส่งอะไรมากมาย
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน สวี่ิอี้แต่งกับเขาไปก็จะได้ไม่มีใครกล้าปั้นหน้าใส่
สวี่ิสือแอบชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบทีละเื่อยู่ในใจตามสัญชาตญาณ
อึดใจต่อมา เขาก็เอ่ยด้วยความระแวดระวังอย่างยิ่งว่า "ลุงอวิ๋น จะเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นหรือไม่"
ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเป็ไปได้ที่อีกฝ่ายจะฉวยโอกาสหลบหนีหรอกนะ!
ถึงแม้พูดเช่นนี้แล้ว จวนเจิ้นกั๋วกงของพวกเขาจะดูเหมือนกลายเป็สถานที่นอกกฎหมายไปเลยก็เถอะ...
ลุงอวิ๋นเข้าใจความหมายแฝง บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มราวกับทุกอย่างอยู่ในการควบคุม "คุณชายวางใจเถิด ไม่มีข้อผิดพลาดอะไรแน่นอนขอรับ"
จวนเจิ้นกั๋วกงมีคนคอยเฝ้ายามทั้งข้างในและข้างนอก แม้จะไม่กล้ารับประกันว่าแมลงวันสักตัวก็บินออกไปไม่ได้ แต่คนเป็ ๆ ทั้งคนอย่างไรก็จับตาดูไว้ได้อยู่แล้ว
สวี่ิสือจึงพยักหน้าอย่างเบาใจ และเดินครุ่นคิดไปตลอดทางจนกลับถึงเรือนของตนเอง
อาขุยยกยาเดินออกมาจากห้องครัว
เนื่องจากเวลานี้สวี่ิอี้ยังคงพูดคุยกับผู้าุโอยู่ที่โถงด้านหน้า นางจึงยกยาตรงไปที่เรือนด้านหน้า
เมื่อสองมือประคองถาดไว้ จึงไม่มีมือว่างไปถือโคมไฟ ตอนเดินผ่านสวนดอกไม้ ฝีเท้าชะลอลงเล็กน้อย
ทว่าจวนเจิ้นกั๋วกงมีการใช้จ่ายอย่างมือเติบมาโดยตลอด ในศาลาหรือทางเดินหลักภายในสวนล้วนมีโคมหินประดับไว้ ดังนั้นต่อให้ไม่ได้ถือโคมไฟเดินในสวนก็ไม่ได้มืดมิดจนมองไม่เห็น
เพียงแต่อาขุยเกรงว่ายาจะเย็นเร็วเกินไป จึงตั้งใจเดินลัดเลาะไปตามทางสายเล็ก
ยามค่ำคืนเสียงจั๊กจั่นเงียบสงบ ลมกลางคืนพัดโชยมา ดอกบัวถ้วยที่เบ่งบานอยู่ในสระพลิ้วไหวเล็กน้อยตามสายลม กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยโชยมา
ขณะที่อาขุยกำลังเดินอยู่บนทางเดินเล็ก ๆ ริมสระน้ำนั้น จู่ ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งออกมาจากหลังูเาจำลองข้างกาย แล้วยื่นมือผลักนาง!
อาขุยร้องอุทานด้วยความใ ถาดหลุดจากมือ น้ำยากระเด็นหก ถ้วยกระเบื้องตกแตกกระจาย
ภายใต้ร่างกายที่ซวนเซ ขณะกำลังดิ้นรนยังไม่ทันทรงตัวให้มั่นคง คนผู้นั้นก็ผลักมาอย่างแรงอีกครั้งหนึ่ง
"ตูม!"
อาขุยร่วงตกลงไปในสระบัวอย่างจัง