"นายท่าน พวกเราจะเอาอย่างไรกันดีขอรับ"
แม้ตนเองจะเป็นเถ้าแก่แต่ก็เพียงในนามเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณชายผู้นี้ ก็ไม่มีอำนาจอันใดเลย ย่อมต้องให้เขาเป็นคนตัดสินใจ
"นายน้อยอย่างข้าเป็นกุนซือของเจ้าหรือไร!เจ้าไม่มีแผนการรับมืออันใดเลยรึ!"
ถ้วยชาบนโต๊ะถูกเขวี้ยงออกไปแตกกระจายบนพื้นเป็นสี่ห้าส่วน
"มะ... มีขอรับ!"
เถ้าแก่ซุนตกใจจนคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้
"ว่ามา!"
"หะ...ให้ฮูหยินไปซื้ออวี้หรงเกาจากร้านหมิงเฉ่าถังมาสักกระปุกดีหรือไม่ขอรับ"
เถ้าแก่ซุนเอ่ยอย่างระมัดระวังยังไม่ทันพูดจบก็ถูกหวังเฉินตัดบทเสียก่อน
"เจ้าคิดว่านางหาเงินได้น้อยไปหรือไร"
"หะ...หามิได้ขอรับ"น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำให้เถ้าแก่ซุนส่ายหน้าอย่างลนลาน
"ข้าน้อยแค่อยากซื้อมาเพื่อถอดสูตรผสมเมื่อถึงเวลาก็ทำสีผึ้งบำรุงผิวแบบเดียวกันออกมาวางขายในราคาถูก ดึงลูกค้ากลับมา..."
ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่มีความมั่นใจน้ำเสียงเริ่มเบาลงไปเรื่อยๆ หวังเฉินฟังแล้วก็ไม่แสดงท่าที ทำให้เถ้าแก่ซุนยิ่งละล้าละลังเป็นเท่าทวี
"ก็นับว่าเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง"ผ่านไปเนิ่นนาน หวังเฉินจึงเอ่ยปาก
เถ้าแก่ซุนได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาซับเหงื่อ โชคยังดีที่ยังพูดถูกสักประโยค
ทว่าเขายังไม่ทันขยับหวังเฉินก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง เถ้าแก่ซุนรีบคุกเข่าลง ไม่กล้าเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
"แต่ข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้น..."
หวังเฉินบอกแผนการในใจออกมานัยน์ตามีประกายน่าขนลุกวาบผ่าน
เถ้าแก่ซุนยิ่งฟังก็ยิ่งเหงื่อตกการกระทำเช่นนี้ดูเหมือนจะไร้คุณธรรมเกินไป ถึงเวลาจะต้องเกิดความวุ่นวายตามมาอย่างแน่นอนและเป็นการทำลายร้านยาสมุนไพรทุกร้านถึงแก่นราก
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดตรงๆได้แต่เปลี่ยนวิธีหาทางพูดอ้อมค้อม
"หากเป็นเช่นนั้นแล้วหรงฮุยถังคงอยู่ได้อีกไม่นาน"
วิธีการที่ทำลายศัตรูหนึ่งพันแต่ตนเองเสียหายสามพันเช่นนี้ ไม่ใช่แผนการที่ดีในระยะยาว
"กลัวอันใดดูสิว่าใครเป็นคนเปิดร้านขายยาแห่งนี้!" หวังเฉินตบโต๊ะเสียงดัง พลางแค่นเสียงเยาะ
เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลอยู่แล้วความเสียหายย่อมมีคนรับผิดชอบ
"ขอรับๆ! แล้ววิธีที่ข้าน้อยเสนอไปก่อนหน้านี้..."เถ้าแก่ซุนลองหยั่งเชิง
ถ้าบอกว่าให้ทำ ก็แสดงว่าหวังเฉินก็สนใจอยู่เหมือนกันแต่ถ้าบอกว่าไม่ต้องทำ เขาจะได้ออกปากว่าวิธีนี้น่าสนใจ
เขาไม่กล้าตัดสินใจเองจึงได้แต่เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"ทำสิ ไยจะไม่ทำเล่า"
ใช้แผนสองต่อ ย่อมไม่มีทางผิดพลาดเขาอยากเห็นนางลนลานจนทำอะไรไม่ถูกจะแย่อยู่แล้ว
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเด็กสาวอย่างหมิงเป่าจูจะมีความสามารถแท้จริงที่นางได้พบซางฮูหยินก็เป็นแค่เพียงโชคช่วย แต่ดูจากตอนนี้นางน่าจะมีชั้นเชิงอยู่จริง
เป็นแบบนี้ก็ดี บัญชีเทศกาลจงหยวนยังไม่ได้คิดนางกลับส่งตนเองมาให้ถึงที่
สุดท้ายกวางจะตายในมือผู้ใด[1]หมิงเป่าจู พวกเรามารอดูกัน!
ทว่าเวลานี้ หมิงเป่าจูยังไม่รู้ว่าพายุกำลังจะมาและกำลังจะมีศึกหนักที่รออยู่ นางกำลังมองอู๋ชางไห่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาคิดบัญชีอยู่หลังโต๊ะบัญชีในร้านหมิงเฉ่าถังอย่างเหม่อลอย
ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ตัวใหญ่ๆ
วันนี้นางเพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วอู๋ซิ่วไฉมีชื่อจริงว่า"อู๋ชางไห่" ซึ่งที่ผ่านมานางนึกว่าเขาชื่อ "อู๋ไห่" มาโดยตลอด
ครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาอย่างเป็นทางการใครจะไปรู้ว่าอู๋ซิ่วไฉจะไม่พูดอะไร กลับเดินไปที่โต๊ะบัญชี แล้วหยิบพู่กันกับกระดาษขึ้นมาเขียนบางอย่างลงไป
จากนั้นไม่นานก็หันกลับมาชี้ไปที่ตัวอักษรสามตัวบนกระดาษแล้วอ่านให้นางฟังทีละตัวอักษร นางรู้สึกเหมือนลูกตาของตนเองกำลังจะถลนออกมาตรงนั้น
แต่จะโทษนางไม่ได้ใครใช้ให้ก่อนหน้านี้หลี่ต้าเหนียงเรียกเขาว่า "เสี่ยวไห่ๆ" อยู่ตลอดเลยเล่าแม้แต่คนที่จ้างวานให้เขาเขียนจดหมายก็เรียกเขาว่าอู๋ซิ่วไฉ
นางจึงคิดไปเองว่าเขาชื่อ"อู๋ไห่"
บรรยากาศในตอนนั้นน่ากระอักกระอ่วนใจไม่แพ้ตอนที่หลี่ไหวฺอวี้เตือนป้ากุ้ยฮวาเรื่องน้ำแกงปิดประตูครานั้น
แม้แต่นิ้วเท้าของนางยังงองุ้มเข้าหากันสุดท้ายก็ได้แต่กลืนคำพูดลงไป พลางยิ้มอย่าเก้อเขินแล้วเปลี่ยนเป็นขอโทษขอโพยแทน
เมื่อได้รับคำว่า"ไม่เป็นไร" จากเขาแล้ว สถานการณ์ก็กลายเป็นอย่างตอนนี้
อู๋ซิ่วไฉเดินไปด้านหลังโต๊ะบัญชีจดบันทึกทำบัญชีอย่างเงียบเชียบส่วนนางก็นั่งตรวจคนไข้ที่โต๊ะ
บังเอิญว่าตอนนี้ไม่มีคนไข้หมิงเป่าจูจึงปรับอารมณ์และตั้งสติใหม่ ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปพูดคุยอีกครั้ง
นางสูดหายใจเข้าออกลึกๆแล้วลุกขึ้นเดินไปทางโต๊ะบัญชี
ระยะทางจากโต๊ะตรวจไปถึงตรงนั้นแค่เพียงไม่กี่ก้าวแต่นางกลับเดินอย่างองอาจราวกับผู้กล้าตัดข้อมือ[2]
"มีอะไรหรือ"
อู๋ชางไห่เงยหน้ามองหมิงเป่าจูที่เดินเข้ามาใกล้แต่นางยังไม่ทันเอ่ยปาก เขาก็ตัดบทก่อนพร้อมกับก้มหน้าลงไปดังเดิม "รอสักครู่อีกสองรายการก็เสร็จแล้ว"
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลอ่อนโยนหมิงเป่าจูรู้สึกใจฝ่อลงไปอีกครั้ง
"ข้าจ้างท่านเป็นผู้ดูแลบัญชีดีหรือไม่"
การเอ่ยปากไล่คนทางอ้อมหรือพูดให้ชัดแจ้งกันไปเลยนางล้วนทำไม่ได้จริงๆ เขาทั้งขยันขันแข็ง ทำงานอย่างหนักช่วยนางมาหลายวันแล้วนางจะมีหน้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ใช่ว่านางไม่เคยคิดอยากจะจ้างเขามาทำบัญชีเพราะท้ายที่สุดแล้วความรู้ด้านบัญชีของนางก็มีเพียงผิวเผินจากที่หลี่ไหวฺอวี้สอนมาเท่านั้น
หากต้องคิดบัญชีตั้งแต่เจ็ดวันขึ้นไปหัวของนางก็คงมีแต่ความมึนงง ไม่ต้องพูดถึงบัญชีรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี
แต่ถ้าจะรับคนเพิ่มเข้ามาอีกนางก็แบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหวจริงๆ...
