เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 144 พี่พานซานคือคนมือเปื้อนเลือด

            ใกล้ถึงเวลาที่จะลงรถแล้ว คังเหว่ยบอกว่าควรมีคนมารับที่สถานีด้วย

            เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นไป๋เจินจูผู้ผิวดำคล้ำรออยู่บนชานชาลา เธอตัดผมจนสั้นกุดสวมชุดออกกำลังกาย ถ้าไม่รู้จักกันคงนึกว่าเธอเป็นผู้ชาย

            ทำไมหญิงสาววัยรุ่นถึงใช้ชีวิตของตนเองตามบุญตามกรรมถึงขนาดนี้?

            คังเหว่ยดูไม่ออกว่าชายชาตรีคนนี้คือ ‘พี่ไป๋’ ที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดถึง ยังคงชะเง้อหาอยู่ที่เดิม

            “พี่สะใภ้ คนคนนั้นที่พี่บอกเล่า?”

            ไป๋เจินจูฉีกยิ้มให้เขา “เสี่ยวหลานนี่น้องชายเธอหรือ?”

            น้องชายอะไรกัน คังเหว่ยแก่กว่าเซี่ยเสี่ยวหลานถึงสองปีด้วยซ้ำเซี่ยเสี่ยวหลานแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน “คังเหว่ยนี่ก็คือพี่ไป๋ที่ฉันพูดถึง”

            ขออภัยที่คังเหว่ยสายตาไม่ดี แต่เขาดูไม่ออกว่าพี่ไป๋นั้นขาวตรงไหน อีกทั้งที่หยางเฉิงแสงแดดช่างร้อนแรงเหลือเกินโดยทั่วไปแล้วเหล่าสตรีของหยางเฉิงจึงไม่ขาวผ่องเท่าสาวทางเหนือ ยิ่งไป๋เจินจูยืนอยู่ข้างเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งตัดกันเหมือนถ่านก้อนหนึ่ง

            ทว่าก้อนถ่านเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก หลังรู้ว่าสามารถพูดจาตามสบายกับคังเหว่ยได้ไป๋เจินจูจึงคลายความประหม่าลงทันที

            เมื่อก่อนเธอช่างโง่งมเสียจริง ขายผลไม้อะไรกันไม่ระวังกระแทกทีชนทีก็เสียหายไปหมด ทั้งยังต้องกังวลว่าหากขายไม่ออกแล้วจะเน่าเสียสู้ขายเสื้อผ้าได้ที่ไหนกัน? กางเกงแต่ละโหลบรรจุในถุงกระสอบไป๋เจินจูหิ้วไปโยนไว้ตรงไหนก็ย่อมได้!

            เธอเองก็ไม่ได้ไร้เรี่ยวแรง รวมทั้งไม่มองว่าตนเองคือผู้หญิงด้วย เธอมีพละกำลังเหนือกว่าคนทั่วไปเหมาะสมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษเผิงเฉิงยิ่งนัก

            “คนซื้อเยอะเหลือเกิน ฉันยุ่งกับการรับเงินทุกวัน!”

            ไม่ใช่แค่วุ่นอยู่กับการรับเงิน แม้แต่เรื่องกินนอนเธอยังต้องแข่งกับเวลาอีกด้วยเดินทางไปมาระหว่างในและนอกหยางเฉิง เธอเกรงว่าการสระผมยาวจะทำให้เสียเวลาจึงตัดสั้นเป็นทรงบุรุษเสียเลย การแต่งกายก็ค่อนข้างเหมือนผู้ชายเช่นกันนี่มันช่วยไม่ได้ วัฒนธรรมของทางเผิงเฉิงคือเมื่อพบหน้าทำธุระจะยื่นบุหรี่ก่อนเป็นอันดับแรกคนอื่นเห็นผู้หญิงอย่างไป๋เจินจูทำแบบนี้ย่อมคิดว่าแปลกประหลาดเสียจริง ทว่าหลังจากตัดผมและเปลี่ยนการแต่งกายก็ไม่มีใครใช้สายตาพิลึกพิลั่นมองเธออีก

            คังเหว่ยมองเธอซ้ำไปซ้ำมา ไป๋เจินจูผู้นี้สุดยอดทีเดียว ผู้หญิงกล้าสู้กล้าเสี่ยงเช่นเธอนี้มีไม่มากจริงๆ

            กล้าหาญยิ่งนักที่สามารถเดินทางไปเขตเศรษฐกิจพิเศษเผิงเฉิงคนเดียว!

            เซี่ยเสี่ยวหลานฟังไป๋เจินจูบอกเล่าอย่างตื่นเต้นตลอดทาง เธอเองก็รู้สึกยินดีเหมือนกัน

            ก็เธอร่วมหุ้นลงในธุรกิจของไป๋เจินจูด้วยนี่นา

            แม้ไม่อาศัยขายกางเกงตะวันตกที่หยางเฉิงหาเงินแต่ถ้าไป๋เจินจูตั้งหลักปักฐานที่นั่นได้เร็วเท่าไรความตั้งใจขั้นต่อไปของเซี่ยเสี่ยวหลานก็ยิ่งดำเนินการได้เร็วยิ่งขึ้น

            พอไป๋เจินจูปรากฏตัวที่สถานีรถไฟ พวกเฉาลิ่วจื่อจึงคาดเดาว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาหากจับจ้องไป๋เจินจูไว้ก็จะได้พบเซี่ยเสี่ยวหลาน และก็เป็นเช่นนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานมาจริงๆทว่าข้างกายกลับพาไอ้หนุ่มหน้าขาวมาด้วย!

            “ไม่เหมือนกับคนครั้งก่อนเท่าไร?”

            “จริงด้วยสิ...”

            อยู่ดีๆเฉาลิ่วจื่อก็รู้สึกว่าพี่ใหญ่ต้องยอมรับในความทรงเสน่ห์ของเซี่ยเสี่ยวหลานเสียแล้ว

            เมื่อคนของพวกเขาติดตามไป ก็พบว่าพวกเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งสามคนได้ออกจากสถานีก้าวขึ้นรถยนต์คันหนึ่ง รถนั่นเหยียบคันเร่งขับออกไปทันที

            เมื่อรายงานให้เคออีสฺยงรับรู้ ทว่าเคออีสฺยงก็ไม่ได้แยแสอะไร

            “เฝ้าดูตลาดเสื้อผ้าก็พอแล้ว ฉันว่าเธอไม่ละทิ้งธุรกิจนี้ง่ายๆ หรอก”

            เคออีสฺยงยิ้มแย้มด้วยดวงตาโค้ง เขาแค่อยากผูกมิตรเท่านั้นไม่ใช่ความต้องการที่มากเกินไปสินะ?

            คังเหว่ยบอกว่าคนที่มารับชื่อพี่พานซานเซี่ยเสี่ยวหลานจึงเรียกตามโดยไม่ถามให้มากความ ทว่าพอไป๋เจินจูขึ้นรถก็กระวนกระวายขึ้นมาทันทีเธอรู้สึกว่าพานซานอันตรายยิ่งนัก นี่คงเป็นการหยั่งรู้ของผู้มีทักษะการต่อสู้

            เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสะสวย พานซานกลับไม่ได้จ้องมองมากนักทว่าสนใจในตัวไป๋เจินจูเป็นอย่างยิ่ง

            “เคยฝึกหรือ?”

            ไป๋เจินจูตอบอืมออกไปคำเดียว พานซานก็ตั้งใจขับรถต่อไปไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอีก

            เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าพานซานคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แต่เหมือนคังเหว่ยจะเชื่อใจเขามากบนใบหน้าของพานซานมีรอยแผลจากคมมีด บากคิ้วข้างขวาของเขาเป็นสองส่วนในแนวตั้งแผลนี้ยาวจากหน้าผากจนถึงเปลือกตาถ้าต่ำกว่านี้อีกนิดเดียวเขาก็เก็บตาขวาไว้ไม่ได้แล้ว

            ทว่าอย่างน้อยเคออีสฺยงเป็นถึงอันธพาลท้องถิ่นพานซานคนเดียวจะสามารถจัดการได้หรือ?

            แต่สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดอาจไม่เป็นแบบนั้น

            พานซานขับโปโลเนซ [1] สภาพค่อนข้างใหม่เอี่ยมรูปร่างกำยำไม่เหมาะกับอัดอยู่ในที่นั่งของคนขับเอาเสียเลย ท่าทางช่างเหมือนโจรขโมยรถเล็กมาขับเหลือเกิน

            เขาได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคิดจะไปเหมาสินค้าตอนบ่าย จึงตัดสินใจพาทั้งสามคนไปรับประทานอาหารก่อน

            คนคนนี้รับประทานว่องไวมาก ข้าวหนึ่งชามพุ้ยเพียงสองสามคำก็เกลี้ยงแล้ว จากนั้นก็ยกน้ำแกงซดลงปากไปเช่นกันสำหรับพานซาน ความเคยชินซึ่งถูกบ่มเพาะมายาวนานคือไม่ว่ารับประทานอะไรก็ทานเพื่ออิ่มท้องเท่านั้นไม่ใช่การลิ้มรสชาติของอาหาร

            จุดนี้แตกต่างจากโจวเฉิงนัก

            โจวเฉิงให้ความสำคัญกับอาหารเลิศรส สามารถบรรยายปลาชิงขนาด 18 ชั่งขณะรับประทานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            จากทัศนคติของคนคนหนึ่งต่อปัจจัยดำรงชีวิตพื้นฐานก็พอคาดการณ์พื้นเพและการศึกษาของเขาได้ ชาติตระกูลของโจวเฉิงไม่ธรรมดาเป็นแน่ครอบครัวที่ทุกวันนี้ยังมีอารมณ์คำนึงถึงอาหารเลิศรส... ต้องไม่เคยหิวโซมาก่อนจริงๆ

            ส่วนคังเหว่ยกับพานซาน พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกับอีกฝ่ายมากนัก ทว่าคังเหว่ยน่าจะเชื่อใจพานซานมากทีเดียว

            หัวเดียวกระเทียมลีบสามารถจัดการเคออีสฺยงได้หรือ?

            หรือว่าเขาเป็นพี่ใหญ่ในวงการผู้สันโดษ?

            เมื่อพานซานออกไปสูบบุหรี่หน้าประตูร้าน เซี่ยเสี่ยวหลานได้ถามไป๋เจินจู “เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของคนคนนี้ไหม?”

            ไป๋เจินจูส่ายศีรษะ “ไม่เคยแต่เขาเป็นคนมือเปื้อนเลือด”

            ‘มือเปื้อนเลือด’ ก็คือคร่าชีวิตคนนั่นเอง

            โจวเฉิงไม่มีทางเรียกอาชญากรมาช่วยเหลือ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจพานซานอาจเป็นพวกทหารปลดประจำการ

            สิ่งที่ไป๋เจินจูไม่บอกก็คือความหวาดหวั่นครั่นคร้ามที่เธอมีต่อพานซานเหนือกว่าเคออีสฺยงเสียอีกชีวิตคนที่เสียให้เขาคนนี้ต้องไม่ใช่แค่หนึ่งคนแน่นอน กลิ่นอายที่แสนร้ายกาจแผ่กระจายไปทั่วร่างคนฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อย่างเธอรับรู้ได้ไวเลยทีเดียว

            เธอกลัวจะทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานกลัว จึงรีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา

            “กว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉันทำเงินไป 5000 กว่าหยวน เดี๋ยวฉันจะแบ่งเงินให้เธอนะ”

            เซี่ยเสี่ยวหลานตกใจไม่น้อย “ฉันจำได้ว่าพี่ขายกางเกงตะวันตกราคาถูกที่เน้นปริมาณกางเกงหนึ่งตัวกำไรมากสุดก็สองสามหยวน ทำไมถึงได้เงินเยอะแยะขนาดนี้กัน?”

