ในที่สุดเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็ตามจนทัน
เดิมที ซูฉางอันไม่อยากจะเดินร่วมทางกับนางแต่อย่างใด
เพราะหากเป็นเช่นนี้ เรื่องระหว่างซูฉางอันกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็จะไม่จบสิ้นเสียทีซูฉางอันเป็นคนที่เรียบง่ายไม่เบา หากใครดีกับเขา เขาก็จะจดจำเอาไว้ตลอดและเห็นว่าคนผู้นั้นเป็นคนสำคัญและคนสนิทของตน แต่หากได้เป็นคนสนิทแล้ว เขาก็จะจริงจังกับคนผู้นั้นมากเช่นกันเขาไม่อยากทนเก็บกลั้นความโกรธ และความเสียใจที่มีต่อคนผู้นั้นเลย...
อีกอย่าง งานครั้งนี้อันตรายยิ่งนัก แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ความจริงแล้วซูฉางอันเพียงไม่อยากให้เซี่ยโหวฟ่งอวี้ตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น
เหตุนี้ เขาจึงจงใจพูดจาเย็นชาเพื่อผลักไสนาง
“ข้าก็เป็นศิษย์ของสำนักเทียนหลานเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ท่านอวี้เหิงก็เคยรับข้าเป็นศิษย์ด้วยตัวเอง ทั้งไม่เคยบอกว่าจะไล่ข้าออกจากสำนักข้าย่อมมีสิทธิ์ไปร่วมงานร้อยสำนักครั้งนี้โดยชอบธรรม”เซี่ยโหวฟ่งอวี้รู้นิสัยของซูฉางอันดีรู้ว่าเขาเป็นคนที่เข้มงวดเรื่องตำแหน่งและลำดับศิษย์เป็นอย่างมากจึงจงใจยกท่านอวี้เหิงขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันนั่นเอง
และผลที่ได้รับก็เป็นดังคาด ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นแต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา นับเป็นการอนุญาตให้นางไปด้วยแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งสามก็ออกเดินทางท่ามกลางความเงียบงัน จนราวสิบนาทีต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงสำนักจิงหลุน
จะว่าไปแล้ว สำนักชิงหลุนแห่งนี้ก็ถือเป็นสำนักลำดับต้นๆ ในบรรดาสำนักนับร้อยของเมืองฉางอัน...
มันถูกจัดให้อยู่ในอันดับเก้า ผู้ดูแลสูงสุดของสำนักจิงหลุน อินหลีเซิงมีอายุเยอะมากแล้วเขาเป็นปรมาจารย์แห่งกระบี่อันเลื่องชื่อของแผ่นดินต้าเว่ยและเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ระดับคุมพิภพที่มีโอกาสบรรลุเป็นนักรบแห่งดาราจักรมากที่สุดอีกด้วย
แต่น่าแปลก เพราะสำนักที่กำลังรุ่งเรืองดั่งตะวันกลางหาวนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ และดูอลังการเหมือนสำนักหลายๆ แห่งในเมืองฉางอัน ตรงกันข้าม มันกลับเป็นเหมือนกับสำนักเทียนหลานที่แลดูเก่าและทรุดโทรมโบราณและเรียบง่ายเสียมากกว่า
คนที่ยืนเฝ้าประตูก็ไม่ใช่คนรับใช้หรือคนสวนเหมือนที่อื่นแต่เป็นข้ากระบี่สองคนที่สวมชุดสีขาวและถือกระบี่ยาวเอาไว้ต่างหาก
เมื่อซูฉางอันมอบบัตรเชิญไปให้ เดิมที เขาคิดว่าจะเข้าไปได้อย่างราบรื่นเสียอีกแต่คิดไม่ถึงว่าทันทีที่แสดงตัว ข้ากระบี่สองคนกลับมีสีหน้าประหลาดไปในพริบตาทั้งสองหันไปสบตากันครู่หนึ่ง ราวกำลังนึกลังเลบางอย่าง เป็นเวลานานกว่าพวกเขาจะยอมเปิดทางให้ในที่สุด
เมื่อเข้ามาภายในสำนัก กู่เซี่ยนจวินที่อยู่ข้างกันจึงขยับเข้ามาใกล้ด้วยคิ้วขมวดมุ่นแล้วพูดกระซิบกับซูฉางอัน “ฉางอัน มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลดูเหมือนข้ากระบี่สองคนนั้นจะตกใจกับการมาของพวกเรามาก”
“อืม” ซูฉางอันพยักหน้า เขาก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ ไม่ต่างกัน หากจะว่ากันตามที่สมควรพวกเขาเป็นคนส่งบัตรเชิญมาให้เอง แถมยังวางแผนจะทำร้ายเขาที่นี่ลงทุนไปขนาดนั้นแล้วแท้ๆ เหตุใดคนเฝ้าประตูถึงต้องทำหน้าเหมือนเจอผีตอนที่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครด้วยเล่า
ทว่าจู่ๆเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่ก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังพวกเขามาโดยตลอดก็กล่าวขึ้น “ใครเป็นคนส่งบัตรเชิญนี้ไปให้พวกเจ้ากันแน่?”
“ชายคนหนึ่ง” กู่เซี่ยนจวินหวนนึกกลับไป “เขาบอกว่าเป็นคนรับใช้ในสำนักจิงหลุน”
เซี่ยโหวฟ่งอวี้มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที จู่ๆ นางก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วพูดขึ้นอย่างกะทันหัน“สำนักจิงหลุนไม่มีคนรับใช้นี่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู่เซี่ยนจวินกับซูฉางอันก็ชะงักไปทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะเข้าใจว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้หมายถึงอะไร นางก็พูดต่อไปอีกครั้ง
“สำนักจิงหลุนเน้นเรื่องการปฏิบัติตนและฝึกจิตใจศิษย์ของที่นี่จะไม่ถือตัวเรื่องการมีตำแหน่งสูงหรือต่ำเหมือนที่อื่นพวกเขาต้องดูแลเรื่องการกินการอยู่ด้วยตัวเอง พวกเจ้าลองมองไปรอบๆ สิ มีใครในสำนักจิงหลุนที่แต่งกายด้วยชุดของคนรับใช้บ้าง?”
กู่เซี่ยนจวินกับซูฉางอันกระจ่างแจ้งขึ้นในที่สุด พวกเขามองไปรอบด้านมองดูฝูงชนที่เดินผ่านไปผ่านมา นอกจากศิษย์จากสำนักอื่นๆ ก็มีเพียงหญิงและชายวัยรุ่นในชุดของศิษย์แห่งสำนักจิงหลุนเท่านั้นเป็นดังที่เซี่ยโหวฟ่งอวี้บอก พวกเขาไม่เจอคนรับใช้เลยสักคน
“เจ้ากำลังหมายความว่า คนที่ส่งบัตรเชิญไปให้พวกเราสวมรอยเป็นคนของสำนักจิงหลุนเช่นนั้นรึ?” กู่เซี่ยนจวินขมวดคิ้วมุ่น นางมองไปยังเซี่ยโหวฟ่งอวี้พลางกล่าวขึ้น
“อืม ไม่ผิดแน่” เซี่ยโหวฟ่งอวี้พยักหน้า นางปรากฏความลังเลขึ้นทางใบหน้าจากนั้นก็ปรายตามองซูฉางอันที่ยังมีสายตาเย็นยะเยือกไม่เปลี่ยนแปลง แล้วกัดฟันกล่าวขึ้น“สำนักจิงหลุนสนิทกับนักพรตไท่ไป๋แห่งหอชมดาวมาโดยตลอดและน้องเจ็ดของข้าก็เป็นศิษย์ของนักพรตไท่ไป๋ ดังนั้น เมื่อได้ยินเรื่องของงานร้อยสำนักข้า...” นางชะงักไปอีกครั้ง จากนั้นก็หันไปมองซูฉางอันครู่หนึ่ง
“ข้าเกรงว่าสำนักปาฮวงจะมีแผนร้ายอะไร จึงวานให้น้องเจ็ดช่วยงดบัตรเชิญของสำนักเทียนหลานเดิมที ข้าคิดว่าแบบนี้จะช่วยให้ฉางอัน... สำนักเทียนหลานพ้นภัยไปได้แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนเล่นสกปรก เอาบัตรเชิญไปส่งให้พวกเจ้าจนได้”
เมื่อได้ฟังเซี่ยโหวฟ่งอวี้พูดจนจบ จู่ๆ ซูฉางอันกลับรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างประหลาด
เขารู้ว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้ทำไปเพราะหวังดีแต่ก็รู้สึกเหมือนนี่เป็นความเวทนาจากนางเช่นกันทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกลัวยิ่งไปกว่าสิ่งใดก็คือ หากเซี่ยโหวฟ่งอวี้งดบัตรเชิญของพวกเขาจริงๆแบบนี้ก็แปลว่ามู่กุยอวิ๋นต้องเผชิญหน้ากับตู้หงฉางที่ตายแล้วฟื้นด้วยตัวคนเดียวเช่นนั้นหรือ?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็สบถเสียงขึ้นอย่างเย็นยะเยือก แล้วหมุนตัวเดินตรงไปที่โถงจัดงานทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น กู่เซี่ยนจวินก็รู้สึกพูดไม่ออกเหมือนกัน นางหันไปมองเซี่ยโหวฟ่งอวี่ที่หน้าเสียเพราะท่าทีของซูฉางอันครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าวปลอบใจด้วยเสียงอ่อนโยนอย่างอดไม่ได้ “ฟ่งอวี้เจ้าเกือบสร้างปัญหาใหญ่ เกือบทำให้ฉางอันกลายเป็นคนแล้งน้ำใจไปแล้วนะ”
แน่นอนว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ นางเพียงน้อยใจ และเสียใจเป็นอย่างมากจริงอยู่ที่นางโกหกและหลอกใช้ซูฉางอัน แต่นางเกิดในราชวงศ์ชั้นสูงจึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ฝืนใจอย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งนางก็พยายามจะชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปแล้วถึงขนาดยอมผิดใจกับพี่ชายแท้ๆ ของตนเลยทีเดียว
แต่ทั้งที่นางทุ่มเทให้มากขนาดนี้ซูฉางอันกลับยังไม่เคยแม้แต่จะแสดงสีหน้าดีๆ กับนางกลับยังเอาแต่พูดจาห่างเหินและทำเย็นชาใส่ อย่างไรเสีย นางก็เป็นถึงองค์หญิงที่ถูกตามใจมาแต่เด็กมีหรือจะทนกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็กัดฟันกรอดแล้วกระทืบเท้าอย่างโมโห จากนั้นก็ตะโกนตามหลังซูฉางอันที่เดินไปไกลแล้ว “ใช่ข้ามันผิดเอง! ทั้งหมดมันเป็นความผิดของข้าคนเดียว! ข้าจะไม่อยู่ให้เจ้ารำคาญแล้วจะไม่มาเกะกะสายตาของเจ้าอีกแล้ว!”
หลังพูดจบ นางก็ยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง หมุนตัว แล้ววิ่งออกไปจากสำนักจิงหลุนทันที
กู่เซี่ยนจวินมองตามร่างของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่ค่อยๆ ไกลห่างออกไปเรื่อยๆพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นก็หมุนตัว แล้วเดินไปหาซูฉางอันในที่สุด
“นางไปแล้วหรือ?” ซูฉางอันถามขึ้นเช่นนั้น ดวงตาที่เย็นยะเยือกบัดนี้กลับแฝงไปด้วยความหมองเศร้าซึ่งแตกต่างไปจากปกติ
“อืม” กู่เซี่ยนจวินตอบกลับไป
“เช่นนั้นก็ดี” ซูฉางอันบอกแบบนั้นน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด
“เจ้าจงใจทำให้นางโกรธจนหนีไปใช่ไหม?” กู่เซี่ยนจวินเปลี่ยนมาเดินขนาบข้างไปกับเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบขณะกล่าว นางก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แสงจากเปลวเพลิงที่จุดเพื่อให้แสงสว่างภายในสำนักจึงสาดแสงลงมาที่ใบหน้าด้านข้างซึ่งมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ของนาง...
ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อยเพราะคำพูดของกู่เซี่ยนจวิน เมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่าคอเนียนที่งามสง่าราวกับลำคอของหงส์กับใบหน้าที่สวยได้รูปภายใต้แสงไฟช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เขาถามอย่างอดไม่ได้
กู่เซี่ยนจวินหันหน้ามาทางเขา ขณะที่ดวงตากลมโตซึ่งสื่ออารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยมราวกับสามารถพูดสื่อสารได้ของนาง ก็จับจ้องมองมายังซูฉางอันตาไม่กะพริบ
“เพราะข้ารู้จักตัวจริงของคุณชายซูอย่างไรเล่า” น้ำเสียงที่อ่อนหวานของนางดังขึ้นที่ข้างหูซูฉางอันเบาๆ
ซูฉางอันอึ้งไปทันที เป็นเวลาสักพัก กว่าเขาจะได้สติกลับมาอีกครั้ง“ความจริงแล้ว หากเป็นไปได้ ข้าก็ไม่อยากให้เจ้ามากับ...” เขาพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น
แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดจนจบ นิ้วเรียวก็วางทาบลงบนริมฝีปากของเขาเสียก่อน
หญิงสาวหรี่ตาลงราวกับพระจันทร์เสี้ยวบนท้องนภาพลันมุมปากก็มีลักยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้น
“ข้าชอบเจ้า ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าไปที่ใด ข้าก็จะตามไปด้วยเสมอ”
“ข้าตกลงใจแล้วว่าเป็นเจ้า ดังนั้น เจ้าอย่าคิดว่าจะสลัดข้าออกไปเลย”
ทันใดนั้น จู่ๆ ท้องนภาก็มีหิมะร่วงหล่นลงมา
มันทำให้ซูฉางอันนึกถึงหิมะในดินแดนทางเหนือขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หนาวเย็น ทว่าก็ร้อนแรงเหลือเกิน...
ราวกับเหล้าขาวที่แสนร้อนแรงแต่ก็คล้ายกับสาวน้อยจากดินแดนทางเหนือตรงหน้า... งดงามเหลือเกิน