ความเดิมตอนที่แล้ว
เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเรือของหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงบุตรสาวจวนแม่ทัพพลัดหลงกับเรือของเฉินเสวี่ยหยางจนมาเกยตื้นอยู่ริมน้ำใกล้ชายป่า และพวกเขาก็ถูกคนของเจิ้งคุนเซียวพาตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่ปีศาจจิ้งจอกนัดพบประมุขน้อยอวิ๋นมู่ เพื่อรายงานว่ามีคนเข้าใกล้เขตรอยต่อระหว่างสามพิภพหลายวันต่อมา สารแจ้งการมาเยือนของเ้าเมืองน้อยแห่งเยียนเป่ยได้ถูกส่งไปถึงจวนเ้าเมืองหนานจิ้งหลินหงชุนจึงเรียกองค์หญิงหลินเพ่ยหนิงเข้าไปพบเพื่อแจ้งสารดังกล่าวกับนาง และนั่นเป็ก็ทำให้องค์หญิงสามหลินซานซานเกิดความไม่พอใจ
ในขณะที่เรือของเฉินเสวี่ยหยางกำลังเข้าเขตแดนหนานจิ้งจู่ ๆ เรือก็ถูกบางสิ่งโจมตีจนโคลงเคลงทำให้เฉินเสวี่ยหยางพลัดตกลงไปในน้ำ และเขาก็ได้ไปพบกับัตัวหนึ่งหลังจากปะทะกันเพียงไม่นานัตัวนั้นดูเหมือนจะจำเขาได้มันจึงได้มอบสิ่งของบางอย่างให้กับเขา นั่นก็คือมุกิญญาั แล้วเฉินเสวี่ยหยางก็ถูกส่งกลับขึ้นมาบนเรือเหนือผืนน้ำพร้อมดวงตาที่หายจากการพร่ามัวและไม่นานนัก พวกเขาก็ถูกโจมตีอีกครั้งจากกลุ่มคนสวมหน้ากากภายใต้การนำของอวิ๋นมู่ทว่าจอมยุทธไป๋เข้ามาขวางและช่วยเฉินเสวี่ยหยางเอาไว้ พวกเขาได้ต่อสู้กันจนสุดท้ายอวิ๋นมู่ต้องล่าถอยพร้อมกับการจากไปของจอมยุทธไป๋
เฟยิ : “ ถ้าเดาไม่ผิด คนผู้นี้คงเป็จอมยุทธไป๋ ”
เฟยฉี : “ อ๋อ.. เหมือนข้าจะเคยได้ยินมาเหมือนกัน ว่ายามนี้หนานจิ้งมีจอมยุทธลึกลับที่เคลื่อนไหวไปมาไร้ร่องรอยคอยปกป้องช่วยเหลือชาวบ้าน คนผู้นี้นี่เอง ว่าแต่อาิ เ้าเมืองน้อยรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่ใช่บุรุษน่ะ?”
เฟยิ : “ ข้าก็ไม่รู้ ว่าแต่เ้า ยังอยากถูกโบยอยู่หรือไม่?”
