แสงอาทิตย์ยามเช้าของทะเลทรายสาดทอผ่านผ้าม่านผ้าไหมสีครีมเข้ามาในห้องพักสุดหรูกลิ่นอายความร้อนจาง ๆ เริ่มไล่ความเย็นของเครื่องปรับอากาศออกไปทีละน้อย
มนัสวีขยับเปลือกตาขึ้นช้า ๆเธอยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงกว้างที่นุ่มนวลปานปุยเมฆเสียงลมภายนอกที่พัดหวีดหวิวครางเบา ๆ ฟังดูไม่ต่างจากเมื่อคืนนักทุกอย่างรอบกายยังคงเหมือนเดิม
เธอนอนมองเพดานสลักลายวิจิตรแต่ภาพที่ซ้อนทับขึ้นมากลับเป็ใบหน้าคมเข้มและดวงตาที่แฝงไปด้วยประกายไฟคู่นั้น
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เสียงกระซิบที่พร่ามัวแต่อัดแน่นไปด้วยอำนาจยังคงก้องอยู่ในหูชัดเจนจนเธอเผลอเอามือลูบริมฝีปากตัวเองเบา ๆ มนัสวีพลิกตัวแรง ๆอย่างหงุดหงิดพลางคว้าหมอนมาปิดหน้า
“บ้าเอ๊ย คิดอะไรอยู่เนี่ยมนัสวี!” เธอพึมพำด่าตัวเอง ทั้งที่สมองส่วนเหตุผลเตือนว่าเขาคือบุคคลอันตรายเป็ชีคผู้สูงศักดิ์ที่ดูมีเบื้องลึกเื้ัจนน่ากลัวแต่หัวใจเ้ากรรมกลับดูเหมือนจะไม่ยอมรับฟังคำสั่งนั้นเลย
หลังจากจัดการอาบน้ำแต่งตัวในชุดกางเกงลินินและเสื้อเชิ้ตเนื้อบางที่คล่องตัวมนัสวีหยิบแผนการเดินทางที่เธอร่างไว้ขึ้นมาดูอีกครั้งนิ้วเรียวไล่ไปตามเส้นทางในแผนที่
“ออกเดินทางพรุ่งนี้ เข้าสู่ใจกลางทะเลทรายซัคคารา”
เธอกัดริมฝีปากเล็กน้อยพลางนึกถึงคำเตือนของอัมรันที่ว่าทะเลทรายไม่ใช่ที่สำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวความกังวลเริ่มก่อตัวเป็ก้อนแข็งในอก แต่แล้วสัญชาตญาณนักเดินทางก็เอาชนะความกลัว
“ฉันไม่ได้ดั้นด้นมาถึงซีกโลกนี้เพื่อมาขังตัวเองอยู่ในโรงแรมเพราะคำขู่ของใครบางคนหรอกนะ”
เธอตัดสินใจกดโทรศัพท์คอนเฟิร์มทริปกับบริษัทรถเช่าและไกด์ท้องถิ่นอีกครั้งอย่างแน่วแน่โดยไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวของเธอนั้น ถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
*****************************************
“เธอยืนยันจะออกเดินทางตามกำหนดการเดิมครับท่าน”
ซาอีด นายทหารคนสนิทก้าวเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดภายในห้องโถงกว้างที่ประดับประดาด้วยหินอ่อนและทองคำชีคอัมรันยืนตระหง่านอยู่ริมหน้าต่างสูงที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองและทะเลทรายไกลสุดสายตา
ความเงียบปกคลุมห้องอยู่อึดใจใหญ่ก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง
“ทีมเงาเฝ้าติดตามอยู่ใช่ไหม?”
“ครับเธอยังไม่รู้ตัวว่ามีคนของเราคอยตามประกบในระยะห่าง”
อัมรันพยักหน้าเบา ๆ สายตาที่มองออกไปดูนิ่งลึกยากจะคาดเดา
“เพิ่มกำลังขึ้นอีกเท่าตัว” ซาอีดชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“ท่านจะให้ใช้กำลังคุ้มกันระดับสูงสุดกับนักท่องเที่ยวเพียงคนเดียวหรือครับ? นั่นเกือบจะเท่ากับระดับการอารักขาเชื้อพระวงศ์เลยนะครับท่าน”
อัมรันหันกลับมาสบตาคนสนิทั์ตาของเขามืดสนิทและดูจริงจังจนซาอีดต้องก้มหน้าลง
“เธอไม่ใช่นักท่องเที่ยวธรรมดาอีกต่อไปแล้วซาอีดทันทีที่พวกจาร์กัลเริ่มเคลื่อนไหว เธอก็คือเป้าหมายที่พวกมันมองอยู่และฉันเองก็ด้วย”
เขาเว้นวรรค น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเรียบแต่หนักแน่นดุจขุนเขา
“ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครแตะต้องเธอแม้แต่ปลายก้อย”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันซาอีดรับรู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงไทยคนนี้มีความสำคัญต่อชีคหนุ่มมากกว่าที่เขาเคยประเมินไว้
********************************************
มนัสวีเดินออกมาจากร้านขายเครื่องเทศและของที่ระลึกในย่านเมืองเก่าถุงกระดาษเล็ก ๆในมือบรรจุชาสมุนไพรและเครื่องประดับทำมือทว่าความรู้สึกแปลกประหลาดที่เธอเคยััเมื่อวานกลับพุ่งเข้าจู่โจมอีกครั้ง
เธอหยุดกะทันหันแสร้งทำเป็หยุดดูรูปภาพในตู้กระจกหน้าร้านแต่สายตากลับกวาดมองเงาสะท้อนรอบ ๆผู้คนในชุดพื้นเมืองยังคงเดินพลุกพล่านเสียงหัวเราะและเสียงต่อรองราคายังดังจอกแจกจอแจ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ
“คิดมากไปเองแน่ ๆ มนัสวี สติหน่อย” เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวเดินต่อ
แต่ทว่าในจังหวะที่เธอเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบที่เป็ทางลัดกลับสู่ถนนใหญ่เงาหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านกระจกหน้าร้านที่แตกร้าว เธอหันขวับกลับไปมองทันที
คราวนี้ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่มุมถนนไกลออกไปมีชายฉกรรจ์สองคนในชุดผ้าคลุมสีตุ่นพิงกำแพงอยู่สายตาของพวกมันจ้องตรงมาที่เธออย่างเปิดเผย ไม่มีการหลบสายตาไม่มีการปิดบังเจตนาคุกคาม
ความหนาววาบแล่นปราดขึ้นมาตามสันหลัง มนัสวีเริ่มก้าวเท้าให้เร็วขึ้น
หนึ่งก้าว... สองก้าว... เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังตามมาเื้ั
หัวใจของเธอเริ่มเต้นระรัวปานกลองเพล
“ไม่จริงน่า”
เธอตัดสินใจเลี้ยวเข้าซอยย่อยเพื่อหวังจะสลัดให้หลุดแต่ทว่าในวินาทีที่เธอคิดว่าพ้นแล้วมือหนาที่หยาบกร้านก็พุ่งเข้าคว้าข้อมือเธอไว้เต็มแรง!
“ว้าย!”
