ขณะที่เยี่ยเฟิงนั่งเข้าฌานเพื่อฝึกฝนอีกครั้ง เขาก็ตกตะลึง และพบว่าคัมภีร์จักรพรรดิสามารถไปยังแหล่งพลังลมปราณสีทองด้วยตัวเองได้
“ให้ตายสิ เดินพลังเองได้ด้วย หรือนี่กำลังจะกลายเป็ปีศาจไปแล้ว”
เมื่อเขาส่งจิตไปััให้ลึกกว่านั้น กลับต้องตกตะลึงอีกครั้ง บนคัมภีร์จักรพรรดิฉบับต้นมีลวดลายซับซ้อนเกิดขึ้นมากมาย
ก่อนหน้านี้เคล็ดวิชาจักรพรรดิสูตรในฉบับต้นที่ฝังอยู่ในหัวของเขาได้สลายหายไปทันที แต่ในตอนนี้กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้น เยี่ยเฟิงเก็บความสงสัยและความตะลึงไว้ในใจ แล้วคอยสังเกตอยู่เงียบๆ
“นี่คือลวดลายค่ายกล!”
เยี่ยเฟิงได้แต่ตกตะลึงอยู่ในใจ แม้ลวดลายพวกนั้นจะสลับซับซ้อน ทว่าเมื่อลองมองอย่างละเอียด กลับพบว่าสิ่งเหล่านี้เหมือนฝังอยู่ในสมองของเขา มองเพียงปราดเดียวก็รู้ความหมายของมันได้ทันที
หน้าหนังสือที่เหลืองซีดค่อยๆ เปิดออก ลวดลายที่อยู่้าก็ยังเปลี่ยนแปลงไม่หยุด เหมือนกำลังทำการแสดงอยู่ คัมภีร์จักรพรรดิฉบับต้นได้บันทึกค่ายกลไว้สี่ค่ายกลด้วยกัน
รวมลมปราณ ไร้ร่องรอย ดินแดนพิศวง พิฆาตมาร
“นี่มันค่ายกลจักรพรรดิสินะ”
เยี่ยเฟิงถูมือไปมาอย่างดีใจ ให้ตายสิ นี่โชคดีกว่าทองคำหล่นลงจากฟากฟ้าเสียอีก คัมภีร์จักรพรรดิฉบับนี้เหมือนเต็มไปด้วยความรัก ที่ทำขึ้นมาเพื่อเขาเป็พิเศษ
ค่ายกลรวมลมปราณสามารถดูดซับพลังลมปราณจากฟ้าดินรอบด้าน รวบรวมพลังบริสุทธิ์ของสุริยันจันทรา เมื่อวางค่ายกลเสร็จ พลังจากรอบด้านจะมารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง หากฝึกฝนอยู่ ผลที่ได้จะยิ่งทวีคูณ
ค่ายกลไร้ร่องรอย สามารถปกปิดร่องรอยภายในค่ายกลได้ อีกทั้งยังสามารถปิดกั้นจิตััของผู้ฝึกฝนได้ ต่อให้ศัตรูจะมีพลังเหนือกว่า ก็แทบจะไม่อาจััร่องรอยผู้ฝึกได้เลย
ค่ายกลดินแดนพิศวงยิ่งทำให้เยี่ยเฟิงตกตะลึง เขาหัวเราะดีใจจนเกือบหงายหลัง ค่ายกลดินแดนพิศวงสามารถยืมพลังให้ผู้ฝึกใช้ เพื่อเปลี่ยนรุกเป็รับ นี่เป็พลังที่ใช้ปกป้องผู้ฝึกฝนขณะอยู่ในค่ายกลซึ่งยากจะทำลายได้
“ไม่รู้ว่าค่ายกลพิฆาตมารจะมีประโยชน์พิสดารขนาดไหนกัน!” เยี่ยเฟิงถูมือไม่หยุด จากนั้นรีบสงบจิตเพื่อััดู
ค่ายกลพิฆาตมาร – สังหารมาร!
การสำรวจลวดลายเหล่านี้ ทำให้เยี่ยเฟิงถูกกลิ่นอายสังหารปกคลุมไปทั่วร่าง จิตสังหารเข้มข้น บรรยากาศรอบด้านเยือกเย็นลง เพียงเสี้ยววินาทีทั่วร่างกายของเขาก็ขนลุกชัน นี่คือค่ายกลสังหารชนิดหนึ่ง
จิตสังหารไร้ซึ่งรูปร่าง แม้แต่ลวดลายพวกนั้นยังคล้ายสะสมไปด้วยจิตสังหารมากมาย เยี่ยเฟิงอดตัวสั่นไม่ได้ ดังนั้นค่ายกลพิฆาตดูคล้ายถูกสร้างขึ้นเพื่อการสังหารเท่านั้น
ค่ายจักรพรรดิกำเนิด เหล่ามารจำต้องถูกสังหาร
จนกระทั่งเยี่ยเฟิงเก็บพลังกลับไปสักพักใหญ่ๆ จิตใจของเขาก็ยังไม่อาจสงบนิ่ง คัมภีร์จักรพรรดิเหมือนครอบจักรวาล ภายในไม่เพียงแต่มีวิธีฝึกฝนที่น่าพิศวง แต่ยังมีค่ายกลที่น่าเกรงกลัวให้สืบทอดด้วย
เขาไม่กล้าคิดเลยว่าผู้ที่ถ่ายทอดคัมภีร์จักรพรรดิจะแข็งแกร่ง และน่ากลัวขนาดไหน พลังยุทธ์คงอยู่ในภพตำนานอย่างภพจักรพรรดิ เกรงว่าแค่ยกมือขึ้นคงทำลายฟ้าดินได้!
ทว่าค่ายกลพวกนี้ แม้เยี่ยเฟิงจะหยั่งรู้อยู่ในใจ แต่หากอยากจำลองออกมานั้นเป็เื่ที่ยากมาก ภายในลวดลายพวกนั้นมีความล้ำลึกซ่อนอยู่
ขณะนี้เขาอยู่ในภพเปิดตันเถียนแล้ว เื่การประลองบนเวทีเป็ตายเขาไม่เก็บมาใส่ใจอีกต่อไป ต่อให้หวังซ่างเทียนกับซือถูอู่โหวจะช่วยหวังเซียวกับซือถูอวี่อย่างเต็มกำลัง ทำให้พวกเขาเข้าสู่ภพเปิดตันเถียน เยี่ยเฟิงก็ไม่กังวล เพราะคัมภีร์จักรพรรดิแข็งแกร่งกว่าเคล็ดวิชาทั่วไป พลังที่รวบรวมได้ก็ต่างจากคนทั่วไป ต่อให้ไปประลองกันตอนนี้ เยี่ยเฟิงก็มั่นใจเกินร้อย
เขามีค่ายกลจักรพรรดิลึกลับอยู่ในมือตั้งสี่ค่ายกล เขาไม่อยู่เฉยแน่
เยี่ยเฟิงลงมือทันที เขาเดินวนดูภายในเรือนหลังเล็กหนึ่งรอบ คอยสำรวจว่าที่ใดเหมาะที่จะวางค่ายกลรวมลมปราณ เขาอยากวางค่ายกลให้ปกคลุมทั่วทั้งเรือนหลังเล็ก เพื่อรวบรวมพลังฟ้าดินจากรอบด้าน เมื่อใดที่พลังลมปราณเข้มข้นถึงระดับหนึ่งแล้ว ต่อให้เขาไม่ฝึกฝน พลังก็สามารถค่อยๆ เพิ่มขึ้นเองได้
อีกอย่างภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีพลังมายาเข้มข้น การฝึกฝนของเขาจะทวีคูณขึ้นเป็เท่าตัว
หลังจากสำรวจอยู่หนึ่งรอบ เยี่ยเฟิงก็ลงมือทันที เขาเริ่มวาดค่ายกลรวมลมปราณตามภาพที่สะท้อนอยู่ในหัวของเขา หลังจากผ่านไปเพียงครู่เดียว เยี่ยเฟิงชะงักไป เื่นี้มันทำได้ยากเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้
เขานอนศึกษาอยู่ในเรือนหลังเล็กครึ่งชั่วยาม ก็ไม่มีความคืบหน้าใดเลย ลวดลายลึกลับพวกนั้นหากผิดเพียงจุดเดียว ต่อให้วาดค่ายกลทั้งหมดเสร็จแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์
“ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าแค่ค่ายกลค่ายเดียวจะทำให้ข้าท้อแท้ได้”
เขาพ่นลมหายใจหนักหน่วงออกมาต่อเนื่อง แม้จะไม่มีความคืบหน้า แต่กลับทำให้เขาเหนื่อยจนหมดแรง พลังลมปราณในจุดตันเถียนก็ถูกใช้ไปจนหมด
เขาต้องเข้าฌานเพื่อพักผ่อนสักครู่ จากนั้นจึงเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
พ่อบ้านโจวเดินผ่านประตูเรือนหลังเล็กและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นพอดี เขาสงสัยอยู่ในใจ คุณชายบ้านเขาช่างแตกต่างจากผู้อื่นนัก ทั้งความชอบและงานอดิเรก ให้ตายสิ นี่ก็อายุสิบเจ็ดแล้ว ยังนอนเล่นอยู่ในสวนอีก แล้วยังนอนเล่นคนเดียวอย่างสบายใจเสียด้วย หรือว่าบนพื้นจะมีจิ้งหรีดกัน? แม้ตอนที่เยี่ยเฟิงแสดงพลังยุทธ์ต่อหน้าเยี่ยอู๋เซิงเขาจะอยู่ด้วย แต่เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ เขาเองก็หมดคำพูดเช่นกัน
มองสำรวจอยู่สักครู่ พ่อบ้านโจวเห็นว่าไม่เกิดเื่ใดขึ้น จึงได้หันหลังจากไป
เดิมทีลวดลายบนค่ายกลจักรพรรดิก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ต้องเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่ผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิหลงเหลือไว้ให้ หากไม่ใช่เพราะเยี่ยเฟิงได้รับสืบทอดพลังแห่งจักรพรรดิ เช่นนั้นต่อให้เขาอยู่ในภพพิศวง เกรงว่าคงไม่อาจเข้าใจได้แม้แต่น้อย
ลวดลายทุกเส้นของค่ายกลล้วนมีความลึกล้ำซ่อนอยู่ คนทั่วไปจะเห็นแจ้งได้อย่างไร?
เพียงพริบตาเวลาหนึ่งวันได้ผ่านไปแล้ว ระหว่างนั้นเยี่ยเฟิงได้พักผ่อนไปหกเจ็ดครั้ง เหนื่อยจนแทบกระอักเื หลังจากผ่านไปหนึ่งวันลวดลายที่เขาวาดกับลวดลายในหัวยังคงแตกต่างกันอยู่ แม้จะคล้ายคลึงกัน ทว่ารายละเอียดหลายจุดยังแตกต่างกันมาก
“ให้ตายสิ ล้อข้าเล่นหรือไร นี่มันค่ายกลบ้าบออะไร ข้าทดลองไปหลายร้อยครั้งแล้ว กลับวาดไม่ถูกแม้แต่ลายเดียว” เยี่ยเฟิงรู้สึกหมดคำจะพูด
หลังจากพลังของเขาฟื้นคืนกลับมา เขาไม่ได้ท้อแท้แม้แต่น้อย เขากลับไปนอนวาดในสวนอีกครั้ง วาดอย่างตั้งใจและระมัดระวัง ลมพัดในยามค่ำคืนหนาวเย็นเล็กน้อย แต่หน้าผากของเยี่ยเฟิงกลับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เดิมเขาเป็อัจฉริยะด้านปรุงโอสถ ในชาติก่อนเกือบจะประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ในตอนนี้รายละเอียดต่างๆ เขาจึงสามารถควบคุมได้ดีกว่าคนอื่น เดิมคิดว่าลองดูไม่กี่ครั้งคงสามารถวาดได้ แต่เขาประเมินความยากของค่ายกลจักรพรรดิต่ำเกินไป
ในตอนค่ำเยี่ยอู๋เซิงมาแอบดูเยี่ยเฟิงหนึ่งครั้ง พ่อบ้านโจวตามหลังเขามาด้วย ทั้งสองคนแอบสำรวจจากจุดที่ไกลออกไป และทั้งสองก็ได้แต่สงสัย
กลางดึกเช่นนี้ เยี่ยเฟิงกลับนอนอยู่ในสวนคนเดียว ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ด้วยสายตาของเยี่ยอู๋เซิง แม้จะกั้นด้วยความห่างระยะหนึ่ง แต่เขาก็มองเห็นอย่างชัดเจนว่าเยี่ยเฟิงกำลังวาดบางอย่างอยู่บนพื้น และดูเหมือนต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
ทั้งสองแอบสำรวจอยู่เงียบๆ ประมาณครึ่งชั่วยาม พ่อบ้านโจวจึงเอ่ยด้วยความสงสัย
“นายท่าน คุณชายกำลังทำอะไรอยู่กัน?”
เขาไม่เข้าใจจริงๆ พวกเขามองสำรวจอยู่ครึ่งชั่วยามแล้ว ั้แ่พวกเขามาถึงจนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเฟิงยังนอนอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่าเขานอนใช้พลังลมปราณทำสิ่งใด แต่รู้ว่าตั้งใจและระวังมาก
เยี่ยอู๋เซิงขมวดคิ้ว ดูจากตอนนี้ บนตัวเยี่ยเฟิงเหมือนมีความลับมากมายซ่อนอยู่ เขาเห็นเยี่ยเฟิงมาั้แ่เด็ก นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเยี่ยเฟิงเหมือนคนแปลกหน้า ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยเฟิงแสดงพลังต่อหน้าเขาว่าอยู่ในภพรวมลมปราณขั้นสาม แต่ขณะที่เขากำลังสำรวจอยู่นั้น พบว่าพลังของเยี่ยเฟิงไม่รู้ว่ามาถึงภพเปิดตันเถียนั้แ่เมื่อใด นี่ผ่านไปเพียงหนึ่งวันเท่านั้น พลังกลับไปอยู่ในภพเปิดตันเถียนแล้วหรือ?
เยี่ยอู๋เซิงเบิกตาโตอย่างตกตะลึง เขายังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ จึงขยี้ตาอย่างไม่รู้ตัว แม้พลังบนตัวเยี่ยเฟิงจะจงใจปกปิดและยากที่จะสังเกตเห็น แต่หลังจากที่เขาััไปหลายครั้ง พลังของเยี่ยเฟิงอยู่ที่ภพเปิดตันเถียนไม่ผิดแน่!
“เพียงหนึ่งวันก็อยู่ในภพเปิดตันเถียน เป็ไปได้อย่างไร...”
เยี่ยอู๋เซิงเอ่ยเสียงเบา เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ตกลงเกิดเื่ใดขึ้นกันแน่ เยี่ยเฟิงเป็คนที่พร์ไม่ดีมาั้แ่เด็ก นอกจากเื่กินเที่ยวเล่นไปวันๆ ความคิดในเื่อื่นๆ ของเขาแทบจะเป็ศูนย์ ทว่าตอนนี้ทำไมการฝึกฝนถึงได้รวดเร็วจนน่ากลัวเช่นนี้?
นอกจากความตกตะลึงและคำถามมากมายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเยี่ยอู๋เซิงคือความดีใจ ความดีใจที่มากะทันหันทำให้เขาทำตัวไม่ถูก
เขาไม่ได้ถามและไม่ได้พูดอะไร หลังจากสำรวจอยู่สักครู่ ก็ได้จากไปพร้อมพ่อบ้านโจว
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าบนตัวเยี่ยเฟิงมีเื่ที่ยากเกินความคาดหมายเกิดขึ้น เยี่ยอู๋เซิงรู้ว่าบนตัวเยี่ยเฟิงมีความลับที่ไม่อาจบอกใครได้ซ่อนอยู่ เพียงแต่เยี่ยเฟิงไม่พูด เขาก็ไม่อยากจะถาม แต่ไฟแห่งความหวังได้ลุกโชนขึ้นภายในใจของเขาแล้ว
ส่วนเยี่ยเฟิงกำลังวาดค่ายกลรวมลมปราณอยู่ในสวนของตัวเอง ผ่านไปครึ่งคืน จู่ๆ เขาก็หยุดวาด แล้วหัวเราะเสียงดัง หากพวกองครักษ์ยังคงซ่อนตัวอยู่ที่นี่ คงต้องใกับการกระทำของเขาแน่
เยี่ยเฟิงหายใจหอบไม่หยุด พลางหัวเราะออกมา “ฮ่าๆ ข้านี่มันอัจฉริยะจริงๆ แค่ค่ายกลแค่นี้ก็คิดจะหยุดข้าหรือ”
ต่อมาปลายนิ้วของเขาปรากฏพลังลมปราณสายหนึ่งวิ่งวนอยู่ เขาชี้มันไปที่พื้นเพื่อวาดลวดลายเส้นสุดท้ายให้เสร็จ
“รวมพลัง!”
