“ใครน่ะ?”
ทุกคนสะดุ้งโหยงด้วยความใพยายามเพ่งสายตามองไปในทันที
และในตอนนั้นเองเงาร่างอันสูงโปร่งร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏสู่สายตาของทุกคนจะเป็ใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ลู่เซิ่ง
“ลู่... ลู่เซิ่ง?”
เมื่อเห็นว่าเป็ลู่เซิ่งน้องใหม่ใสซื่อทั้งสี่คนก็พากันยืนอึ้ง
“เอ๊ะ? พวกนายมาทำอะไรที่นี่น่ะ?”
ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งก็สังเกตเห็นคนทั้งสี่ เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเพราะเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คาดคิดว่าในส่วนลึกของบึงทมิฬแห่งนี้จะยังมีคนอื่นอยู่อีก
“พวก... พวกเรา...”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของลู่เซิ่งน้องใหม่ทั้งสี่ก็ได้แต่หันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาล้วนเป็พวกลูกสมุนที่พร้อมถวายชีวิตให้หลี่เทียนหัว
อีกทั้งตอนที่ลู่เซิ่งกับหลี่เทียนหัววางเดิมพันกันพวกเขายังรู้สึกสมน้ำหน้า และปักใจเชื่อไปแล้วว่าครั้งนี้ลู่เซิ่งย่อยยับแน่
ทว่าพวกเขากลับคาดไม่ถึงเลยว่าใน่นาทีวิกฤตชี้เป็ชี้ตายขนาดนี้ หลี่เทียนหัวจะทอดทิ้งพวกเขาแล้วหนีไปคนเดียว
และคนที่มาช่วยพวกเขาไว้กลับกลายเป็ลู่เซิ่ง...เด็กเรียนห่วยที่พวกเขาเคยมองข้ามและดูถูกเหยียดหยามมาตลอด
“ลู่... ลู่เซิ่ง ขอบคุณนะที่ช่วยพวกเราไว้!”
ในตอนนั้นเองน้องใหม่สาวสายนักบวชเป็คนแรกที่ได้สติคืนมาเธอเอ่ยขอบคุณลู่เซิ่งด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน
“ใช่ๆ ครั้งนี้ถ้าไม่ได้นาย พวกเราคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แล้ว”
อีกสามคนที่เหลือก็รีบกล่าวขอบคุณตามกันมาในใจต่างรู้สึกโชคดีอย่างที่สุดที่รอดตายมาได้
“ไม่เป็ไรหรอก ทุกคนเป็เพื่อนที่เรียนมาด้วยกันก็ควรช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”
ลู่เซิ่งฉีกยิ้มกว้างเมื่อได้ยินแบบนั้นและไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงว่าทำไมทั้งสี่คนถึงตกอยู่ในสภาพนี้
แต่รอยยิ้มอันสดใสบนใบหน้าของเขานั้นกลับทำให้ทั้งสี่คนรู้สึกละอายใจจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“จริงด้วย พวกนายน่ะออกไปเก็บเลเวลด้านนอกเถอะมอนสเตอร์แถวนี้เลเวลค่อนข้างสูง พวกนายยังสู้ไม่ไหวหรอก” ลู่เซิ่งกล่าวเสริมขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อพูดจบเขาก็ดูเหมือนจะยังกังวลว่ามันจะไม่ปลอดภัยพอ จึงโบกมือแล้วพูดว่า“ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งพวกนายออกไปข้างนอกดีกว่าจะได้มั่นใจว่าระหว่างทางจะไม่ไปเจอมอนสเตอร์เลเวลสูงๆ เข้าอีก”
“ลู่เซิ่ง!!!”
คำพูดนี้ทำเอาพวกน้องใหม่ทั้งสี่คนกลั้นความซาบซึ้งใจไว้ไม่อยู่จนแทบจะร้องไห้ออกมาตรงนั้น
คำว่าใจคอกว้างขวางมันเป็ยังไง?
คำว่าความเป็ธรรมหน้าตาเป็ยังไง?
มันต้องแบบนี้สิ
เมื่อเทียบกับลู่เซิ่งแล้วไอ้หลี่เทียนหัวมันก็แค่แมลงสาบในส้วมชัดๆ น่ารังเกียจเป็บ้า
......
ในขณะเดียวกันณ ภายนอกบึงทมิฬ
ในขณะที่สวี่ว่านเฉิงกำลังรอคอยการกลับมาอย่างผู้ชนะของพวกนักเรียนด้วยความกระสับกระส่ายอยู่ตรงทางเข้าบึง
“เหล่าสวี่!”
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก
สวี่ว่านเฉิงหันไปมองตามเสียงโดยสัญชาตญาณ
เขาก็พบกับชายวัยกลางคนร่างกำยำท่าทางไม่ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่รู้ว่ามาถึงด้านหลังของเขาั้แ่เมื่อไหร่ชายคนนั้นกำลังมองเขาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเซี่ยมู่เซินนายกเทศมนตรีของเมืองตงหลินนั่นเอง
“เอ๊ะ? ท่านนายกเทศมนตรี ท่านมาที่นี่ได้ยังไงครับ?”
เมื่อเห็นว่าใครมาสวี่ว่านเฉิงก็ใรีบก้าวเข้าไปทักทายทันที
“หึๆ พอดีฉันว่างๆ เลยแวะมาดูหน่อยน่ะ”
เซี่ยมู่เซินโบกมือปัดก่อนจะถามต่อว่า “เป็ยังไงบ้างหลี่เทียนหัวเริ่มเก็บเลเวลแล้วใช่ไหม?”
“ครับ เข้าไปในบึงทมิฬแล้วครับ”
สวี่ว่านเฉิงพยักหน้ารับเขาเดาจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ของเซี่ยมู่เซินออกได้ทันทีว่าต้องมาเพราะหลี่เทียนหัวแน่นอน
เพราะหลี่เทียนหัวคือผู้อาชีพลับที่หาได้ยากยิ่งหากสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างราบรื่นย่อมถือเป็ผลงานประเมินที่ยอดเยี่ยมสำหรับเซี่ยมู่เซินอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อคิดได้ดังนั้นสวี่ว่านเฉิงจึงเสริมต่อว่า “ท่านนายกเทศมนตรีไม่ต้องกังวลครับด้วยความแข็งแกร่งของอาชีพหลี่เทียนหัว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก่อนเย็นวันนี้เขาน่าจะเก็บเลเวลถึงเลเวล 10 ได้ไม่มีปัญหาครับ”
“โอ้ งั้นก็ดี งั้นก็ดี”
เมื่อเซี่ยมู่เซินได้ยินดังนั้นเขาก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื้นตันว่า “ไม่นึกเลยว่าเมืองตงหลินเล็กๆของเรา จะมีผู้อาชีพลับที่หายากถือกำเนิดขึ้นมาได้”
พูดจบเขาก็ตบไหล่สวี่ว่านเฉิงและเอ่ยชมอย่างไม่ขาดปากว่า “เหล่าสวี่ครั้งนี้คุณทำได้ดีมาก รอให้เทียนหัวประสบความสำเร็จในอนาคตเมื่อไหร่ผมจะรายงานผลงานของคุณให้ทางส่วนกลางรับทราบอย่างแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณท่านนายกเทศมนตรีมากครับ” สวี่ว่านเฉิงประสานมือขอบคุณตามมารยาทอีกครั้ง
“อ้อ จริงด้วย!”
ในตอนนั้นเองเซี่ยมู่เซินก็หยิบบัตรสีทองใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสารที่พกติดตัวมาแล้วส่งให้สวี่ว่านเฉิงพลางอธิบายว่า “ในบัตรใบนี้มีเงินอยู่1 ล้าน นี่คือทุนการศึกษาที่ทางรัฐบาลมอบให้หลี่เทียนหัวคุณถือเอาไว้ก่อน เดี๋ยวพอเขาออกมา รบกวนคุณช่วยส่งต่อให้เขาแทนผมด้วยนะ”
“อะไรนะ? ทุนการศึกษาจากรัฐบาลส่งมาเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
สวี่ว่านเฉิงรับบัตรมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว!” เซี่ยมู่เซินพยักหน้ายิ้มๆ
“ดูเหมือนว่าทางประเทศจะให้ความสำคัญกับหลี่เทียนหัวมากจริงๆ นะครับ”สวี่ว่านเฉิงกล่าวออกมาจากใจจริง
“มันก็แน่อยู่แล้ว”
เซี่ยมู่เซินยิ้มอย่างภาคภูมิใจก่อนจะกล่าวต่อว่า “ประเทศเสินเซี่ยของเราในตอนนี้กำลังอยู่ใน่ที่้าบุคลากรและคนที่มีอาชีพลับที่หาได้ยากแบบหลี่เทียนหัวเนี่ยถือเป็ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศเลยก็ว่าได้ ทางรัฐบาลไม่มีทางละเลยแน่นอน”
“หึๆ นั่นก็จริงครับ...”
สวี่ว่านเฉิงพยักหน้าเห็นด้วยและกำลังจะอ้าปากพูดต่อ
แต่ในจังหวะนั้นเอง
“ผู้อำนวยการครับ!!!!”
ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังลั่นมาแต่ไกล
เห็นเพียงหลี่เทียนหัวที่กึ่งวิ่งกึ่งคลานโซซัดโซเซออกมาจากบึงทมิฬ พลางะโขอความช่วยเหลือไปด้วย
“เอ๊ะ? เทียนหัว ทำไมเธอถึงออกมาแล้วล่ะ?”
เมื่อเห็นหลี่เทียนหัวทั้งสวี่ว่านเฉิงและเซี่ยมู่เซินต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน
“ผู้อำนวยการครับ! ผม... ผมขอร้องเรียนครับ!!!”
หลี่เทียนหัวไม่เสียเวลาอธิบายเขาพุ่งพรวดเข้าไปหาผู้อำนวยการสวี่ พลางกระชากแขนเสื้อะโสุดเสียง
“ร้องเรียน?”
สวี่ว่านเฉิงฟังแล้วก็งงเป็ไก่ตาแตกถามออกไปโดยสัญชาตญาณว่า “ร้องเรียนเื่อะไร?”
“ไอ้ลู่เซิ่งนั่น... มัน... มันโกงครับ!!!”
หลี่เทียนหัวแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
เพราะในเวลานี้มอนสเตอร์บริเวณรอบนอกของบึงทมิฬถูกลู่เซิ่งกวาดล้างไปจนเกลี้ยงและคงไม่เกิดใหม่ในเร็วๆ นี้แน่นอน
ส่วนมอนสเตอร์ที่อยู่ในส่วนลึกของบึงเขาก็สู้ไม่ไหว
เมื่อเห็นว่าทุนการศึกษามูลค่าสูงถึงหนึ่งล้านเหรียญักำลังจะหลุดลอยไปอยู่ในกระเป๋าของลู่เซิ่ง
ด้วยความร้อนรนหลี่เทียนหัวก็ไม่สนเื่หน้าตาอีกต่อไปเขาจึงรีบวิ่งออกมาเพื่อขอให้สวี่ว่านเฉิงทวงความยุติธรรมให้
“โกงงั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เทียนหัวสวี่ว่านเฉิงก็ถึงกับอึ้งไป
“เทียนหัว เธอใจเย็นก่อน มีอะไรค่อยๆ พูด” เซี่ยมู่เซินที่อยู่ข้างๆก็เอ่ยปลอบขึ้นมาด้วยเช่นกัน
“ท่านนายกเทศมนตรี ท่านก็มาด้วยเหรอครับ?”
และในตอนนี้เองหลี่เทียนหัวถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเซี่ยมู่เซินก็อยู่ในที่แห่งนี้ด้วยเขาจึงรีบทักทายทันที
“หึๆ ฉันตั้งใจเอาทุนการศึกษามามอบให้เธอน่ะสิ” เซี่ยมู่เซินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ทุนการศึกษา?”
เมื่อหลี่เทียนหัวได้ยินตาเขาก็เป็ประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันทีเขาปล่อยมือจากสวี่ว่านเฉิง แล้วหันไปคว้าแขนของเซี่ยมู่เซินแทนพลางวิงวอนเสียงดังว่า “ท่านนายกเทศมนตรีท่านต้องให้ความเป็ธรรมกับผมนะครับ!”
พูดมาถึงตรงนี้เขาก็เล่าเื่การวางเดิมพันหนึ่งล้านเหรียญักับลู่เซิ่งรวมถึงเื่ที่ลู่เซิ่งฆ่ามอนสเตอร์ในบึงทมิฬแบบนัดเดียวจอดโดยใส่สีตีไข่เล่าให้เซี่ยมู่เซินฟังจนดูเกินจริงไปมาก
แน่นอนว่าเื่ที่เขาทอดทิ้งเพื่อนร่วมทีมทั้งสี่คนเพื่อหนีเอาตัวรอดนั้นเขาได้ข้ามมันไปโดยอัตโนมัติ...