คิมชอลซูรู้จักแค่การแต่งตัวให้เรียบร้อยเท่านั้นแต่ไม่รู้จักการแต่งตัวให้ดูดีมีเสน่ห์
ชเวฮเยนามองคิมชอลซูในกระจกแล้วก็แอบถอนหายใจ
นี่ก็ธรรมดานั่นก็ธรรมดา นู่นก็ธรรมดา จะมองยังไงก็เป็พนักงานบริษัทธรรมดาจริง ๆ
“พอจะรู้แล้วละค่ะ”
คำพูดของชเวฮเยนาทำให้คิมชอลซูต้องหันไปมอง
“ว่าทำไมมีความสามารถขนาดนั้นแล้วถึงเป็นักร้องไม่ได้”
“เพราะทรงผมเหรอครับ”
“ทรงผมไม่ใช่ปัญหาค่ะ ไม่สิ ทรงผมก็เป็ปัญหาเหมือนกันแต่ก่อนอื่นเริ่มที่เนกไท”
ชเวฮเยนาพูดเสร็จก็ดึงเนกไทจากคอคิมชอลซูแบบไม่อ่อนโยนเธอปลดกระดุมเม็ดบนสุดพร้อมแหวกคอเสื้อออกกว้าง
“อืม ค่อยยังชั่วหน่อย...เอาเสื้อออกมานอกกางเกงหน่อยค่ะ”
คิมชอลซูดึงเสื้อเชิ้ตที่ใส่ไว้ในกางเกงอย่างเรียบร้อยออกมาตามคำพูดของชเวฮเยนา
“ถอดสูทออกด้วย”
ภาพลักษณ์ของคิมชอลซูเปลี่ยนจากพนักงานบริษัทกลายเป็ชายหนุ่มที่เพิ่งถูกหักอกมาแต่สายตาของชเวฮเยนายังคงมองไปที่ผมซึ่งถูกหวีจัดทรงอย่างเรียบร้อย
แฟชั่นของผู้ชายเริ่มต้นและจบลงที่ทรงผม
ชเวฮเยนาผู้เรียนเอกแฟชั่นมาจากประเทศฝรั่งเศสคิดอย่างนั้นแล้วบีบเจลจนเต็มสองมือทาลงไปเต็มผมของคิมชอลซู และเริ่มจัดการกับทรงผมของเขาไปตามภาพในความคิด
เนื่องจากคิมชอลซูมีผมหยักศกสีนํ้าตาลอ่อนจึงทำให้จัดทรงง่าย ทรงผมที่เป็ระเบียบเรียบร้อยถูกแทนที่ด้วยทรงผมกระเซิงไม่เป็ระเบียบใบหน้าที่หล่อเหลาเข้ากันได้ดีกับั์ตาโศกจนทำให้พนักงานหญิงหลายคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องแอบมองคิมชอลซูอยู่หลายครั้ง
หลังใช้มูสล็อกทรงผมจัดให้อยู่ทรงแล้วชเวฮเยนาก็พยักหน้าอย่างพออกพอใจ
“แต่งแบบนี้แล้วดูดีมากเลยใช่ไหมคะ”
เมื่อได้ยินชเวฮเยนาพูดแบบนั้นคิมชอลซูที่มองภาพตัวเองซึ่งเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ก็พูดขึ้นว่า
“ถ้าแต่งตัวแบบนี้ไปทำงานต้องเป็เื่แน่ครับ”
ชเวฮเยนาหัวเราะหึๆ ให้กับคำตอบของคิมชอลซูแล้วหันไปมองนาฬิกา
“เอาละ เหลืออีกสิบนาที เตรียมตัวเสร็จแล้วเข้าไปเลยนะคะเตรียมเพลงมาแล้วใช่ไหมคะ”
“ครับ”
“ไม่จำเป็ต้องพูดก็ได้นะคะ ร้องไปตามบรรยากาศสบาย ๆ ได้เลยค่ะ”
“ครับ ได้ครับ”
“งั้นหัวข้อการนำเสนอคราวนี้ เป็เื่เกี่ยวกับหน้าที่ภายในทีมอย่างเดียวเหรอคะ”
“น่าจะไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เื่หัวข้อนี่อิสระเลย แต่คิดว่าควรต้องเกี่ยวกับหน้าที่ที่ตัวเองรับผิดชอบน่าจะง่ายกว่านะครับ”
จางยูมีจดบันทึกตามที่อาจารย์คิมกึนอุกสอนไว้อย่างละเอียดทุกคำ
ที่คิดไว้ไม่ใช่แบบนี้เสียหน่อย
ฮวังแดฮุนตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ช่วยให้ผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองสนิทกับจางยูมีมากขึ้นแต่เธอกลับสนใจอาจารย์คิมกึนอุกอย่างเดียว
ความตั้งใจแรงกล้าว่าจะต้องทำผลงานที่ดีออกมาให้ได้ในการนำเสนอคราวนี้แผ่กระจายออกมาจากตัวของเธอ
“ข้าวก็ทานเสร็จแล้ว บรรยากาศดีแบบนี้เราไปหาที่ดื่มต่อกันสักหน่อยดีไหมครับ”
ผู้ช่วยผู้จัดการชาซูยองกับอาจารย์คิมกึนอุกพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของฮวังแดฮุนแม้จางยูมีจะอยากถามอาจารย์คิมกึนอุกมากกว่านี้ แต่ก็ต้องลุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
“มีไลฟ์คาเฟ่เก๋มากเพิ่งเปิดเมื่อไม่นานนี้ครับ ราคาก็ไม่แพงบรรยากาศก็ดีมากเลย เดี๋ยวผมจะพาไปที่นั่นนะครับ คุณยูมีเอาไงครับ”
“ถ้าอาจารย์ไป ฉันก็ไปค่ะ”
ชาซูยองจึงรั้งคิมกึนอุกเอาไว้ตามคำของจางยูมี
“ไปครับ”
พวกเขาตามฮวังแดฮุนมาถึงหน้าร้านไลฟ์คาเฟ่ที่มีป้ายเขียนว่า ‘บลูเฮาส์’
“ว้าว มีที่แบบนี้ด้วยเหรอ แดฮุนเคยมาที่นี่แล้วเหรอ”
“ครับ ผู้อำนวยการพัคเคยพามาครั้งหนึ่งครับ”
“ดีจัง พอเป็ ‘เอซ’[1] แล้วผู้อำนวยการก็ดูแลอย่างดีเลยนะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่เลยครับ”
“เหมือนจะแพงเลยนะ”
“อาจจะแพงกว่าร้านอื่น ๆ แถวนี้นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้แพงมากครับ เดี๋ยววันนี้ผมเลี้ยงเองไม่ต้องเป็ห่วงครับ”
ชาซูยองตบบ่าฮวังแดฮุนแล้วพูดว่า
“ได้ งั้นจะกินให้เต็มที่เลย”
เมื่อเข้าไปในร้านก็พบกับการตกแต่งภายในที่สวยงามบนเวทีมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเล่นเปียโนพร้อมร้องเพลงด้วยเสียงอันอ่อนหวาน พวกเขานั่งลงที่โต๊ะจากนั้นจึงสั่งเบียร์และกับแกล้ม
ชเวยองจุนที่นั่งอยู่บริเวณวีไอพีบนชั้นสองของบลูเฮาส์มองลงมายังหญิงสาวที่กำลังเล่นเปียโนและร้องเพลงพร้อมดื่มไวน์องุ่นราคาแพง
ไม่นานชเวฮเยนาก็เปิดประตูเข้ามาชเวยองจุนจึงยกมือทักทาย
“พี่ มาแล้วเหรอ ทำไมมาคนเดียวล่ะ”
“ทำไม ฉันมาคนเดียวไม่ได้หรือไง”
“พี่มาคนเดียวแล้วจะดื่มเยอะได้ไงล่ะ”
ชเวยองจุนยิ้มมุมปาก
“ไม่ต้องห่วง ต่อให้กินคนเดียวก็จะจ่ายให้เท่ากับมากินสิบคนเลย”
“ถ้างั้นก็ยินดีต้อนรับค่ะ”
“ตกแต่งภายในเลิศหรูดีนี่ บรรยากาศก็ดี เสียงเปียโนก็เพราะแต่ร้องเพลงไม่ได้เื่เลย”
“รู้ด้วยเหรอ ความรู้สึกไวเหลือเกินนะ รอก่อนเถอะเดี๋ยวอาวุธลับของบลูเฮาส์จะออกมาแล้ว”
“อาวุธลับเหรอ จะรอดูละกัน”
ชเวฮเยนารินเหล้าใส่แก้วให้ชเวยองจุนก่อนจะหยิบแก้วขึ้นมาอีกใบและรินให้ตัวเอง
“เครียดอะไรหรือเปล่า”
“ทำไม”
“มันเขียนอยู่บนหน้าพี่น่ะ”
“หึ ตาไวจริง ๆ นะ เื่ประธานยูจีฮุนที่พ่อเอามาทำงานด้วยน่ะ”
“ทำไมเหรอ”
“เขาเก่งมากน่ะสิ คราวนี้ฉันไปเดิมพันกับเขา แล้วก็หลงกลอย่างโง่ ๆ เลย”
“หมายถึงยังไง”
“นักแข่งที่ฉันเอาไปเดิมพันน่ะเหมือนคนโง่เขาพยายามเข้ามาเพราะ้าเส้นสายของฉันแต่เขาไม่รู้ว่าถ้าฉันแพ้คราวนี้ก็จะไม่เหลือเส้นสายอะไรอีกแล้วน่ะ”
ชเวฮเยนาได้ยินเสียงถอนหายใจของชเวยองจุนจึงจิบไวน์แล้วเอ่ยปาก
“ก็นั่นไง แล้วทำไมต้องใช้ชีวิตให้ปวดหัวอย่างนั้นด้วย ใช้ชีวิตสบาย ๆ เหมือนฉันไม่ได้รึไงแค่พี่ขายหุ้นของพี่ไป ก็อยู่ได้ตลอดชีวิตแล้ว แถมมรดกตกทอดไปได้อีกตั้งกี่รุ่น”
“พูดอะไรไร้สาระ”
“ยังไงพ่อก็สนแต่ความสามารถอยู่แล้ว ถ้าคิดว่าไม่รอดก็เลิกเถอะ”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
ชเวยองจุนชนแก้วกับชเวฮเยนาแล้วหันหน้าไป
หญิงสาวที่เล่นเปียโนลงไปแล้วผู้คนที่อยู่ข้างล่างพากันปรบมือเบา ๆ และเมื่อคนใหม่สะพายกีตาร์ขึ้นมาบนเวทีบรรยากาศก็ดูดีขึ้นมาทันที
“คนนั้นเหรอ”
“อือ”
“นักร้องหรือเปล่า”
“เปล่า พนักงานบริษัท”
ชเวยองจุนยิ้มเ้าเล่ห์เมื่อได้ยินชเวฮเยนาบอก
“ถ้าเป็คนที่ทำให้เธอใจเต้นได้ขนาดนั้นก็ต้องเป็นักร้องสิแต่นี่เป็พนักงานบริษัทเนี่ยนะ”
ชเวฮเยนากำลังจะบอกชเวยองจุนว่า‘เป็พนักงานบริษัทพี่นั่นแหละ’ แต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูด
การทำให้ชเวยองจุนใไว้ค่อยทำก็ยังไม่สาย
“ลองฟังก่อน ที่บอกให้พี่มาเวลานี้น่ะมีเหตุผลนะ”
คิมชอลซูรู้สึกมองไม่ค่อยสะดวก เนื่องจากผมที่ปรกลงมาบดบังสายตาแต่นั่นก็ไม่ได้เป็ปัญหากับการดีดกีตาร์
เพราะเคยแสดงมาแล้วหลายครั้งสมัยทำวงดนตรีตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาจึงไม่ใช่คนที่จะมาตื่นเต้นแล้วทำพลาดในสถานการณ์แบบนี้
เพียงแต่จางยูมีกับฮวังแดฮุนที่เขาเห็นอยู่ตรงมุมหนึ่งนั้นชวนขัดตาเล็กน้อยแม้พวกเขาจะมองมาทางคิมชอลซูอยู่บ่อย ๆแต่พอเห็นว่าพวกนั้นเอาแต่คุยกันเองไม่ได้สนใจอะไรเขาจึงตระหนักได้ว่าฝีมือแปลงโฉมของชเวฮเยนานั้นสุดยอดขนาดไหน
คนที่มากินข้าวในที่แบบนี้ได้ช่างแตกต่างกันจริง ๆ
เมื่อเบนสายตามองขึ้นไปชั้นบนตรงนั้นเหมือนจะติดกระจกแบบพิเศษไว้ ทำให้มองไม่เห็นข้างใน
แล้วแบบนี้จะได้เจอกรรมการผู้จัดการชเวยองจุนหรือเปล่านะ
คงจะดีกว่านี้ถ้าได้เจอและทำความคุ้นเคยกับกรรมการผู้จัดการชเวยองจุนที่นี่แต่ถึงอย่างไรแค่ได้ทำงานพิเศษที่นี่ก็มีค่ามากพอแล้ว เพราะว่าได้เงิน
“สวัสดีครับ นักร้องสมัครเล่นเอ็ดดี้ครับ”
คิมชอลซูแนะนำตัวเองโดยใช้นามแฝงที่เคยใช้ตอนทำวงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแทนชื่อจริง
ด้วยนํ้าเสียงทุ้มตํ่าทำให้สายตาของผู้คนจับจ้องมาที่คิมชอลซูและเมื่อเขาเริ่มดีดกีตาร์ ผู้คนก็เริ่มกลับไปพูดคุยกันเองตามปกติอีกครั้ง
เริ่มจากเพลงที่ทุกคนรู้จักและฟังง่าย
Yesterday— The Beatles
เมื่อชายหนุ่มที่อยู่บนเวทีเริ่มร้องท่อนแรกจางยูมีก็หันขวับไปมองโดยไม่รู้ตัว และไม่ใช่แค่จางยูมีเท่านั้นผู้คนจำนวนมากกำลังจับจ้องไปยังเวที
นํ้าเสียงทุ้มแหบหวาน และนุ่มลึกอย่างบอกไม่ถูก
ชเวยองจุนที่กำลังคุยกับชเวฮเยนาอยู่พลันเงียบกริบพูดไม่ออกสักคำทันทีที่คิมชอลซูบนเวทีเริ่มร้องเพลงพร้อมทั้งจ้องมองเขาอย่างไม่วางตาจนกระทั่งเพลงจบ
เมื่อเพลงจบลงชเวฮเยนาก็ถามขึ้นทันที
“เป็ไง”
ชเวยองจุนไม่ตอบอะไรแต่ดูเหมือนจะถูกใจไม่น้อยจึงยิ้มพลางยกนิ้วโป้งให้แทน
“งั้นช่วยกินตามที่เห็นสมควร เพิ่มยอดขายให้เยอะ ๆ ด้วยนะ”
“อื้ม”
ในขณะที่ชายหนุ่มบนเวทีเริ่มร้องเพลงสายตาของจางยูมีไม่อาจละออกจากเวทีได้เลย ชาซูยองและฮวังแดฮุนต่างก็มองตากัน
‘แบบนี้ไม่ได้การแล้ว’
‘ย้ายไปที่อื่นกันไหมครับ’
หลังชาซูยองพยักหน้าฮวังแดฮุนก็เอ่ยปาก
“ใกล้จะห้าทุ่มแล้ว เราออกไปกันไหมครับ”
จางยูมีทำหน้าเสียดายเสียเต็มประดาแต่เมื่อมองนาฬิกาก็ต้องใลุกขึ้น
“น่าจะต้องอย่างนั้นนะคะ”
เมื่อออกมาข้างนอกจางยูมีก็รีบกล่าวลาทั้งสามคน
“ฉันมีเคอร์ฟิว[2] ที่บ้านน่ะค่ะคงต้องกลับแล้ว วันนี้ได้เรียนรู้เยอะเลย สนุกมากค่ะ”
จางยูมีเรียกแท็กซี่กลับไปอย่างรวดเร็วชายทั้งสามคนได้แต่มองตามแท็กซี่ที่วิ่งฉิวออกไปด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ไม่น่ามาที่นี่เลย”
ชาซูยองมองไปยังบลูเฮาส์พลางหยิบบุหรี่ออกมาคาบแล้วบ่นโอดครวญ
“ผู้ช่วยผู้จัดการ เดี๋ยวผมจะหาโอกาสให้ใหม่ทีหลังนะครับ”
“แดฮุนเอ๊ย เื่อื่นฉันไม่รู้หรอกนะ แต่ฉันทำงานฝ่ายบุคคลมานาน เื่ของฉันกับยูมีน่ะไม่ต่างอะไรกับเส้นขนานของทางรถไฟใต้ดิน!โอ๊ย! ชีวิตมันเศร้า!”