เฟยฉี : “ อาิ นี่ข้าเป็น้องเ้านะอีกอย่างถ้าเป็เวลานี้ เ้าเมืองน้อยคงไม่อยากโบยข้าแล้วล่ะ ดูจากสีหน้าข้ารู้”
เฟยิ : “ ฮืม! ก็จริงของเ้า ”
คำถามนี้ที่เฟยิก็มิอาจรู้ ทว่าคงมีแต่เฉินเสวี่ยหยางเท่านั้นที่ตอบได้เพราะขณะที่จอมยุทธไป๋เข้ามาช่วยเขาจากการโจมตีของอวิ๋นมู่ มือของเฉินเสวี่ยหยางได้อ้อมไปััที่เอวของจอมยุทธไป๋จึงทำให้เขารู้ว่าคนผู้นี้มิใช่บุรุษที่สำคัญ เขายังััได้ถึงบางสิ่งจากตัวของนางจนทำให้จิตใจของเขาจดจ่อแต่เพียงนางเท่านั้นและนี่อาจเป็คำตอบของการรอคอยมาตลอดเวลาสิบปีของเขา
ณ ตำหนักเทพบน์
ผู้าุโต้วนจิวเมิ่งยืนมองภาพเหตุการณ์ผ่านกระจกส่องภพเพื่อเฝ้าติดตามความเป็ไปของเทพทั้งสองหลังจากนั้นเว่ยหลิงเทียนก็เดินเข้ามาพูดคุยกับสหาย
เว่ยหลิงเทียน : “ มุกเม็ดที่สอง ปรากฏขึ้นแล้วสินะ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ อื้ม.. ใช่แล้ว! ดีจริงที่มุกิญญาทั้งสองเม็ดอยู่กับพวกเขาทั้งคู่ขอเพียงหนึ่งเม็ดที่เหลือไม่ได้อยู่ที่นางก็พอ เฮ่ย.. นี่ไม่รู้ว่าตอนนี้นางไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”
เว่ยหลิงเทียน : “ มุกิญญาสองเม็ดปรากฏขึ้นแล้วและกำลังจะไปอยู่ในที่เดียวกัน ไม่นานหรอก นางต้องปรากฏตัวขึ้นแน่ เอ.. เหมือนมีใครกำลังตรงมาทางนี้นะตาแก่! เ้าให้ใครมาพบที่นี่รึ? ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ไม่มีนี่ ตาเฒ่า!เ้าช่วยไปรับหน้าให้ทีสิ ”
สองเทพาุโยืนคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก็รับรู้ถึงการมาเยือนสถานที่ซึ่งเป็ความลับต้วนจิวเมิ่งจึงขอให้สหายไปรับหน้าเพื่อไม่ให้พวกเขาเข้ามาถึงด้านในเมื่อเว่ยหลิงเทียนออกมาด้านนอกก็เห็นอวี้หนิงเทียนและเสี่ยวเฟยฮวากำลังตรงมาหา
อวี้หนิงเทียน : “ ผู้าุโเว่ย ตรงนั้นเคยเป็หอตำราเก่าข้าว่าจะเข้าไปดูเสียหน่อย ไยจึงปิดเสียแล้วล่ะ มิหนำซ้ำยังกางค่ายกลไว้ซะหนาแน่นมีอะไรอยู่ในนั้นเหรอ? ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ นั่นสิ ข้าว่าจะมาดูตำราเก่า ๆ เผื่อจะมีหนทางช่วยท่านชิงอวี่กับท่านไป๋เสวี่ยแต่กลับเข้าไม่ได้เสียแล้ว ”
เว่ยหลิงเทียน : “ ไม่มีอะไรหรอก เป็บัญชาขององค์เทียนจวินน่ะ พระองค์รับสั่งว่าให้ปิดที่นี่เสียเพราะตำราในนั้นล้วนเป็ของที่ท่านไป๋เสวี่ยเก็บสะสมไว้พระองค์กลัวว่าเมื่อเขาไม่อยู่จะมีใครเข้าไปโดยพลการ แล้วทำให้ตำราสูญหายไปนะสิ ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ อ๋อ.. แล้วผู้าุโกำลังทำอะไรอยู่เหรอมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่ พอท่านชิงอวี่ไม่อยู่ ข้าเลยไม่รู้จะทำอะไร เหงาจัง ”
อวี้หนิงเทียน : “ ใช่! สีหน้าเ็าของท่านไป๋เสวี่ยพอไม่ได้เห็น ข้าก็อดนึกถึงไม่ได้ ”
เว่ยหลิงเทียน : “ เช่นนั้น ไปช่วยดูแลตำหนักให้พวกเขาหน่อยเป็ไรพาเ้าสามเซียนนั้นไปด้วย ”
อวี้หนิงเทียน : “ อ๋อ.. พวกที่ถูกปิดปากอยู่นั่นนะเหรอ ฮ่า ๆ ๆ..ฝีมือผู้าุโต้วนสินะ ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ นี่ต้องเคยว่าร้ายอะไรพวกเขาแน่ ดีเลย! ข้าช่วยจัดการเอง จะสั่งสอนเสียให้เข็ด เสี่ยวอวี้.. ไป! ”
เช้าวันต่อมา จวนเ้าเมืองหนานจิ้ง
ณบริเวณทางเข้าเขตหวงห้าม เป็สถานที่ซึ่งดูสงบร่มรื่นไปด้วยต้นหอมหมื่นลี้ที่ออกดอกบานสะพรั่งอยู่ทั่วบริเวณหลินเพ่ยหนิงเดินมายังสถานที่อันเงียบสงบโดยมีลั่วชีชีหอบหิ้วสิ่งของติดตามมาด้วย ภายในสถานที่แห่งนี้มีของเซ่นไหว้วางอยู่หน้าป้ายสถิติญญาเ้าผู้ครองเมืองหนานจิ้งมารดาผู้ล่วงลับ เหอเพ่ยอวี้ หลินเพ่ยหนิงเห็นหลินจื่อหรานนั่งเคารพอยู่หน้าป้ายสถิติญญาด้วยท่าทางสุภาพนางจึงเดินเข้าไปคารวะผู้เป็เชษฐา
หลินจื่อหราน : “ อ้อ! เพ่ยหนิง ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ท่านพี่จื่อหราน ขอบคุณท่านที่มาพูดคุยเป็เพื่อนท่านแม่ทุกวัน ทั้งที่สุขภาพท่านไม่ค่อยแข็งแรง ” (ภาษามือ)
หลินจื่อหราน : “ ขอบคงขอบคุณอะไรกันระหว่างเราพี่น้องไม่จำเป็ต้องพูดคำนี้ อีกอย่างสำหรับคนทั่วไป สถานที่เช่นนี้คงน่ากลัวและหดหู่แต่สำหรับพี่ ทั่วทั้งจวนก็มีเพียงมาที่นี่ถึงทำให้ใจสงบ ”
หลินเพ่ยหนิง : “อาการป่วยของท่านเป็อย่างไรบ้าง? ” (ภาษามือ)
หลินจื่อหราน : “ เพราะได้ยาของเ้า ตอนนี้เลยดีขึ้นมาก จริงสิ! พี่ยังไม่ได้ขอบคุณเ้าเลย ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ท่านเองก็ไม่ต้องขอบคุณข้าสมุนไพรที่ปลูกไว้ยังมีอีกมาก หากยาใกล้หมดเมื่อใด ให้คนมาเอาไปได้ทุกเมื่อ ” (ภาษามือ)
หลินจื่อหราน : “ ได้! เอาล่ะข้าไม่รบกวนเวลาเ้าแล้ว เ้ากับท่านแม่จะได้คุยกัน ท่านแม่ ไว้ข้าจะมาคุยด้วยอีก เพ่ยหนิงมาแล้วข้าต้องขอตัวก่อน เพ่ยหนิง พี่ไปก่อนนะ ”
หลินจื่อหรานคารวะป้ายิญญาและหันมากล่าวลาผู้เป็น้อง จากนั้นเขาก็เดินออกไปจากหอบรรพชน เมื่อหลินจื่อหรานก้าวพ้นเขตหวงห้ามก็มีสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งเดินผ่านมาพบเข้านางจึงหยุดฝีเท้าเพื่อพูดคุยกับหลินจื่อหราน สตรีผู้นี้คือเหลียงซีหม่าชายารองของเ้าเมืองหลิน ผู้เป็มารดาของเขา ทันทีที่หลินจื่อหรานมองเห็นนาง เขาไม่เพียงไม่หยุดฝีเท้าทั้งยังจงใจเพิกเฉยต่อนางเสมือนว่านางไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแต่เหลียงซีหม่ามิได้มีท่าทีแปลกใจอะไรนัก เพราะบุตรชายเมินเฉยต่อนางเช่นนี้มาโดยตลอดอาจเป็เพราะความเมตตาอ่อนโยนของเหอเพ่ยอวี้ที่มีต่อเขา หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้หลินจื่อหรานผูกพันกับคนที่ล่วงลับมากกว่ามารดาแท้ๆ เช่นนางเสียด้วยซ้ำ
และหลังจากนั้นก็มีมือที่เรียวบางของสตรีนางหนึ่งยื่นไปหมุนกลไกเปิดเข้าไปในห้องลับจอมยุทธหญิงชุดขาวได้รับจดหมายจากพิราบสื่อสารว่า ..“ ซ่ง มีความเคลื่อนไหว ”.. เมื่อนางทราบข่าวก็เผาจดหมายทิ้งทันที ถัดมาที่ประตูเมืองหนานจิ้งมีกลุ่มคนมากมายเดินกันให้พลุกพล่านเฉินเสวี่ยหยางและสององครักษ์ต่างพากันแต่งกายเป็พ่อค้าสวมหมวกอำพรางใบหน้าเดินปะปนมากับพ่อค้าต่างถิ่นครู่เดียวพวกเขาก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้วนั่งจิบชาพลางมองลงมาจากระเบียงชั้นสองไม่นานก็มีอันธพาลสองคนเดินมาชนเด็กน้อยคนหนึ่ง ..ตุ้บ!..
เด็กน้อยขอทาน : “ โอ๊ย! ขออภัยนายท่านข้าไม่ทันระวังขอรับ ”
อันธพาลร่างท้วม : “ เฮ้ย.. เกะกะขวางทางจริง ไอ้เด็กสกปรกออกไปห่าง ๆ ข้า ไม่รู้หรือยังไงว่าข้าเป็ใคร ข้าเป็คนขององค์หญิงรองยังไม่รีบหลบไปอีก ”
อันธพาลร่างผอม : “ ใช่ องค์หญิงเพ่ยหนิง เ้าไม่รู้จักหรือยังไง?”
สองอันธพาลอวดเบ่งด้วยเสียงดังเหมือนอยากจะประกาศให้ลั่นว่าตนนั้นเป็คนของใครท่ามกลางสายตาผู้คนที่ใกับเหตุการณ์อยู่เฉินเสวี่ยหยางก็มองลงมาจากโรงเตี๊ยมเช่นกัน ดูเหมือนว่าเื่นี้จะไม่จบลงโดยง่ายเพราะอันธพาลสองคนนั้นคล้ายจะ้าสร้างความวุ่นวายมากกว่า
เฟยิ : “ เอายังไงดีขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ รอดูไปก่อน ”
ทั้งที่เด็กน้อยขอทานกล่าววาจาขออภัย แต่เหมือนสองอันธพาลจะไม่ลดละและยังพยายามหาเื่เด็กน้อยต่อไป
เด็กน้อยขอทาน : “ พวกเ้าโกหก องค์หญิงรองจิตใจดีมีเมตตา เ้าสองคนหาเื่ใส่ร้ายนางมากกว่าข้าเห็นนะ เมื่อครู่พวกเ้าเพิ่งเดินออกมาจากบ่อน แล้วจะเป็คนขององค์หญิงได้ไง ”
ชาวบ้าน : “ นั่นสิ ใช่ ใส่ความกันชัด ๆ เลวจริง ๆใส่ร้ายองค์หญิงได้ยังไง นั่นสิ ”
อันธพาลร่างท้วม : “ หนอย.. ไอ้เด็กนี่ อยากเจ็บตัวสินะ เฮ้ย! จัดการ ”
สิ้นเสียงพูด หนึ่งอันธพาลก็เดินเข้าหาขอทานน้อยทว่ากลับมีบางอย่างลอยมากระแทกลำตัวชายคนนั้นจนร่างกระเด็น ..ฟึบ! ผลั้ก!.. สิ่งที่ลอยมาด้วยกำลังภายในคือเมล็ดถั่วซึ่งลอยมาจากโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามเฉินเสวี่ยหยางมองหาทิศทางที่มาจึงเห็นจอมยุทธหญิงนางหนึ่งนั่งจิบชาอยู่ในโรงเตี้ยมซึ่งนางก็คือจอมยุทธไป๋ โดยครั้งนี้นางปิดบังใบหน้าด้วยหมวกผ้าคลุมสีขาว
อันธพาลร่างผอม : “ โอ๊ย! หนอย.. ใครบังอาจลอบทำร้ายข้าแกหรอไอ้เ้าเปี๊ยก ตัวแค่นี้เก่งนักใช่ไหม ”
สองอันธพาลเดินเข้าหาเพื่อรุมทำร้ายขอทานน้อยแต่พวกเขาไม่ทันได้เข้าถึงตัวก็ถูกเมล็ดถั่วลอยเข้าใส่ และโดนถี่ขึ้นจนระบมไปทั้งร่างเฉินเสวี่ยหยางนั่งมองดูด้วยสีหน้าที่ค่อย ๆ มีรอยยิ้ม ขณะที่สองอันธพาลต่างพากันวิ่งหนีกระเจิงแล้วเด็กน้อยขอทานก็หันไปยิ้มให้จอมยุทธหญิงที่นั่งอยู่ในโรงเตี๊ยม ทำให้เฉินเสวี่ยหยางเริ่มเข้าใจบางอย่างและเขาก็หลุดปากพูดออกมา
เฉินเสวี่ยหยาง : “ น่าสนใจ ”
เฟยฉี : “ คือ.. เมื่อครู่ข้าสืบได้ว่า คืนนี้ที่นี่จะมีเทศกาลโยนดอกไม้กันน่ะขอรับ”
เฟยฉีออกไปสืบข่าวและได้เข้ามารายงานความคืบหน้ากับผู้เป็นายหลังจากนั้นพวกเขาก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมโดยวางเงินทิ้งไว้ที่โต๊ะ
เทศกาลโยนดอกไม้คือเทศกาลที่หญิงสาวจะเลือกคู่ครองด้วยการโยนดอกไม้ให้กับชายหนุ่มที่ตนหมายตาหากเขารับดอกไม้จะถือว่านั่นเป็ของแทนใจของคนทั้งคู่ ซึ่งบรรยากาศในค่ำคืนนี้ช่างครึกครื้นด้วยบุรุษสตรีแต่งกายงดงามพากันออกมาเดินเที่ยวชมโคมไฟที่ห้อยแขวนประดับประดาส่องแสงสว่างไสวราวกับบ้านเรือนถูกย้อมด้วยสีทั้งยังมีสิ่งของวางขายอยู่ทั่วบริเวณ เฉินเสวี่ยหยางในรูปคุณชายสูงศักดิ์ยืนสังเกตการณ์พร้อมสององครักษ์อยู่ที่ร้านขายโคมลอยครู่เดียวก็มีสตรีสวมชุดสีขาวเดินผ่านเื้ัของเขาไปทำให้เฉินเสวี่ยหยางหันมองตามอย่างทันควันนางคือจอมยุทธไป๋ที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเห็นเพียงปาก คางและดวงตา นางถือดอกไม้พลางเดินปะปนไปกับคนในงานเหมือนกำลังมองหาใครบางคนอยู่เฉินเสวี่ยหยางเห็นดังนั้นจึงสั่งให้สององครักษ์คอยเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ โดยที่เขาเดินตามจอมยุทธไป๋ไปติดๆ และไม่ลืมที่จะหยิบหน้ากากติดมือไปด้วย
เฉินเสวี่ยหยาง : “ รอที่นี่ ”
เฟยฉี : “ เ้า.. เอ่อ นายท่าน จะไปไหนขอรับ? ”
เฟยิ : “ รออีกสักพักแล้วกัน หากยังไม่กลับมา พวกเราค่อยตามไป”
เฉินเสวี่ยหยางเดินหลบหลีกผู้คนขณะที่ริมระเบียงบ้านเรือนทั้งสองฝั่งมีหญิงสาวที่มองลงมาต่างก็หมายตาเฉินเสวี่ยหยางและโยนดอกไม้ให้เขาตลอดทางเดินทว่าเขากลับไม่ได้สนใจเพราะสายตาของเขามองเพียงแผ่นหลังของสตรีในชุดขาวอย่างไม่วางตา ยามนั้นจอมยุทธไป๋เดินตามคุณชายท่านหนึ่งซึ่งแต่งตัวดีมีฐานะแต่ดูท่าทีมีพิรุธเพราะท่ามกลางผู้คนมากมายที่สนุกสนานตื่นตากับเทศกาลแต่คุณชายท่านนี้กลับจ้ำฝีเท้าเดินหลีกเลี่ยงผู้คนด้วยอาการลอกแลกจนผิดสังเกต เขาคือซ่งจื่อรุ่ยบุตรชายของผู้นำฝ่ายการคลังซ่งเผิงจิ่น คนผู้นี้มีนิสัยเห็นแก่ได้ทั้งยังติดการพนันจนเป็ที่น่าหนักใจของท่านผู้นำและฮูหยินซ่ง จอมยุทธไป๋เดินตามเขาไปห่างๆ เพื่อมิให้เขาได้รู้ตัว ขณะที่เฉินเสวี่ยหยางเดินตามจอมยุทธไป๋ด้วยใบหน้าที่ซ่อนภายใต้หน้ากากเช่นกัน เมื่อจอมยุทธหญิงเดินไปจนถึงทางแยกกลับมีชายปริศนาในชุดสีน้ำตาลเดินมาชนไหล่ของนางจนนางเสียหลักถอยหลังไปชนแผ่นอกของเฉินเสวี่ยหยาง และเขาก็ได้ประคองร่างบางของนางเอาไว้
เฉินเสวี่ยหยาง : “ าเ็หรือไม่? ”
.."อ๊ะ! ดวงตาของเขา".. จอมยุทธหญิงหันไปมองบุรุษที่ประคองนางเอาไว้ด้วยแววตานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ด้วยสะดุดกับแววตาของเขา จากนั้นนางก็ส่ายหน้าตอบและกำลังจะผละออกจากอ้อมแขน แต่ทว่าเฉินเสวี่ยหยางยิ่งขยับร่างของนางเข้ามาประชิดท่ามกลางสายตาผู้คนที่จับจ้องเหมือนว่าเขาไม่้าให้นางเดินจากไป พวกเขาดูโดดเด่นและสง่างามจนคล้ายกับว่าราตรีนี้มีไว้เพื่อเขาทั้งสองเฉินเสวี่ยหยางมองเข้าไปในดวงตากลมสวยของนางด้วยแววตาหวานละมุน ขณะที่นางยืนสบตาเขาดั่งต้องมนต์สะกด แล้วสายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นซ่งจื่อรุ่ยเดินหายเข้าไปในตรอกนางจึงผละออกจากเขาแล้วเดินตามคุณชายซ่งไป เมื่อเดินมาได้สักระยะซึ่งห่างจากบริเวณงานอยู่พอสมควรนางกลับมองไม่เห็นใครอย่างกับว่าเขาหายเข้ากลีบเมฆ จอมยุทธไป๋หันมองซ้ายขวาและกำลังจะเดินเข้าไปในตรอก เป็เวลาเดียวกับที่เฉินเสวี่ยหยางซึ่งแอบเดินตามมาติด ๆ ได้รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลเขาจึงหยุดฟังเสียงภายในตรอกที่มีกำแพงสูงกั้นแล้วเขาก็ได้ยินความเคลื่อนไหวของฝีเท้าคนนับร้อยอยู่เื้ักำแพงหนาโดยลึกเข้าไปนั้นมีเสียงคนเดินเวรยามพร้อมอาวุธครบครันอยู่ในมือ เขาจึงรีบปรี่เข้าไปคว้าแขนจอมยุทธไป๋เพื่อห้ามไม่ให้นางเข้าไปยังที่แห่งนั้น ..หมับ!..
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อย่าไป ”
แม้นางจะรู้ว่าเขามีเจตนาดี แต่เพราะมีเหตุผลบางอย่างจึงทำให้นางไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไป ทันทีที่เฉินเสวี่ยหยางเห็นนางไม่ฟังคำห้ามปราม เขาจึงคว้าตัวนางและดันเข้าชิดกำแพงพลางสองมือประคองสองแก้มแล้วก้มลงจูบนางโดยที่นางไม่ทันตั้งตัว ดวงตาของนางเบิกกว้างและดอกไม้ในมือก็ร่วงหล่นนางจะซัดฝ่ามือใส่เขาหรือหยิบอาวุธที่ซุกซ่อนไว้มาทำร้ายเขาก็ย่อมได้ทว่านางกลับไม่ทำอย่างนั้น นางหลับตาเคลิ้มไปกับรสััริมฝีปากนุ่มละมุนของเขาและเฉินเสวี่ยหยางก็ลดสองมือที่ประคองแก้มของนางลงมาโอบกอดร่างของนางเอาไว้เหมือนกับจะเหนี่ยวรั้งไม่ให้นางจากไปที่ไหนได้อีกแต่ถึงกระนั้น ..บึ้ม!..จอมยุทธหญิงใผละออกจากเขาเพราะเสียงพลุไฟที่ดังขึ้นฟ้าพร้อมส่องแสงสว่างไสวเป็ประกายสวยงามนางยืนมองใบหน้าและดวงตาภายใต้หน้ากากของเขาด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกและหัวใจของนางก็เต้นดังไปพร้อมกับเสียงพลุไฟที่จุดอยู่ในขณะนั้นซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่สององครักษ์เดินตามผู้เป็นายมาด้วยความเป็ห่วงจอมยุทธไป๋จึงหลบไปจากที่นั่นพร้อมกับสายตาของเฉินเสวี่ยหยางที่มองตามนางจนลับตา
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย นั่นใครหรือขอรับ? ”
เฟยฉี : “ เอ่อ.. ท่านดูหน้าแดง ๆ ไม่สบายหรือไม่ขอรับ?”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไปจากที่นี่กันก่อน ”
เฉินเสวี่ยหยางรู้ว่าด้านหลังกำแพงมีอะไรซ่อนอยู่แต่มันยังเร็วเกินไปที่จะบุกเข้าไปที่นั่น เขายังต้องสืบให้ลึกกว่านี้เพื่อที่จะวางแผนรับมือในขั้นต่อไป
และในสถานที่แห่งหนึ่งด้านหลังกำแพงซ่งจื่อรุ่ยเดินผ่านเขตชุมชนแออัดลัดเลาะไปตามตรอกที่คดเคี้ยวจนในที่สุดก็เข้าไปถึงสถานที่ลับซึ่งเป็ที่หมายภายนอกมีคนเดินยามคุ้มกันอย่างหนาแน่น และมีเสียงแผ่นเหล็กถูกตีเก๊งก๊างดังไปทั่วบริเวณที่นี่ก็คือโรงหลอมอาวุธที่ถูกซุกซ่อนไว้ในตลาดมืดแห่งนี้ เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็มีที่นั่งจัดวางไว้สำหรับเขาและมีเสียงคนผู้หนึ่งเอ่ยทักเขาผ่านฉากกั้น ซึ่งเป็เสียงพูดของสตรี
สตรีลึกลับ : “ งานที่ให้เ้าทำ มันคงจะยากเกินไปสินะเ้าถึงได้ปล่อยให้คนพวกนั้นจับทางได้ขนาดนี้ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ข้าไม่คิดว่าหานฉีซงจะโง่เขลาถึงเพียงนี้แต่ท่านได้โปรดให้โอกาสข้าอีกสักครั้ง ข้าจะ.. ”
ไม่ทันทีเขาจะพูดจบ ผู้ติดตามของนางก็กระชากเขาจากที่นั่งไปซ้อมจนสะบักสะบอม..ตุ้บ ตั้บ ผลั้ก!..
สตรีลึกลับ : “ จำใส่หัวของเ้าเอาไว้ เ้ามันก็ไม่ต่างกับมดปลวกที่ข้าจะขยี้เมื่อไหร่ก็ได้อย่าให้ข้าต้องเตือนเ้าอีกเป็ครั้งที่สอง คนพวกนั้นคงใกล้ถึงหนานจิ้งแล้ว ไปจัดการพวกมันซะและอย่าให้สาวมาถึงตัวข้า ไม่อย่างนั้น ข้าคงไม่ต้องบอกนะ ว่าเ้าจะเป็ยังไง ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ อ่ะ.. ขะ ขอ.. รับ ”
สตรีลึกลับผู้นั้นพูดจบก็เดินผ่านซ่งจื่อรุ่ยไปอย่างเหยียดหยามขณะที่เขานอนขดงอในสภาพร่างกายฟกช้ำและในตาเคืองขุ่น ..“หนอย.. รอไปก่อนเถอะแล้วเราจะได้เห็นดีกัน”.. ถัดมายังสถานที่ซึ่งห่างไกลผู้คนและรกร้างเงียบสงัดดั่งป่าช้ามารทมิฬกำลังสูบพลังิญญามนุษย์ที่ถูกจับมาเซ่นสังเวย แล้วทิ้งร่างคนเ่าั้นอนกองไปกับพื้น..“หึ! ยังหรอกยังไม่ถึงเวลาของพวกแก เ้าพวกมนุษย์หน้าโง่”..
ติดตามตอนต่อไป