            ไป๋เจินจูยิ้มแย้มทั้งดวงหน้า “กางเกงหนึ่งตัวทำกำไรไม่มากก็จริงดังนั้นฉันจึงต้องไปตลาดสินค้าเล็กที่สะพานเผิงเฉิงเหรินหมินทุกวันเวลาค้าขายไม่ดีก็ขายได้ไม่กี่สิบตัว เวลาขายดีก็ได้ร้อยกว่าตัวเสี่ยวหลานเธอพูดถูกเผงเลย ตอนนี้เผิงเฉิงยังรุ่งเรืองสู้หยางเฉิงไม่ได้แต่ที่นั่นหาเงินได้ง่ายดายเหลือเกิน!”

            ปัจจุบันถ้าเลือกธุรกิจถูกต้อง อีกทั้งไม่กลัวความลำบากเงินย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

            ไป๋เจินจูเล่าอย่างสบายใจ ที่ตลาดสินค้าเล็กรวบรวมร้านค้าไว้เป็นจำนวนมากเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งแผงลอยยังต้องโดนคนรายงานเรื่อง ‘ค้ากำไรเกินควร’ ไป๋เจินจูขายกางเกงราบรื่นเสมอไปที่ไหนกัน? บางครั้งการแย่งชิงธุรกิจในตลาดก็ต้องใช้กำลังไป๋เจินจูสามารถเอาชนะไปได้หลายคน จึงไม่มีใครมาแตะแผงของเธออีก

            แค่การต่อสู้ทะเลาะวิวาท สำหรับไป๋เจินจูมิใช่เรื่องพิเศษเธอเองก็ไร้ปัญหาเรื่องการโดนตอแยจากชายอื่นอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยเหตุนี้เธอจึงคร้านจะกล่าวถึง

            “สะพานเหรินหมิน?!”

            เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกคุ้นเคยทีเดียว

            ตลาดสินค้าเล็กสะพานเหรินหมินของเผิงเฉิงโด่งดังมากเหล่าเถ้าแก่มากมายในอนาคตพากันเสี่ยงโชคสร้างตัวที่เผิงเฉิงล้วนตั้งร้านค้าในตลาดสินค้าเล็กสะพานเหรินหมินจนได้ทองถังแรกไปครอบครองถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานจำไม่ผิด ตลาดสินค้าเล็กของสะพานเหรินหมินเป็นที่นิยมไปจนถึงกลางยุค 90 ภายในเวลาอันยาวนานเป็นระยะเวลาหนึ่ง ที่นั่นไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนเผิงเฉิงต้องเดินเที่ยวอีกทั้งเป็นเส้นทางหลักในการหมุนเวียนสินค้าของกิจการมากมายในเขตจูซานเจี่ยวและเขตเยว่ตง

            แน่นอน ตอนนี้ยังอยู่ต้นปี 84 ตลาดสินค้าเล็กอาจเพิ่งเฟื่องฟูได้ไม่นานนัก

            “พี่ไป๋ พี่ทำร้านถาวรสักแห่งจะดีกว่านะ”

            ไป๋เจินจูเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ทุกครั้งที่ฉันไปช้าก็จะไม่มีที่ตั้งแผงหากมีร้านถาวรสักแห่งคงสะดวกขึ้นมาก”

            ไป๋เจินจูหมายถึงที่ตั้งแผงเป็นหลักแหล่งแต่เซี่ยเสี่ยวหลานหมายถึงหน้าร้าน ทั้งสองคนคือไก่สนทนากับเป็ด [2] ทว่ายังคุยกันอย่างออกรส ลุล่วงสู่ความสามัคคีอันแสนพิศวง

            คังเหว่ยและพานซานคุยกันที่หน้าประตูนานสองนานพอเข้ามาก็ได้ยินเรื่องแผงสินค้าพอดิบพอดี คังเหว่ยจึงเกิดความสนใจขึ้นมาทันที “พี่สะใภ้ พี่ว่าเงินในมือฉันทำอะไรได้บ้างเล่า?”

      

      

      

     

    เชิงอรรถ

    [1]波罗乃兹 รถโปโลเนซ คือ รถยนต์รุ่นโปโลเนซ จากบริษัทรถ FSO ของประเทศโปแลนด์

    [2]鸡同鸭讲 ไก่สนทนากับเป็ด หมายถึง สนทนากันโดยที่ไม่เข้าใจอีกฝ่าย

     

     

      

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน