สายน้ำเย็นเยียบดุจน้ำแข็งไหลผ่านร่างของหญิงสาวที่ลอยคอตามกระแสน้ำมาอย่างไร้จุดหมาย ความหนาวเหน็บกัดกินเข้าไปถึงกระดูกราวกับจะเตือนให้นางรู้ว่าตนได้หลุดพ้นจากสถานที่หนึ่งมาสู่อีกสถานที่หนึ่งแล้ว เปลือกตาที่ปิดสนิทมาเนิ่นนานค่อย ๆ กระตุกไหว ก่อนจะลืมขึ้นอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความมืดมิด
แสงจันทร์สีเงินสาดสะท้อนผิวน้ำเป็ประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดปลา ลู่เอินสำลักน้ำออกมาหลายครั้งพร้อมกับไอจนตัวโยน หญิงสาวรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายตะเกียกตะกายขึ้นสู่ฝั่งที่เต็มไปด้วยโคลนตม
"...แค่ก... แค่ก..."
ร่างเล็กนั่งหอบหายใจอยู่ริมตลิ่ง ความเย็นจากลมราตรีทำให้ิัของนางซีดเผือด เส้นผมสีดำเปียกชื้นแนบติดแก้ม ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง... ป่ากว้างที่เงียบสงัดจนน่ากลัว ไม่มีเสียงม้าศึก ไม่มีเสียงโห่ร้องของกองทัพ หรือกลิ่นคาวเืจากสมรภูมิที่นางเพิ่งจากมา มีเพียงเสียงน้ำไหลกระทบหินและเสียงแมลงยามค่ำคืนที่ขับขานราวกับจะต้อนรับการกลับมาของนาง
ลู่เอินยกมือขึ้นกุมศีรษะที่หนักอึ้ง ความทรงจำสุดท้ายยังคงแจ่มชัดดั่งภาพหลอน... เสียงของระบบ ภารกิจสุดท้ายที่เดิมพันด้วยทุกอย่าง และแสงสีขาวเจิดจ้าที่กลืนกินร่างของนาง
หัวใจของนางกระตุกวูบ หญิงสาวรีบหลับตาลง สูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งที่นางทำมาตลอดชีวิต
"ระบบ"
...เงียบงัน
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไร้ซึ่งความอบอุ่นที่เคยมีอยู่ในจิตสำนึก
"...ระบบ?" นางย้ำอีกครั้ง คราวนี้เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"เปิดหน้าต่างสถานะ" ลู่เอินสั่งการด้วยเสียงที่พยายามรักษาความมั่นคงเอาไว้
ความเงียบยังคงปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ไร้หน้าต่างสีฟ้าที่คุ้นเคย ไร้กราฟพลัง ไร้แจ้งเตือนภารกิจ ทุกอย่างว่างเปล่าดั่งความมืดรอบตัว
"คลังเก็บของ"
"..."
"ระบบตอบข้าสิ!"
ความเงียบนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าภารกิจใด ๆ ที่เคยได้รับ ลู่เอินค่อย ๆ ลดมือลงช้า ๆ หัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาเริ่มเต้นผิดจังหวะ ตลอดห้าปีที่นางอยู่บนโลกนี้ ระบบไม่เคยเงียบหายไปแบบนี้มาก่อน อย่างน้อยที่สุด... แม้ในยามที่ระบบไม่ยอมตอบคำถาม นางก็ยังต้องเห็นหน้าต่างสถานะที่บอกเล่าความเป็ไปได้ แต่นี่... ราวกับตัวตนของมันได้สูญสลายไปจากโลกนี้พร้อมกับการเดินทางของนาง
"...หายไปจริง ๆ สินะ" เสียงพึมพำของนางแ่เบาราวกับจะสลายไปกับสายลม
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน... แล้วร่างทั้งร่างก็แข็งทื่อราวกับถูกสาป
เหนือท้องฟ้ายามราตรีที่กว้างใหญ่ ดวงจันทร์สีเงินสองดวงลอยเด่นเคียงข้างกันอย่างสง่างาม ทางช้างเผือกทอดยาวเต็มผืนฟ้าจนดูคล้ายกับสายธารแห่งดวงดาวที่ไม่มีวันสิ้นสุด งดงาม... สวยงามเสียจนโลกปัจจุบันที่นางจากมาไม่อาจเทียบเคียงได้แม้เพียงเสี้ยว
ลู่เอินแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ท่ามกลางความโดดเดี่ยว
"...กลับมาแล้วจริง ๆ สินะ"
คำพูดนั้นไม่ได้เจือไปด้วยความยินดีที่ได้กลับบ้าน แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยความคิดถึงที่กัดกินหัวใจ นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น ปัดเศษดินและโคลนออกจากชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ—ชุดเดิมที่นางเคยสวมใส่เมื่อสิบปีก่อน ไม่มีอาวุธคู่ใจ ไม่มีสัมภาระที่จำเป็ ไม่มีเงินสักแดงเดียวติดตัว
หญิงสาวลองหมุนข้อมือเบา ๆ ััถึงพลังปราณที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร แม้วิชายุทธ์จะยังอยู่ แต่ร่างกายนี้กลับอ่อนแรงและเปราะบางกว่าที่นางจดจำได้
"ดีที่ยังไม่ลืมวิชา" ลู่เอินยิ้มบาง ๆ กับตัวเอง อย่างน้อยสิ่งที่นางเพียรพยายามฝึกฝนมานับสิบปีก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับระบบที่หายสาบสูญไป
นางเริ่มก้าวเดินขึ้นจากริมแม่น้ำอย่างช้า ๆ รอยเท้าเล็ก ๆ ปรากฏเป็ทางยาวบนพื้นดินที่ยังเปียกชื้นจากฝนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ระหว่างทาง นางพบต้นไม้ใหญ่ที่คุ้นตา ก้อนหินรูปร่างแปลกตาที่นางเคยนั่งพัก และลำธารสายเดิมที่ยังคงไหลเอื่อยไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ทว่าธรรมชาติกลับดูเหมือนจะโอบกอดนางไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่น้อยกว่ามนุษย์เสียจริง
เดินอยู่พักใหญ่ แสงไฟริบหรี่จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทาง ลู่เอินหยุดฝีเท้าลง นางไม่ได้รีบร้อนเข้าไป แต่นางเลือกที่จะยืนมองจากระยะไกลด้วยแววตาที่วิเคราะห์
"...เริ่มจากที่นี่ก็แล้วกัน"
หากนาง้ารู้ว่าโลกใบนี้เปลี่ยนไปแค่ไหน หมู่บ้านธรรมดาแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพราะผู้คนในร้านน้ำชาและตลาดคือผู้เก็บข่าวสารที่ดีที่สุดในแผ่นดิน
ลู่เอินดึงชายเสื้อที่เปียกชื้นให้เข้าที่ พยายามจัดท่าทางให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุดก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังหมู่บ้านอย่างเงียบงัน... โดยหารู้ไม่ว่า การก้าวเท้าเข้าสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ในค่ำคืนที่จันทร์สองดวงส่องแสง จะเป็จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของชีวิตใครหลายคนอีกครั้ง