“กงจู่จะเสด็จไปไหนพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงค่อนไปทางดุดังขึ้นทันทีที่เธอและชายอีกสองคนที่ตามมาเองเดินออกจากห้องว่าการได้ระยะหนึ่ง หลังจากที่มิสเฉินได้รวบรัดตัดตอนรวบอำนาจเข้ามาในพระหัตถ์ของหยางเยว่ซือกงจู่แล้ว เธอก็ทิ้งห้องว่าการไว้กับความวุ่นวายโดยไม่สนใจมันอีกต่อไป
เธอมีเื่อื่นต้องทำอีกมากเริ่มจากพยายามแกะตัวอักษรฮั่นโบราณ ศึกษาภูมิศาสตร์สถานที่ตั้งของต้าซี ไหนจะเื่ระบบการเมืองการปกครองภายในเดิม เื่ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น อีกทั้งระบบเศรษฐกิจความเป็อยู่ประชากร ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของต้าซี วัฒนธรรมพื้นฐานของยุค เื่พวกนี้แทบไม่มีในหัวของหยางเยว่ซือเลย พระองค์มีแต่เพลงพิณ ศิลปะการทอผ้า และบทสวดแผ่เมตตาแด่สรรพสัตว์ที่ไม่รู้ว่าพระองค์จะจำไปทำไม...
“เจียวเหม่ย เจียวอิงนำไปห้องอักษร” กงจู่รับสั่งกับนางกำนัลทั้งสองทันทีที่พ้นทางเชื่อมของห้องว่าการออกมาแล้ว
The only thing that you absolutely have to know is the location of the library. ; Albert Einstein
เท่าที่เธอรู้ต้าซีไม่ใช่ประเทศแน่ ๆ แต่ก็ไม่ใช่มณฑลไม่เชิงเป็รัฐแต่ก็ไม่ถึงตำบล เธอไม่รู้ว่าคนสมัยก่อนเขานับเขตที่ดินกันอย่างไรเสียด้วยสิ แล้วสิ่งที่เธอต้องรู้สิ่งแรก ๆ เลยก็คือต้าซีที่ว่ามันคือส่วนไหนของแผ่นดินใหญ่กันแน่ เพราะจากสภาพอากาศแล้วเธอไม่คิดว่าที่นี่เป็เกาะหรอก สิ่งแรกที่เธอ้าเลยก็คือแผนที่ต้าซี และเธอมั่นใจว่าห้องอักษรจะต้องมีมันแน่นอน ทุกอย่างที่เธอ้ารู้นั่นแหละ...
“กงจู่ทรงดำริสิ่งใดอยู่พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพซูที่เดินตามมาเอ่ยอีกครั้ง
เธอไม่รู้ความสัมพันธ์ของชายคนนี้กับแม่หยางเยว่ซือแน่ชัดนักหรอก ที่จริงก็เหมือนจะรู้แต่เธอเลือกจะมองข้ามมากกว่า ก็ในเมื่อเธอไม่ใช่หยางเยว่ซือเธอทำไมต้องแคร์เขาด้วยล่ะ สำหรับมิสเฉินแล้วมันไม่เกี่ยวเลยว่าเปลือกนอกจะเป็อย่างไร ไม่ว่าจะเป็กงจู่หรือยาจก หากว่ามีหน้าที่ต้องครองเมืองเธอก็จะครองเมือง มันก็ง่ายแค่นี้!
“ซูเจียงจวินไม่ใช่ว่าท่านควรไประงับเหตุในห้องว่าการหรือ” มิสเฉิน... อ่า… ไม่สิ หยางเยว่ซือกงจู่ตรัสโดยไม่แม้แต่หยุดฝีเท้า แถมพระองค์ยังส่งสายตาให้นางกำนัลทั้งสองเดินต่อไปอีกต่างหาก
“ระงับเหตุงั้นหรือ ทรงทราบอยู่แล้วว่าจะเกิดเื่แล้วทำไม...” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม
หากว่าเขาไม่เกรงใจตำแหน่งของพระองค์เขาคงจะจับพระองค์มาเขย่าแล้วถามให้รู้เื่ไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมทำกิริยาอย่างนี้ เื่ที่ลือเป็จริงมากน้อยเพียงใด เื่จริงเป็อย่างไร เด็กหญิงมองมาทางเขาสายตาของพระองค์ไร้แววยินดีหรือหนักใจ มันเป็เพียงสีหน้าที่นิ่งเฉยเท่านั้น
“ข้าไม่ได้โง่เง่าเพียงนั้นซูเจียงจวิน ข้าทำอะไรลงไปย่อมรู้ตัวดี” หยางเยว่ซือกงจู่ตรัสเสียงเรียบ ท่าทางไม่ยี่หระกับเื่ที่เกิดเลยสักนิด
“ท่านกลับไปทำหน้าที่ของท่านให้ดีเถอะ ท่านเองก็ด้วยท่านเถียนเจิ้งซื่อลี่ปู้ไม่ใช่ว่าท่านต้องไปหาพระสวามีให้ข้าหรือไร”
เด็กหญิงเอ่ยเลยไปถึงชายอีกคนที่เดินตามพระองค์ออกมา มิสเฉินผู้ไม่เคยจะสำนึกว่าตัวเองยังอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัยสิบสี่ที่สูงไม่เกินหน้าอกของข้าหลวงทั้งสองเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับตัวเองยังเป็ CEO ที่ M.J. Property อยู่เช่นเดิม เด็กหญิงที่แผ่รังสีของนางพญาออกมานั้นเริ่มสร้างระยะของตัวเองกับชายทั้งสองอย่างชัดเจน
ไม่ว่าหยางเยว่ซือกงจู่จะเคยมีปฏิกิริยาอย่างไรกับชายทั้งสองคนนี้ก็ตาม เื่นั้นมันจบไปั้แ่ตอนที่นางไม่เลือกกลับมาที่ร่างตัวเองแล้ว ตอนนี้ร่างนี้ถือเป็กรรมสิทธิ์ของเธออย่างเต็มรูปแบบั้แ่ิญญาหยางเยว่ซือมาบอกฝากฝังต้าซีไว้กับเธอ เพราะฉะนั้นหากเธอพอใจจะสร้างระยะห่างเพื่อให้ง่ายต่อการปกครองก็ย่อมเป็สิทธิ์ของเธอด้วย
“กงจู่จะขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ มันไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม” เถียนลี่ปู้ทุ่มเถียงขึ้นทันที
หยางเยว่ซือกงจู่ไม่แม้แต่หยุดฝีเท้าเพื่อฟังคำเถียงไร้สาระด้วยซ้ำ เธอเดินต่อไปราวกับไม่สนว่าใครจะตามมาหรือไม่ ในหัวของเธอกำลังวางแผนสิ่งที่ต้องทำถัดไปอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่นี่เธอไม่มีเลขาสารพัดประโยชน์อย่างคุณลิ่น เธอจำเป็ต้องจัดการทุกอย่างเองทั้งหมด แล้วเธอที่ยุ่งขนาดนั้นก็คงไม่มีเวลามาสนเื่หยุมหยิมอย่างเื่ ‘เหมาะสม ถูกต้อง ธรรมเนียม’ หรอก
“ท่านเป็คนบอกนิยามผู้ครองบัลลังก์กับข้าเองไม่ใช่หรือ” เด็กหญิงตอบอย่างไร้เยื่อใย
“นั่นมันก็...” เถียนเจิ้งซื่อถอนหายใจ “แต่กงจู่เป็สตรี”
เขาพูดราวกับว่าเธอไม่รู้อย่างนั้นแหละว่าเธอเป็สตรี ใครก็รู้ทั้งนั้นเห็นกันทั้งห้องว่าการ มองจากหุบเขาหลังวังลงมายังรู้เลยว่าเธอเป็สตรีไม่มีใครตาบอดเสียหน่อย ไม่รู้ว่าขุนนางฝ่ายซ้ายของเธอจะย้ำทำไมให้วุ่นวาย
“ในบัญญัติมีการระบุเพศผู้ขึ้นครองหรือไม่” มิสเฉินถามต่อทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
ในสมัยนี้คงไม่มีเื่อย่างเพศของผู้ครองบัลลังก์ระบุอยู่แล้วเพราะไม่มีสตรีในยุคนี้ที่จะกล้าแหกคอกขึ้นครองบัลลังก์อย่างไงล่ะ เพราะอย่างนั้นถึงไม่ได้ระบุไว้เพราะว่าคาดไม่ถึง เธอเล่นช่องว่างของกฎหมายเก่งพอ ๆ กับนักมวยแอบชกใต้เข็มขัดนั่นแหละ แล้วเธอก็ไม่สนด้วยว่าใครจะพอใจหรือไม่พอใจ คิดว่าธุรกิจของเธอเติบโตในเปอร์เซ็นต์สูงขนาดนั้นได้ เพราะเธอนั่งฟังทุกความเห็นหรือไร
“ไม่มี แต่...”
ขุนนางฝ่ายซ้ายเอ่ยขัดแต่ก็ทำได้เพียงหงุดหงิดใจเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าจะมีสตรีคิดเื่บ้า ๆ อย่างขึ้นครองบัลลังก์เองอยู่
“กงจู่เป็ทั้งสตรี อีกทั้งยังเด็กนัก” แม่ทัพซูช่วยเอ่ยขึ้นบ้าง
แม่ทัพคนเก่งคาดเอาเองว่ากงจู่อาจจะแค่คิดหัวดื้ออยากปกครองเพราะเห็นแก่เสด็จพ่อของตนเองโดยไม่รู้เบื้องลึกเื้ัก็ได้ แต่การปกครองอาณาจักรไม่ได้มีแค่อำนาจโดยชอบเท่านั้น เฉพาะเื่คดโกงแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายกันในฝ่ายปกครองก็มากอยู่แล้ว ไม่มีทางที่คนพวกนั้นจะฟังเด็กผู้หญิงอย่างพระองค์พูดแน่นอน แล้วเขาเองก็ไม่้าให้พระองค์ต้องเผชิญปัญหานั้นด้วย อย่างน้อยเขาที่ไม่สามารถปกป้ององค์หยางจิ่นเฉ่าได้ก็อยากจะปกป้องพระองค์ให้ได้
“ความเป็สตรีส่งผลเสียต่อการปกครองอย่างไรมิทราบ” เด็กหญิงเอ่ยถามขณะที่เลี้ยวที่หัวมุมหนึ่งตามนางกำนัลทั้งสองไป
“สตรีเป็ผู้มีหน้าที่หลังเรือน” แม่ทัพซูหลวนคุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจ
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงทำให้เด็กหญิงหัวอ่อนคนนั้นเปลี่ยนมาเป็คนดื้อไม่ฟังเหตุผลไม่รู้หน้าที่ของสตรีในวันนี้กันแน่ ดูเหมือนว่าการไปประจำชายแดนของเขามันน่าจะนานมากเสียจนเขาไม่รู้การเคลื่อนไหวภายในวังหลวงเลยสินะ แต่... จากสีหน้าของขุนนางฝ่ายซ้ายแล้วดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เขาคนเดียวที่ประหลาดใจ
“แล้วมีข้อไหนที่บอกว่าสตรีไม่สามารถปกครองได้หรือไม่” เด็กหญิงเอ่ยโดยไม่ได้สนใจนัก
“...” ข้าราชบริพารทั้งสองหันมองหน้ากันด้วยความหนักใจ
เขาทั้งคู่ต่างก็คาดไม่ถึงกับการปรากฏตัวของกงจู่ในห้องว่าการวันนี้ และยิ่งคาดไม่ได้เข้าไปใหญ่ว่าพระองค์จะขึ้นมาทวง บัลลังก์คืนอย่างนี้ ความคิดที่ว่าสตรีขึ้นครองบัลลังก์ไม่เคยมีมาก่อน ที่จริงแม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรกับการที่ต้าซีอยู่ในภาวะไร้ผู้ครองบัลลังก์ก็ตาม แต่การให้เด็กผู้หญิงขึ้นถือป้ายหยกนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่
เด็กหญิงร่างโปร่งเดินเข้าห้องทรงอักษรไปอย่างรวดเร็ว เธอแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่ใคร่จะสนทนาถกเถียงกับชายทั้งสองต่อ ไม่ว่าอย่างไรคำตอบเธอก็ไม่เปลี่ยนหรอก หยางเยว่ซือกงจู่สาวเท้าอย่างรวดเร็วจนไปหยุดที่แผนที่ต้าซีที่กำแพง
ในหัวของมิสเฉินผู้มีแผนที่จีนแผ่นดินใหญ่อยู่เป็ไฟล์ข้อมูลในสมองอย่างชัดเจนเริ่มเปรียบเทียบแผ่นดินต้าซีกับแผ่นดินปัจจุบันทันที ในสายตาของเธอเริ่มเห็นขอบเขตดินแดนอดีตและปัจจุบันเทียบกันทันที สภาพภูมิศาสตร์ในแต่ละดินแดนปรากฏชัดในหัวของเฉินมี่จวน
“ตรงนี้เหอหนานหรือซานซีนะ... เป็เขตเชื่อมหรือเปล่าถ้าอย่างนั้นตรงนี้น่าจะเป็ซันเซีย ส่วนเทือกเขานี้ก็พวกมองโกเลียสินะ...” เด็กหญิงพึมพำ
เธอแม่นแผนที่และภูมิศาสตร์มากกว่าใคร มันคือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนที่อยากประสบความสำเร็จด้านอสังหาริมทรัพย์ รู้จักพื้นที่ให้ดีมากพอแล้วหลังจากนั้นก็แค่ต้องรู้วิธีพัฒนาพื้นที่นั้นให้เจริญให้ได้มากที่สุด เมื่อมันเจริญถึงขีดสุดแล้วมันก็จะเพิ่มมูลค่าในตัวมันเอง แบบแผนการดำเนินธุรกิจของเธอเป็ไปอย่างเรียบง่ายในทางคำพูดแต่ไม่ได้ง่ายในทางการปฏิบัตินัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไร้ข้อผิดพลาด
“กงจู่ตรัสว่าอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ลี่ปู้หนุ่มมองกงจู่ของพวกเขาอย่างแปลกใจ ต่างกับแม่ทัพซูที่มองผู้ที่เขาเป็ห่วงด้วยสายตาสับสน เด็กหญิงหันมามองสองบุรุษที่ยังยืนอยู่ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่เลิกยุ่งกับเธอเสียทีนะ กับแค่การที่เธอมีมดลูกหรือมีหน้าอกมันไม่ทำให้การบริหารของเธอแย่ลงหรอก เพราะเธอยังมีสมองอย่างไรล่ะ
ไม่เหมือนกันพวกคนในห้องว่าการที่นั่งกอดธรรมเนียมกันไว้แน่นจนลืมหยิบสมองออกมาจากแขนเสื้อ ไม่รู้ป่านนี้คนในห้องว่าการที่ว่าชักดาบฟันกันด้วยความเห็นไม่ลงตัวแล้วหรือยัง แต่ก็คงไม่หรอกคนกล้าทำเื่อย่างนั้นไม่น่าจะมี
“พวกท่านไม่มีอะไรให้ไปทำหรือไร ไม่ใช่ว่าประชาชนต้าซีกำลังรอการช่วยเหลืออยู่หรือไร” กงจู่รับสั่งด้วยถ้อยคำที่จงใจยอกย้อนเถียนเจิ้งซื่อเต็มที่
ลี่ปู้ฝ่ายซ้ายมองเด็กหญิงที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะมีอำนาจ หรือความน่ากลัวอะไรแฝงอยู่ พระองค์เอ่ยออกมาด้วยสายตาไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใด ๆ แม้พระองค์จะดูไม่มีพิษมีภัยก็ตาม แต่เท่าที่ได้ปะทะคารมกับพระองค์ในห้องว่าการเมื่อครู่เขาได้เรียนรู้มาเล็กน้อยว่าเขาไม่ควรจะบุ่มบ่ามกับกงจู่ตัวแสบมากเกินไปเช่นกัน
“กงจู่ ต่อให้พระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ได้ คนที่ไม่ยอมรับก็ยังคงมีอยู่มาก” แม่ทัพซูเอ่ยเตือนกงจู่ของตนด้วยความห่วงใย
“...” มิสเฉินมองทั้งสองด้วยสายตาพิจารณาอีกครั้ง
“ทรงเลือกวิธีอื่นเถอะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นด้วยแน่นอน กับการที่จะมีราชวงศ์ต่อไป...” เถียนเจิ้งซื่อลี่ปู้ไม่ทันเอ่ยจบเด็กหญิงก็ยกมือขึ้นมาปรามไว้ก่อน
“ท่านไม่เห็นด้วย” เด็กหญิงเอ่ยหน้าตาเฉย “ไม่ต้องโกหกเพราะคำโกหกเพียงคำเดียวจะทำให้ทั้งประโยคของท่านสิ้นความหมายทันที”
มิสเฉินเอ่ยตามที่ตนคิดเธอไม่โง่ขนาดดูท่าทีของเถียนเจิ้งซื่อไม่ออก เขาไม่เห็นด้วยกับการมีราชวงศ์ต่อไม่อย่างนั้นเขาจะไม่เสนอการหาผู้แทนพระองค์แน่ แผนการของเขามันดูออกง่ายเสียจนน่าเสียดายปัญญาที่เขามี แต่ก็คงจะเป็เพราะเขาประมาทคิดว่าเธอเป็เพียงกงจู่เอาแต่ใจที่เข้าไปเล่นงิ้วในห้องว่าการเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเป็อรรถรสในการประชุมนั่นแหละถึงทำให้เขาก้าวพลาด
...ความประมาทย่อมนำมาซึ่งความตาย...
แต่ก็คงไม่ใช่แค่เถียนเจิ้งซื่อหรอก เธอเชื่อว่าหลายคนในห้องว่าการก็คงจะคิดเหมือนกันคิดว่าเธอคงจะสิ้นไร้ไม้ตอกแต่ก็ยังอยากมีตัวตนในฝ่ายปกครอง ไม่อยากตกเป็ฝ่ายในที่ต้องกลายเป็เบี้ยต่อรองในการเมืองจึง ‘เข้าไปแสดงตัวในฐานะกงจู่ที่พร้อมเป็หุ่นเชิด’ หากใครกล้าเข้ามาเป็พวกกับเธอก็เท่ากับได้บัลลังก์ เธอไม่อาจห้ามความคิดคนพวกนั้นได้แต่ก็ช่างเถอะเพราะเธอก็ไม่ได้สนความคิดคนพวกนั้นอยู่แล้ว
“กงจู่ทรงระวังวาจาด้วย” เถียนลี่ปู้เอ่ยเสียงเข้ม
ไม่ใช่ว่าสิ่งที่พระองค์พูดมานั้นไม่ถูก แต่เพราะว่ามันถูกเขาถึงต้องเตือนให้พระองค์ระวังวาจาตัวเองเอาไว้ก่อน ก่อนที่พระองค์จะสร้างปัญหาให้กับตัวพระองค์และเขาโดยไม่รู้ตัว แต่ว่าสายตาของเขาที่ส่งการข่มขู่ไปกลับไม่ทำให้พระองค์กลัวเลยแม้แต่น้อย กงจู่ตัวแสบเพียงเลิกพระขนงก่อนจะโยกพระเศียรเชิงไม่ใส่พระทัยนัก
จากท่าทีของคนในห้องว่าการที่มีต่อสองคนนี้แสดงออกได้ชัดว่าสองคนนี้เป็คนที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้คนเชื่อตามได้ ที่จริงหากเธอ้าทางลัดที่จะขึ้นบัลลังก์โดยชอบธรรมก็แค่ทำให้สองคนนี้เชื่อใจแล้วให้สองคนนี้เป็ฐานในการประกอบอำนาจของเธอก็เท่านั้น
แต่ก็เพราะองค์ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงคิดเช่นนี้กระมังถึงได้ถูกลอบสังหาร แน่นอนว่าแม้ว่าสองคนนี้จะกุมเสียงข้างมากและทำให้คนส่วนมากคล้อยตามได้ แต่ส่วนมากไม่ใช่ทั้งหมด
“ระวังวาจาท่านเองเถอะ สามศพที่พูดกันไม่ใช่ข่าวลือ” คำยืนยันจากเ้าตัวทำให้คนที่ตามมาทั้งสองคนเบิกตากว้าง
ทั้งซูหลวนคุนและเถียนเจิ้งซื่อไม่คิดมาก่อนว่าจะได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของสตรีที่ตัวเท่าลูกแมวยืนสองขาคนนี้ หากแต่สีหน้าที่พระองค์เอ่ยนั้นไม่มีแม้แต่แววล้อเล่นรวมถึงบรรยากาศเยือกเย็นที่พระองค์แผ่ออกมานั้นก็ถือเป็อีกเครื่องยืนยันหนึ่งที่ทำให้พวกเขาคิดตามได้ไม่ยาก
“กงจู่ หากไม่ได้ทรงลงมือก็ไม่จำเป็ที่จะต้องรับสมอ้าง” แม่ทัพซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่ต่างจากสีหน้าของเขาและเขาก็หมายความตามนั้นทุกคำเสียด้วย
“ข้าไม่เคยต้องสมอ้างผลงานใคร มีแต่คนอื่นคิดจะสมอ้างผลงานข้า” เด็กหญิงเอ่ยเรียบ ๆ สายตาของพระองค์เต็มไปด้วยความเ็าที่เชื่อได้ไม่ยากว่าพระองค์ทำจริง ๆ
“แค่ถ้วยยาข้าก็จัดการฏได้ ฏที่แม้แต่เสด็จพ่อหรือเสด็จพี่ไม่กล้าแม้แต่จะแตะ” เด็กหญิงเอ่ยตามภาพความทรงจำที่เหลืออยู่ในหัวของหยางเยว่ซือ
เสนาบดีเฉินชายชั่วที่คิดจะถวายต้าซีให้กับอาณาจักรใหญ่อย่างเฉียนฉิน ฏหลวงที่แสร้งสวมหน้ากากผู้มีปัญญาจากเมืองใหญ่หากแต่พร้อมขายแผ่นดินให้กับอำนาจใหญ่ตลอดเวลา แต่ที่ไม่มีใครกล้าจัดการก็เพราะกลัวต่อขั้วอำนาจที่ถือหางเขาอยู่ก็เท่านั้น กงจู่ตัวน้อยที่รู้เพียงว่าเสนาบดีชั่วคนนั้นคิดจะมอบพระองค์เป็เครื่องบรรณาการหลายต่อหลายครั้งความทรงจำจึงมีแค่ความกลัวเท่านั้น
แต่สำหรับมิสเฉินแล้วเพียงรู้เท่านั้นประสบการณ์เก่าก็ทำให้เธอประมวลผลได้ไม่ยาก เกมการเมืองการชิงพื้นที่มันก็มีแค่นี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรลูกไม้ตื้น ๆ ส่งคนมาแฝงตัวอ้างว่าช่วยเหลือแคว้นเขตแดน สุดท้ายก็รวบไปเป็อาณาจักรของตนเอง แต่มันไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปเพราะเสนาบดีคนนั้นก็ตายไปแล้วตายั้แ่ที่เธอฟื้นนี่แหละ...
...ก็คิดว่ายมทูตน่าจะอยากได้ิญญาสักตน เธอมันคนใจดีเลยแถมให้ไปอีกสอง...
“เท่านี้คงหมดข้อสงสัยแล้วสินะ” มิสเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับไม่ใช่เื่ใหญ่นัก ทั้งที่พระองค์เพิ่งจะสารภาพว่าพระองค์ฆ่าคนไป
“ทั้งสามมีตำแหน่งใหญ่ในต้าซีอีกทั้งเป็คนของเฉียนฉิน การสังหารพวกเขาย่อมเกิดปัญหาตามมา” แม่ทัพซูหลวนคุนเอ่ยเตือนทันที
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากสังหารเ้าพวกนั้นเสียหน่อยหากเขาจะทำก็ไม่ยากนัก แต่คนพวกนั้นเพราะเป็คนของเฉียนฉินแผ่นดินใหญ่ที่เป็มหาอำนาจกลางในตอนนี้ หากทำอะไรบุ่มบ่ามไปย่อมกระทบต่อส่วนรวมเป็อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็การปกครองหรืออาจจะเลวร้ายถึงขั้นเกิดา หากเป็เช่นนั้นแล้วแคว้นเล็ก ๆ อย่างต้าซีย่อมไม่อาจต้านกองทัพของเฉียนฉินได้แน่
“เผื่อว่าท่านแม่ทัพไม่ทันสังเกต เก็บพวกนั้นไว้ก็เกิดปัญหา” เด็กหญิงกลอกตา
“...”
เถียนเจิ้งซื่อมองหยางเยว่ซือกงจู่ด้วยสายตาพิจารณา กงจู่มีพระพักตร์สะสวยสมคำเล่าลือ หากแต่ในคำเล่าลือนั้นผิดไปมากทีเดียวทั้งเื่ที่บอกว่าพระองค์เป็เด็กใบ้และไม่มีปากเสียงใด ๆ กับใคร อีกทั้งยังร่างกายอ่อนแอ ทุกอย่างล้วนไม่ใช่สิ่งที่ว่ามาเลยสักนิด กงจู่หลังม่านลายเมฆไม่ใช่คนโง่และอ่อนแอเลยสักนิด
สังหารสามฏด้วยพระองค์เอง โดยที่ทั้งสามนั้นเป็ชายชาตรีที่แข็งแรงอีกทั้งยังเื่ขึ้นครองบัลลังก์ แม้ยากที่จะยอมรับแต่เมื่อครู่พระองค์เพิ่งจะใช้ประโยคของเขายอกย้อนเขาเพื่อสร้างสิทธิ์ให้ตัวเองขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างถูกต้องไป และยังไม่มีท่าทีจะโอนอ่อนตามคำโน้มน้าวเลยสักนิด น่ากลัวว่าการที่อยู่แต่หลังม่านนั้นพระองค์ไม่ใช่สตรีที่เอาแต่ปักผ้าเล่นพิณไปวัน ๆ ดังข่าวลือเสียแล้ว
“การสังหารด้วยความแค้นและความเห็นส่วนตัวจะทำให้ประชาชนไม่พอใจ”
เถียนเจิ้งซื่อเลือกเอ่ยคำแนะนำออกมาแทนที่จะเป็คำคัดค้าน เขาอยากรู้เหมือนกันว่าหากได้ยินเช่นนี้แล้วกงจู่จะว่าอย่างไรต่อ
“...” เด็กหญิงเลิกคิ้วขึ้น พระองค์มองพิจารณาขุนนางฝ่ายซ้ายอยู่ครู่ใหญ่
การที่เขาเปลี่ยนท่าทีจากการค้านหัวชนฝานั้นย่อมมีอะไรซ่อนอยู่แน่ เธอไม่เชื่อว่าคนอย่างเขาจะแค่ยอมรับ เขาอาจจะ้าคำยืนยันหรือไม่ก็อาจจะเตรียมแผนอะไรเอาไว้ เธอที่ต้องขึ้นครองบัลลังก์โดยไม่มีใครเป็ฐานเลยนั้นย่อมรู้ดีว่าเื่นี้ยาก และมันคงจะดีกว่าหากเธอยกสองคนนี้เป็ฐานอำนาจ... มิสเฉินชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ข้าสังหารไม่ใช่ด้วยเื่ส่วนตัว” เด็กหญิงเอ่ยก่อนจะทรุดตัวนั่งลงที่โต๊ะทรงอักษรด้วยทำใจแล้วว่าน่าจะต้องคุยกันอีกยาวเลยทีเดียวเชียว
“ข้าสังหารเพราะคนพวกนั้นเขาไร้ฝีมือ เพียงแค่งานง่าย ๆ อย่างสังหารเด็กผู้หญิงคนเดียวยังทำไม่สำเร็จ ข้าไม่รู้จะเก็บเอาไว้ให้เปลืองเบี้ยหวัดต้าซีไปทำไม”
คำกล่าวพร้อมกับสายตาเ็าของพระองค์นั้นสร้างความหนาวเย็นไปถึงกระดูกสันหลังให้กับทุกคนที่ได้ยินไม่เว้นแม้แต่ขุนนางที่อยู่ประจำห้องหนังสือ ทั้งท่าทีที่นิ่งเฉยอีกทั้งการรินน้ำชาที่ทำราวกับว่าเื่นั้นเป็เพียงเื่ปกติธรรมดาเหมือนเช่นฟ้าร้องฝนพรำนั้นยิ่งทวีความน่ากลัวเข้าไปใหญ่
“นั่งก่อนสิ ทั้งสองท่านคงมีเื่สงสัยอีกมากใช่หรือไม่” กงจู่ผู้ถือครองป้ายหยกผายมือก่อนจะพยักหน้าให้นางกำนัลทั้งสองเข้ามาวางน้ำชา
หนึ่งขุนนางหนึ่งแม่ทัพมองไปที่เด็กหญิงด้วยความสงสัยใคร่รู้ก่อนที่พระองค์จะถอนหายใจอีกครั้งด้วยความเหนื่อยหน่าย สายตาที่พระองค์มองเขาทั้งสองนั้นราวกับผู้ใหญ่กำลังมองผู้น้อยอย่างไรอย่างนั้นทั้งที่พระองค์เพิ่งจะสิบสี่ชันษา
“เร็วสิ โอกาสสุดท้ายที่ข้าจะฟังความเห็นท่านแล้วนะ... ข้าไม่ได้มีเวลาทั้งวันท่านก็รู้ดี”