“ผู้ช่วยผู้จัดการไม่ดีตรงไหนครับ!”
ชาซูยองพ่นควันบุหรี่สีขาวออกมาแทนคำตอบ
คิมชอลซูได้รับเสียงเรียกร้องให้ร้องเพลงต่อ แต่ชายหนุ่มก็เดินลงจากเวทีไป
พรุ่งนี้ยังต้องร้องต่ออีกสองชั่วโมงเขาจึงต้องระวังการใช้เสียงเป็พิเศษ
พอเข้าไปในห้องพักพนักงานก็พบชเวฮเยนากำลังรออยู่เธอยื่นซองสวยขอบทองให้คิมชอลซู
เมื่อเขาเห็นจำนวนเงินก็ถึงกับเอียงศีรษะ
“เยอะกว่าที่ตกลงกันไว้นี่ครับ”
“ทิปจากลูกค้าที่ชอบเพลงของคุณชอลซูน่ะค่ะ”
“อ๋อ!”
“พรุ่งนี้อย่ามาสายนะคะ”
“แน่นอนครับ ว่าแต่มีที่ให้สระผมไหมครับ”
“ทำไมคะ ทรงนี้ก็ดูดีออก”
ถึงชเวฮเยนาจะถามอย่างนั้นแต่ก็ชี้ไปที่ประตูบานหนึ่ง
“อาบนํ้าห้องนั้นได้ค่ะ”
หลังจากคิมชอลซูสระผมจนสะอาดและเช็ดให้แห้งแล้วเขาก็หวีให้เรียบร้อยอีกครั้งพร้อมเก็บชายเสื้อเชิ้ตเข้าไปในกางเกง สวมเนกไทและสวมสูททับ
เขาถือกระเป๋าเอกสารพลางมองกระจกตรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าอีกครั้ง
ชเวฮเยนานิ่งมองคิมชอลซู
ตลกจังทำไมถึงได้กลับไปแต่งตัวเด๋อด๋าแบบนั้นอีก จะบอกว่าชอบสไตล์เด๋อด๋านั่นมากกว่าสไตล์ที่ฉันทำให้งั้นสินะ
ชเวฮเยนารู้สึกเคืองเพราะเหมือนว่าตัวเองกำลังโดนดูถูก
“งั้นขอตัวก่อนนะครับ”
ชเวฮเยนามองคิมชอลซูที่แต่งตัวแบบนั้นแล้วพยักหน้า
“พรุ่งนี้คงไม่แต่งตัวเด๋อด๋าแบบนี้อีกใช่ไหมคะ”
“จะลองพยายามครับ”
“เดี๋ยวรอดูค่ะ”
ในขณะที่คิมชอลซูจะเดินออกไปชเวฮเยนาก็เรียกเขาไว้
“คุณคิมชอลซู”
“ครับ?”
“ชอบแต่งตัวแบบนี้เหรอคะ”
“สำหรับพนักงานบริษัท การแต่งตัวแบบนี้ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้วนี่ครับ”
“...งั้นเหรอคะ กลับเถอะค่ะ”
ถึงจะเป็คำพูดที่ถูกต้องแต่ก็ชวนให้อารมณ์เสียอยู่ดี ชเวฮเยนาเลยไประบายใส่พนักงานคนอื่นแทน
ขณะออกมาจากบลูเฮาส์คิมชอลซูเอามือแตะกระเป๋าเสื้อสูทเพื่อััความรู้สึกหนา ๆ อีกครั้ง
หกแสนวอน!
คิมชอลซูยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทร.หาที่บ้าน
“ว่าไงพี่”
“กินไก่ทอดไหม”
“เงินเดือนออกเหรอ”
“เปล่า พอดีได้เงินมา”
“งั้นเดี๋ยวสั่งไว้รอสองตัวเลยนะ”
[1] Ace หมายถึง คนที่เก่งที่สุดหรือมีความสามารถโดดเด่นมากกว่าใครในกลุ่มเดียวกัน
[2] คำสั่งที่ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลต้องอยู่ในที่พักอาศัยหรือที่ปลอดภัยก่อนเวลาที่กำหนด