เยี่ยเฟิงเอ่ยเสียงเบา แต่ค่ายกลกลับไม่มีปฏิกิริยาใดเลย เยี่ยเฟิงมองดูรอบด้านอย่างมึนงง เขารวบรวมสมาธิเพื่อจับััอีกครั้ง ทว่าพลังรอบด้านกลับไม่มีความเคลื่อนไหว
“ฉึก...”
ขณะนั้นเอง จู่ๆ ลวดลายค่ายกลกลับมีเปลวไฟลุกขึ้น เปลวไฟสีแดงพวยพุ่งออกมา แล้วโอบล้อมเยี่ยเฟิงไว้ด้านใน
“นี่มัน...”
เยี่ยเฟิงแทบจะร้องไห้ออกมา ให้ตายสิ กว่าจะวาดออกมาได้ ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องเสียแล้ว พลังมายาไม่ได้ถูกรวบรวม แต่กลับเกิดเป็เปลวเพลิง กว่าเขาจะดับไฟได้ ผมก็ถูกไหม้ไปหนึ่งในสามส่วนเสียแล้ว
โชคดีที่ไม่ใช่เปลวเพลิงประหลาดพิสดาร ไม่เช่นนั้นเขาคงถูกเผาจนมอดไหม้ภายในพริบตา
จากนั้นเวลาได้ผ่านไปอีกหนึ่งวัน เยี่ยเฟิงเหนื่อยสายตัวแทบขาด หลังจากวาดเสร็จเขาก็หัวเราะไม่ออก ทำได้เพียงนอนเอนตัวแล้วหอบหายใจไม่หยุด
ตอนแรกเริ่มยังดี เพราะรอบด้านมีเพียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยเท่านั้น แต่หลังจากนั้นมีลมพัดมาเบาๆ ทำให้พลังมายาภายในบริเวณนี้มีความเคลื่อนไหวไปด้วย
“ฮ่าๆ สำเร็จแล้ว!”
เยี่ยเฟิงะโตัวลุกขึ้นกะทันหัน เขายังไม่ทันทำสิ่งใดก็รีบนั่งขัดสมาธิทันที เขารู้สึกถึงพลังมายาจากรอบด้านที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พลังเ่าั้มุ่งหน้าสู่เรือนหลังเล็กอย่างต่อเนื่อง เคลื่อนไหวอยู่หนึ่งชั่วยามถึงได้หยุดลง
ภายในจวนตระกูลเยี่ย เยี่ยอู๋เซิงขมวดคิ้ว เขาวางหนังสือในมือ แล้วเดินออกจากห้อง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความสงสัย นี่ไม่ใช่ลมพัดธรรมดา แต่เป็พลังมายาที่เคลื่อนไหวอยู่ แต่เขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะในความนึกคิดของเขา การควบคุมพลังลมปราณฟ้าดินผ่านมนุษย์เป็ไปไม่ได้
ส่วนเยี่ยเฟิงนั้นกลับต่างออกไป ขณะนี้แม้จะเหนื่อยจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่เขารับรู้ได้ถึงพลังมายาที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เขาดีใจอย่างมาก อีกทั้งขณะที่นั่งสมาธิเข้าฌานเขาพบว่า สองวันมานี้พลังของเขาขึ้นไปถึงภพเปิดตันเถียนระดับหนึ่งขั้นสูงสุดแล้ว
ภายในเวลาสองวัน พลังลมปราณในจุดตันเถียนของเขาไม่รู้ว่าถูกใช้หมดไปตั้งกี่ครั้ง และทุกครั้งที่พักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลัง เหมือนจิตใต้สำนึกของเขาได้รับการปลดปล่อย จึงทำให้พลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว