บทที่11
เมืองตี้หนาน
ป่าอันเขียวขจีปกคลุมจนหนาตาสายแดดในยามกลางเดือนสามสาดส่องลงมาด้านล่างปกคลุมให้ความอบอุ่นประมาณนึงร่างของสองพ่อลูกเดินออกมาจากูเาซ่อนเร้น เดินออกมาได้สักพักร่างของสองพ่อลูกมานั่งอยู่บริเวณริมลำธารเล็กๆแห่งนึง
หนิงหนิงตักน้ำใสๆภายในลำธารขึ้นมาล้างหน้าล้างตานางแสดงใบหน้าสดชื่นออกมาหลังจากใช้น้ำเย็นๆนั้นล้างใบหน้าที่เปียกปอนไปด้วยเหงื่อมาทั้งวัน
ลู่หยางเห็นบุตรสาวของตนเองล้างหน้าเช่นนั้นลู่หยางหยิบผ้าขึ้นมาแล้วเช็ดใบหน้าของลู่หนิงหนิงอย่างเอ็นดูหนิงหนิงแสดงรอยยิ้มออกมาพร้อมใช้ดวงตาเปล่งประกายมองบิดาของตนเอง
่หนึ่งปีภายในหุบเขานางมองบิดาของตนเองเปลี่ยนไปบิดาของนางหลังจากฟื้นจากความตายมีนิสัยเปลี่ยนไปอย่างมาก
ก่อนหน้านี้บิดาของนางไม่เคยที่จะทำอันใดอย่างจริงจังเลยแต่ใน่เวลาหนึ่งปีภายในหุบเขาบิดาของนางแสดงท่าทางจริงจังและมุ่งมั่นในการศึกษาเื่ต่างๆเป็อย่างมาก
ไม่เพียงเท่านั้นบิดาของนางยังดูอบอุ่นมากขึ้นอีกด้วยมักจะทำอันใดที่ไม่เคยทำให้นางอย่างเช่นในตอนนี้ใช้ผ้าเช็ดหน้าของนางอย่างอบอุ่นและมองอย่างเอ็นดู
ลู่หยางยกยิ้มแล้วเอ่ย“ เป็อย่างไรเหนื่อยหรือไม่? ”
หนิงหนิงยกยิ้มตอบกลับส่ายหน้าไปมองแล้วตอบกลับ“ ไม่เ้าค่ะ!!! เพียงแค่นี้เองแล้วพวกเราจะไปไหนหรือเ้าคะ? ”
“ เมืองตี้หนานอยู่ห่างจากหุบเขาแห่งนี้ไปประมาณสองร้อยลี้ ”ลู่หยางตอบกลับไปแต่มือของเขายังคงเช็ดน้ำบนใบหน้าของบุตรสาวอย่างอบอุ่น
ก่อนหน้านี้หลังจากที่ตัดสินใจจะออกจากหุบเขาสู่โลกภายนอกอาจารย์ทั้งสองแนะนำเมืองแห่งนี้ให้กับเขาตอนแรกคิดอย่างหนักว่าตนเองจะไปตั้งตัวที่ใดดี
อย่างไรเขาเองก็ต้องหาหนทางที่จะทำให้ตนเองตั้งตัวได้เสียก่อนเงินที่เขามีอยู่เพียงแค่หกสิบตำลึงมองดูแล้วเหมือนว่ามันจะเป็เงินที่เยอะจำนวนหนึ่งแต่ว่าเงินจำนวนนี้ของเขามันต้องใช้หลายอย่างเป็อย่างมากทั้งการซื้อที่ดินและการดำรงชีวิต
เงินจำนวนหกสิบตำลึงคงจะสามารถทำให้เขามีชีวิตอยู่ได้สักปีหรือสองปีหลังจากเสียเงิยซื้อที่ดินแต่ว่าหลังจากนั้นละจะทำอย่างไร เพราะแบบนั้นเลยจำเป็จะต้องตั้งตัวให้ได้เริ่มจากอันใดกันได้ที่สามารถหาเงินมาได้
ก่อนหน้านี้ลู่หยางที่เป็เ้าของร่างนี้เป็คนที่ไม่ค่อยจะได้เื่สักเท่าไหร่เพราะว่าเงินส่วนใหญ่ที่ดำรงชีวิตก็ล้วนแล้วแต่ให้ภรรยาของตนเองหา
เขาเลยมองว่าลู่หยางที่เป็เ้าของร่างนี้คงจะมีดีตรงที่หน้าตาเป็บุรุษที่หล่อเหลานอกจากนั้นน่าจะไม่มีอะไรดีเลย
แต่ในตอนนี้มรรดาของหนิงหนิงไม่อยู่แล้วเพราะแบบนั้นเขาจำเป็จะต้องหาเงินเยอะๆเพื่อให้ชีวิตของบุตรดีขึ้นกว่านี้
เขาตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่าจะให้นางใช้ชีวิตอย่างดีที่สุดและเพราะว่าตั้งความหวังของตนเองไว้เช่นนั้นมันเลยทำให้การเลือกทำเลจะไปตั้งรกรากถึงว่าเป็สิ่งสำคัญเป็อย่างมาก
ถ้าเลือกเมืองไม่ดีคงจะกลายเป็ผลเสียมากกว่าผลดีอย่างแน่นอนหลังจากที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่นั้นอย่างไม่ตกอยู่หลายวัน
อาจารย์ทั้งสองมองเห็นความผิดปรกติของเขาอาจารย์ทั้งสองเลยไถ่ถามเหตุผลกับเขาและเมื่อได้รู้เกี่ยวกับเื่นั้นก็ได้ช่วยคิดและออกความเห็น
โดยอาจารย์ทั้งสองได้บอกเขาว่าเมืองตี้หนานน่าจะเป็สถานที่ที่ดีสำหรับพวกเขาสองพ่อลูกอย่างแน่นอนก่อนหน้านี้อาจารย์ทั้งสองบอกว่าพวกเขาเดินทางภายใจโลกหล้ามานานหลายสิบปีพอจะรู้ว่าสถานที่แห่งใดเป็อย่างไรบ้าง
โดยเมืองตี้หนานที่อาจารย์ทั้งสองเป็คนแนะนำให้ลู่หยางพวกท่านบอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็เมืองขนาดกลาง มีผู้คนอยู่จำนวนมิใช่น้อยและมันเองก็เป็จุดศูนย์กลางของการค้าขายทางด้านทิศบูรพา
แต่เพราะว่าเป็เมืองการค้าขายมันเลยทำให้เมืองนั้นมีหนทางในการตั้งตัวอยู่หลายอย่างไม่ใช่เพียงเท่านั้นอาจารย์ทั้งสองยังบอกว่าที่สำคัญเมืองนั้นจะไม่มีอำนาจของทางการแทรกแซงเข้ามาเยอะสักเท่าไหร่
นี้เป็เื่สำคัญที่ทำให้เขาเลือกเมืองแห่งนี้ใน่เวลาหนึ่งปีที่อยู่ภายในหุบเขาลู่หยางยังไม่รู้เกี่ยวกับจะหีบเหล็กปริศนานั้นเลย
เขาลองให้ท่านอาจารย์ทั้งสองที่มีวรยุทธ์สูงส่งช่วยการที่จะเปิดมันออกแต่ไม่สามารถทำได้ท่านอาจารย์ติงหยวนจึงกล่าวว่ามันทำมาจากวัตถุดิบชั้นสูงของเช่นนี้มักจะถูกทำขึ้นมาเป็กล่องในการเก็บรักษาของสำคัญภายในตระกูลขุนนางชั้นสูง
เพราะว่ายังไม่รู้เกี่ยวกับเื่เ้าของสิ่งนั้นมันทำให้ทำให้เขาไม่สามารถไว้วางใจเกี่ยวกับเื่ของพวกราชสำนักได้
ต้องเลือกเมืองที่มีอำนาจการปกครองของราชสำนักแทรกแซงเข้าน้อยที่สุดและเมืองตี้หนานหรือว่าเป็สถานที่ที่ดีหลังจากที่ได้คำแนะนำจากอาจารย์ทั้งสองของเขาเขาก็มั่นใจว่าเมืองนี้น่าจะเป็เมืองที่สามารถใช้ในการตั้งรกรากได้
แม้ว่ามันจะมีข้อเสียตรงที่ราคาที่ดินของเมืองแห่งนั้นใน่หลายปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นสูงเกินแต่ว่าอาจารย์ทั้งสองบอกว่าในเมืองแห่งนั้นที่ดินบริเวณนอกเมืองมันน่าจะมีราคาที่ไม่แพงนัก
ลู่หยางเลยเลือกที่จะทำการไปตั้งหลักที่เมืองแห่งนี้ห่างห่างออกไปประมาณสองร้อยลี้ เขาเลือกที่จะใช้การเดินทางประมาณวันละสี่สิบลี้ระยะห่างเท่านี้เขาน่าจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณห้าวัน
การที่เลือกเดินทางวันละด้วยระยะทางที่จำกัดเป็เพราะว่าไม่อยากให้บุตรสาวของตนเองเหนื่อยล้ามากจนเกินไป
ลู่หยางเดินนำทางไปเรื่อยๆใน่วันแรกเขาพบเจอหมู่บ้านเล็กๆสามารถเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้นได้วันที่สองของการเดินทางบนเส้นทางไม่มีหมู่บ้านหรือว่าเมืองอยู่ภายในบริเวณนั้นสองพ่อลูกเลยต้องทำการพรรคที่บริเวณป่า
ส่วนในวันที่3 และวันที่ 4 เขาเดินทางไปถึงเมืองและหมู่บ้านสามารถเข้าพักที่โรงเตี๊ยมประจำเมืองและหมู่บ้านแห่งนั้นได้ไม่ลำบากแต่บุตรสาวสักเท่าไหร่
หนิงหนิงการเดินทางจะยากลำบากเพียงใดนางไม่เคยที่จะพูดออกมาเลยสักนิดแตกต่างจากเด็กคนอื่นถ้าต้องเดินทางไกลเช่นนี้คงจะทำการบ่นจนผู้เป็พ่อรู้สึกเอือมระอาไปแล้ว
แต่นี่ถือว่านางเป็เด็กที่มีความฉลาดเฉลียวเป็อย่างมากนางไม่เพียงแค่ไม่พูดหรือว่าไม่บ่นเท่านั้นแต่ว่านางยังตั้งหน้าตั้งตาเดินทางให้รวดเร็วที่สุด
เพราะว่าเดินทางมันไกลมากพอควรและบางวันนางเลยเลือกที่จะเดินทางให้มากหน่อย
ในถึงวันที่ห้าเดินทางมาถึงเมืองตี้หนานเป็เป้าหมายของตนเองได้
…
แสงแดดสาดส่องจากม่านเมฆ้าลงมาด้านล่างอากาศในยามกลางเดือนสามอุ่นกำลังดี สองพ่อลูกเดินอยู่บนถนนเส้นหลักมาเป็เวลานานก้าวผ่านพ้นโค้งด้านหน้าก็พบเจอเข้ากับเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า
ณเมืองตี้หนาน
เมืองที่มีรัศมีพื้นที่กว้างขวางสถานที่แห่งนี้เป็เมืองขนาดกลางถือได้ว่าเป็เมืองการค้าฝั่งทางทิศบูรพาที่รุ่งเรืองเป็อย่างมาก
กำแพงเมืองสูงใหญ่ตั้งตระหง่านบดบังเมืองแห่งนั้นเอาไว้จากทั้งสี่ทิศเมืองแห่งนี้ความรุ่งเรืองของมันไม่ได้มีเพียงแค่ในตัวเมืองเท่านั้นบริเวณด้านนอกเมืองทั้งสี่ทิศมีบ้านเรือนมากมายตั้งประดับประดาเอาไว้แทบจะทุกส่วน
เมืองตี้หนานแบ่งออกเป็สองเขตอยู่อาศัยนั่นคือภายในตัวเมืองและก็บริเวณด้านนอกเมืองโดยพื้นที่และที่ดินบริเวณด้านในเมืองจะมีราคาสูงกว่าที่ดินบริเวณด้านนอกเมืองประมาณห้าถึงหกเท่าตัว
ลู่หยางเห็นเมืองที่อยู่ด้านหน้าดวงตาของเขาและหนิงหนิงเป็เช่นเดียวกันนั้นคือดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายขึ้นมา
มันเป็เพราะว่าเมืองที่ตั้งอยู่ด้านหน้าไม่ได้เป็เมืองขนาดกลางที่มีพื้นที่กว้างขวางเท่านั้นแต่ว่ามันยังเป็เมืองที่มีทัศนียภาพที่งดงามอีกด้วย
เพราะแบบนั้นดวงตาของเขาเลยเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวเพราะว่าชื่นชมทัศนียภาพที่อยู่เบื้องหน้าของตนเอง
เมืองแห่งนี้มองดูจากสายตามองเห็นถึงความสงบสุขมีเส้นน้ำเส้นใหญ่ตัดไหลเชี่ยวผ่านเมืองรถม้าจำนวนมากของเหล่าพ่อค้าวิ่งเข้าออกประตูเมืองขนาดใหญ่ตลอดทั้งวัน
หนิงหนิงใช้นิ้วชี้ตรงไปด้านหน้าพลางกล่าวอย่างตื่นเต้นออกมา“ นั่นหรือเ้าคะนั่นเมืองที่พวกเราจะมาอยู่ ”
ลู่หยางตอบกับบุตรสาวของตนเองไปโดยการหันหน้าพยักหน้าให้กับนางเล็กน้อย
หลังจากยืนจ้องมองอยู่ไกลๆมาสักพักลู่หยางนำพาบุตรสาวของตนเองเดินตรงไปอย่างรวดเร็วพุ่งตรงเข้าไปบริเวณตัวเมือง
เมืองตี้หนานสมชื่อจริงๆที่ท่านอาจารย์ของเขาทั้งสองแนะนำให้เขามาอยู่ที่เมืองแห่งนี้
เพราะว่าเมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตเป็อย่างมากเมื่อเทียบกับเมืองที่เขาจากมาไม่เพียงแค่ใหญ่โตเท่านั้นมันยังมีหลายๆอย่างที่ครบครัน
สถานที่แห่งนี้หลังจากที่ได้ลองเดินสำรวจประมาณครึ่งวันมันทำให้ลู่หยางรู้ได้ในทันทีเลยว่ามันน่าจะเป็เมืองที่ทำให้หนิงหนิงเติบโตได้ดีอย่างแน่นอน
สำรวจเมืองอยู่สักพักใหญ่ๆในวันแรกที่มาถึงสถานที่แห่งนี้มันยังคงเป็เมืองที่เขานั้นไม่คุ้นชินเส้นทางภายในเมืองมีมากมายหลายร้อยเส้นทางคงจะต้องใช้เวลาปรับตัวแล้วเวลาจดจำหลายเดือนกว่าที่จะจดจำเส้นทางภายในเมืองแห่งนี้ได้ทั้งหมด
วันแรกยังคงไม่ได้ทำธุรกรรมอันใดไม่ได้ซื้อที่ดินแล้วก็ยังไม่ได้มองหาที่ดินที่ตนเอง้าเลยได้แต่เข้าพักที่โรงเตี๊ยมใน่นี้ไปก่อน และจะมองหาลู่ทางในการลืมตาอ้าปากเป็ลำดับถัดไป
…
ทัพขนาดใหญ่ที่เป็ทัพอาชาเหล็กจำนวนมากเคลื่อนพลจากบริเวณเมืองหลวงใช้เวลาหนึ่งเดือนในการเคลื่อนพลมาถึงบริเวณชายแดนทางฝั่งบูรพาเขตปกครองหลันโจว
เขตปกครองหลันโจวพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมีทางโจมตีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น เพราะบริเวณสุดเขตของชายแดนเขตปกครองแห่งนี้ด้านหลังเป็ผืนท้องทะเลขนาดใหญ่
ดินแดนอันสงบสุขแห่งนี้หลังจากอ๋องหลันกล่าวออกมาว่าจะไม่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ฉีดินแดนแห่งนี้ก็กำลังจะโดนเหยียบย่ำด้วยทัพอาชาเหล็กกว่าหกหมื่นเคลื่อนพลมาถึงบริเวณชายแดนของหลันโจว
จบบท