เธอสะบัดแขนสุดแรง แต่แรงบีบนั้นมหาศาลปานคีมเหล็กร่างบางถูกฉุดกระชากเข้าไปในมุมอับระหว่างกำแพงดินเก่า ๆ
“ปล่อยนะ! ช่วยด่ว—”
เสียงร้องของเธอถูกกลืนหายไปทันทีเมื่อมือหนาอีกข้างพุ่งมาปิดปากเธอไว้จนมิดกลิ่นเหงื่อคละคลุ้งกับเครื่องเทศโชยเข้าจมูกจนชวนคลื่นไส้
“เจอตัวแล้ว นกน้อย” เสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู
“เงียบ ๆ แล้วจะไม่เจ็บตัว เรามีที่ดี ๆ ให้เ้าไปอยู่”
มนัสวีดิ้นรนสุดชีวิต เธอทั้งเตะทั้งถีบแต่พวกมันมีกันสองคนและรูปร่างใหญ่โตกว่ามากความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจจนเธอรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย
แต่ทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะครอบงำ
“ปล่อยมือออกจากเธอซะ”
เสียงหนึ่งดังขึ้น มันนิ่ง เย็นเยียบและเต็มไปด้วยรังสีสังหารที่รุนแรงจนทุกอย่างรอบข้างดูเหมือนจะหยุดนิ่ง
ชายสองคนนั้นชะงักและหันไปมองต้นเสียงทันที
ชีคอัมรันยืนอยู่ที่ปากซอยแสงแดดที่สาดส่องจากเื้ัทำให้เห็นเพียงเงาทรงพลังของเขาดวงตาคมกริบของเขามืดสนิทจนน่าสยองขวัญ
“ถอยไป ถ้ายังอยากมีลมหายใจ” อัมรันพูดแค่นั้นแต่แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนถึงกับหน้าถอดสี
“อย่ายุ่งเื่ของพวกเราดีกว่าท่านยัยนี่เป็สินค้าข—!”
ยังไม่ทันที่มันจะพูดจบประโยคร่างของอัมรันก็พุ่งเข้าใส่ราวกับสายฟ้าแลบ!
ตุบ!
หมัดแรกกระแทกเข้าที่กรามของคนที่ปิดปากมนัสวีอย่างจังจนมันกระเด็นไปกระแทกกำแพงมนัสวีหลุดออกมาได้และล้มลงกับพื้น อีกคนพยายามจะชักมีดออกมาแต่ชีคอัมรันเร็วกว่า
เขาคว้าข้อมือมันไว้แล้วบิดจนเสียงกระดูกลั่นดัง
กร๊อบ! ก่อนจะสวนศอกเข้าที่ลิ้นปี่อย่างแม่นยำ
ทุกการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็ว รุนแรง และโเี้มันไม่ใช่การต่อสู้เพื่อป้องกันตัวทั่วไปมันคือการเคลื่อนไหวของคนที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนเป็ท่วงท่าของคนที่สามารถฆ่าได้จริงในพริบตา
ไม่ถึงหนึ่งนาที ชายทั้งสองคนก็นอนกองอยู่บนพื้นดินสลบไสลและาเ็สาหัส
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง มนัสวีนั่งพิงกำแพงตัวสั่นสะท้านและหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อม
อัมรันหันกลับมามองเธอสายตาที่เคยดุดันและกระหายเืเปลี่ยนเป็ความนิ่งเรียบในพริบตาเขาก้าวเข้ามาใกล้พลางก้มลงมอง
“าเ็ตรงไหนไหม?”
เสียงเขากลับมาทุ้มต่ำและราบเรียบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมนัสวีส่ายหน้าเบา ๆ เธอยังช็อกจนพูดไม่ออก
เขาย่อตัวลงตรงหน้า สายตาคมกริบสำรวจร่างกายเธออย่างละเอียดก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ข้อมือขาวนวลที่เริ่มมีรอยแดงเข้มจากการถูกบีบดวงตาของเขาเข้มขึ้นทันทีจนเกือบจะเป็สีดำ
“ผมเตือนคุณแล้ว” เสียงของเขานั้นต่ำลงและสั่นเล็กน้อยด้วยความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดไว้
มนัสวีเงยหน้าขึ้นมองเขาความกลัวในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็ความดื้อรั้นที่ตีตื้นขึ้นมา
“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงคะ? ให้ฉันขังตัวเองอยู่ในห้องเหมือนนักโทษเหรอ?ฉัน้าใช้ชีวิตของฉัน!”
เธอสวนกลับทั้งที่เสียงยังสั่นเครือ ชีคอัมรันนิ่งไปครู่ใหญ่เขามองผู้หญิงดื้อรั้นตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่อนแสงลงก่อนจะเอื้อมมือไปจับข้อมือที่มีรอยแดงของเธออย่างแ่เบา
คราวนี้ััของเขานุ่มนวลและถะนุถนอมแตกต่างจากความรุนแรงเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
“อย่างน้อย ก็อย่าอยู่ห่างจากสายตาของผม”
คำพูดนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนคำสั่งที่เผด็จการ แต่มันกลับฟังดูเหมือนคำขอร้อง มนัสวีนิ่งเงียบไป หัวใจที่เคยเต้นแรงเพราะความกลัวกลับมาเต้นแรงอีกครั้งเพราะััอุ่นจากมือใหญ่
เธอเงยหน้าขึ้นและพบว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้มากใกล้จนเธอััได้ถึงลมหายใจที่ยังหอบเบา ๆ จากการต่อสู้
“คุณนี่” เขาพึมพำเบา ๆสายตาจ้องอยู่ที่ริมฝีปากบางของเธอ
“ดื้อกว่าที่ผมคิดไว้มากนัก”
“ก็เหมือนคุณนั้นแหละ” มนัสวีตอบกลับด้วยเสียงที่เบาลง
“ดื้อชอบยุ่งเื่ของชาวบ้านเค้า”
มุมปากของอัมรันยกขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มจาง ๆ ที่หาดูได้ยากก่อนที่มือของเขาจะเลื่อนขึ้นมาแตะเส้นผมที่ปลิวมาปรกหน้าเธอออกอย่างแ่เบาัันั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวหยุดเต้นไปชั่ววินาที
ไม่มีคำพูดใด ๆ ต่อจากนั้น มีเพียงสายตาที่มองสบกันเนิ่นนานสายตาที่บอกเล่าความรู้สึกบางอย่างที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
“พรุ่งนี้” เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ผมจะไปกับคุณ”
มนัสวีชะงักกึก
“อะไรนะ?!”
“คุณอยากไปทะเลทรายซัคคาราใช่ไหม?” เขามองเธอด้วยสายตามั่นคง
“งั้นผมจะไปด้วย ในฐานะเพื่อนร่วมทาง”
“คุณบ้าไปแล้วเหรอคะท่านชีค!จะทิ้งงานทิ้งการไปเดินเตะฝุ่น ไม่ใช่เตะทรายกับฉันเนี่ยนะ?!” เธอร้องออกมาอย่างไม่เชื่อหู
“ใช่” เขาตอบสั้น ๆพลางยันตัวลุกขึ้นและฉุดแขนเธอให้ยืนขึ้นตาม
“ฉันไม่คิดจะปล่อยให้นกน้อยที่แสนดื้อรั้นไปถูกเสือคาบไปกินง่ายๆ หรอก”
คำพูดนั้นตรงไปตรงมาจนมนัสวีต้องเงียบไป เพราะลึก ๆในใจที่เคยอ้างว้างมาตลอดชีวิต เธอกลับรู้สึกว่านี่เป็ครั้งแรกที่มีใครบางคนพร้อมจะยืนหยัดและปกป้องเธออย่างแท้จริง
***********************************
ในเงามืดของอาคารหินเก่าชายผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก
“พลาดครับนาย ท่านชีคปรากฏตัวออกมาเองเลยพวกลูกน้องของเราถูกจัดการเรียบ”
เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอดังขึ้นจากชายผู้ที่อยู่บนเก้าอี้ ดวงตาของจาร์กัล เย็นเฉียบปานน้ำแข็งยามค่ำคืน
“ไม่เป็ไร ยิ่งยาก มันก็ยิ่งสนุก” เขาแสยะยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสั่น
“ไอ้อัมรันคงจะเริ่มชอบผู้หญิงคนนี้มากสินะถึงขนาดออกโรงเอง”
จาร์กัลรินเหล้าสีเข้มลงในแก้ว พลางจ้องมองเปลวไฟจากตะเกียง
“เตรียมคนให้พร้อมการเดินทางเข้าสู่ทะเลทรายพรุ่งนี้จะเป็จุดจบของความรักครั้งนี้”
“ครั้งหน้า ข้าจะเอาตัวเธอมาอยู่บนเตียงข้าให้ได้ไม่ว่าจะต้องฆ่าทุกคนที่ขวางทางก็ตาม!”