แต่เมื่อเห็นท่าทางของเขาแล้วนางก็ทนไม่ไหวจริงๆ
ครอบครัวเขายังมีหลี่ต้าเหนียงที่ต้องดูแลตั้งแต่นางออกมา คาดว่ากิจการเขียนจดหมายของเขาก็คงจะไม่ค่อยดีนัก
ช่างเถอะ ถึงอย่างไรตอนวันเปิดร้านทั้งสองคนก็มาช่วยนางอะไรที่สามารถช่วยได้ก็ช่วยๆ กันไป
หมิงเป่าจูคิดเช่นนี้แล้วถึงเอ่ยปากชักชวนเขา
แต่ใครจะรู้ อู๋ชางไห่ฟังแล้วกลับนิ่งไปมองหมิงเป่าจูอ้าปากค้าง เหมือนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยคำปฏิเสธ
"แม้ข้าอยากจะช่วยมากแต่ก็ทำไม่ได้"
อู๋ชางไห่เม้มปากสีหน้าแสดงความลำบากใจ
"หา? เพราะเหตุใดเล่า"
คำตอบที่เหนือความคาดหมายทำให้หมิงเป่าจูถึงกับตะลึงงัน นางไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้
"ข้าทำงานเป็นคนดูแลบัญชีของจวนสกุลชวีแล้วดังนั้นต้องขออภัยอย่างยิ่ง แต่เจ้าไม่ต้องกังวล! ข้าจะรีบมาช่วยหลังจากเลิกงานทุกวัน"
อู๋ชางไห่ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาแต่กลัวหมิงเป่าจูจะเสียใจ จึงรีบพูดเสริมอีกประโยค
อยู่มาวันหนึ่ง จู่ๆก็มีคนมาที่บ้าน บอกว่าฮูหยินใหญ่จวนสกุลชวีส่งพวกเขามารับตนเองและมารดาไปที่จวน
หลังจากนั้นเขาก็ได้เป็นคนดูแลบัญชีที่นั่น
ได้ยินบ่าวรับใช้ในจวนพูดกันว่าอาการป่วยของคุณชายใหญ่ดีวันดีคืน
ตอนนั้นเขาถึงได้เข้าใจว่าต้องเป็นหมิงเป่าจูที่เอ่ยถึงเขาและมารดาต่อหน้าฮูหยินใหญ่เป็นแน่พวกเขาจึงได้รับการดูแลและได้รับโอกาสดีๆ เช่นนี้
ผู้คนมากมายต่างก็ยื้อแย่งแข่งขันอยากจะเป็นคนดูแลบัญชีในจวนสกุลใหญ่
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ อาการป่วยของมารดาหายเป็นปลิดทิ้งแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับหญิงสาวตรงหน้า
แต่ฮูหยินใหญ่ดูแลเขาดียิ่งเขาก็ไม่อาจลืมบุญคุณ
ในเมื่อรับปากแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด เขาจึงได้แต่รีบสะสางงานที่จวนสกุลชวีให้เสร็จสิ้น แล้วจึงเร่งรุดมาช่วยงานที่หมิงเฉ่าถัง
"ไม่เป็นไรๆในเมื่อท่านมีที่ไปแล้ว ข้าก็ไม่ฝืนใจหรอก วิ่งไปวิ่งมาสองที่จะเหนื่อยเกินไป บัญชีที่ร้านข้าจัดการเองได้"
หมิงเป่าจูรู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้า
ที่แท้นางคิดไปเองทั้งนั้นว่าอู๋ชางไห่ยังคงยากจนข้นแค้นไม่มีจะกิน จึงมาช่วยคิดบัญชีที่ร้านหมิงเฉ่าถังทุกวันเพื่อหารายได้
เชิงอรรถ
[1] สุดท้ายกวางจะตายในมือผู้ใด(鹿死谁手) ใช้ในความหมายว่าสุดท้ายแล้วชัยชนะจะตกไปอยู่ในมือใครก็ยังไม่อาจรู้ได้ กวางมักถูกใช้ในการเปรียบเปรยกับอำนาจปกครองซึ่งยากจะรู้ได้ว่าจะตกไปอยู่ในมือของใคร ปัจจุบันใช้เปรียบเทียบกับการแข่งขันว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะ
[2] ผู้กล้าตัดข้อมือ(壮士断腕) ใช้เปรียบเปรยกับการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในเวลาคาบลูกคาบดอกเหมือนคนที่ถูกงูพิษกัดจึงตัดสินใจตัดข้อมือตนเองให้ขาดในฉับพลันเพื่อไม่ให้พิษแพร่กระจาย