สุดท้ายที่บ้านนอก

    จันทิมา สุภาดา ศุภาลัย

    อีกสองชั่วโมงต่อมา ศุภาลัยหรือจันทิมาก็พาเขาเข้าพักในบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำเภอบางละมุง ซึ่งเป็นสวนผลไม้ใกล้กับอ่าวมาบประชัน ตัวบ้านเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ซ่อนตัวอยู่ในดงมะพร้าวและผลไม้อย่างอื่นอีกหลายชนิด“คุณเจนมาที่นี่บ่อยหรือ”เขาถามทั้งยังเดินลงไปสำรวจตามบริเวณบ้าน ซึ่งมีแต่ความเงียบเชียบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเครื่องยนต์หรือเสียงจากโลกภายนอก“นานๆ จะมาหลบอยู่ที่นี่สักหน” หญิงสาวบอกขณะที่เปิดกระโปรงท้ายรถเพื่อเอาประเป๋าออกมา อรัญรีบเข้าไปหิ้วเอากระเป๋าที่เหลือและเดินตามเข้าไปในตัวบ้านไม่นานนักเมื่อทั้งคู่ช่วยกันทำความสะอาด บ้านก็พร้อมให้อยู่และเป็นสถานที่หลบภัยได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งเนื่องจากเป็นบ้านในสวนลึก จึงไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาให้ใช้ น้ำต้องอาศัยน้ำฝนที่เก็บในแท้งค์ปูนสองแท้งค์ข้างบ้าน และมีบ่อบาดาลแบบโยกอีกหนึ่งบ่อ ส่วนน้ำในบ่อน้ำขนาดใหญ่ในสวน เป็นน้ำสีขุ่นไม่น่าใช้“กลางคืนต้องจุดเทียนหรือไม่ก็ตะเกียง” หญิงสาวบอกมาเบาๆ เมื่อเขาถามถึงไฟฟ้า“แล้วคุณเจนอยู่ได้หรือ กลางค่ำกลางคืนมันมืดมากเลยนะ”“อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่ มันจำเป็น กลัวแค่ไหนก็ต้องทน แต่ไม่ค่อยได้มาบ่อยหนักหรอก ก็เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจสักเท่าไหร่”อรัญนั่งมองหญิงสาวที่ใส่กระโจมอกเดินออกมารองเอาน้ำจากแท้งค์ใส่กาละมังเตรียมจะอาบ เขามองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลาเที่ยงกว่าแล้ว อาหารยังไม่ได้ตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อคืน“หิวไหม”“มีอาหารกระป๋องอยู่ในตู้ตรงครัวหลังบ้าน อรัญไปดูสิ ทำกับข้าวเป็นหรือเปล่า”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง และชี้มือ อรัญไม่ได้มองตาม เพียงแต่สนใจมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตารักใคร่ ใบหน้าผุดผาดขาวผ่อง และไหล่ที่ขาวเนียน รับกับลำคอระหงได้สัดส่วน“มองอะไร้..ไปทำกับข้าวสิ” หล่อนวักน้ำไล่ แต่เขาก้มลงไปประคองให้หล่อนยืนขึ้น และเสยผมที่ตกลงมาบังหน้าขาวผ่องนั้นออก ทั้งจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากบางอวบอิ่มไร้สีแต่งแต้ม“จูบอีกแล้ว ขี้ฟันก็ไม่แปรง” หล่อนว่าเบาและผลักเขาออก“ก้มันทนไม่ไหว คิดถึงใจจะขาด”“คิดถึงฝ่ายเดียวเมื่อไหร่ล่ะ ไม่เอา ไปทำกับข้าวก่อนไป๊...” หล่อนดันหลังและผลักเขาให้เดินน้ำหน้า อรัญหันกลับมาโอบรัดเอวนุ่มและกอดแน่นก่อนจะโอบยกขึ้นทั้งตัวหญิงสาวร้องเบาๆ รีบกุมขมวดผ้าถุงแน่น เนื่องจากมันจะหมิ่นเหม่จะหลุด และร้องลั่นเมื่อเขาซุกหน้ากับอกอวบ ไซ้ส่ายหน้าไปมา“ไม่เอาจั๊กจี้ ปล่อยก่อน..” หล่อนทุบไหล่เขาตุบตับ แต่เขาหรือจะปล่อยหากยังไม่สมใจอยากเมื่อเห็นเขาไม่ยอมปล่อย หล่อนจึงโอบรอบคอเขาและใช้ปากงับที่ใบหูแทน“ปล่อย...เลย ไม่ปล่อย กัดหูขาดนะเอ้า”“กัดไปเลย ไม่กลัวหรอก”เขาไม่ได้ใส่ใจ แต่อุ้มร่างอวบนั้นมานั่งกับระเบียงปูนหน้าบ้าน และประทับจูบที่ริมฝีปากนั้นไม่ยอมให้พูดใดๆหญิงสาวสอดลิ้นเข้ามาแตะกับลิ้นเขานิดหนึ่ง ก่อนจะผลักออก ทำจมูกยุ่นใส่“น้ำล้นแล้ว...ไปปิดน้ำก่อน อรัญไปทำกับข้าวดีกว่า หิวไส้กิ่วแล้ว”“ครับผม...”เขาตอบอย่างว่าง่าย เมื่อได้จูบจนสมใจแล้ว แต่ก็ยังไม่วายที่จะยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บอีกก่อนจะเดินอ้อมไปยังหลังบ้านมีเตาแก๊สให้หุงข้าวได้ โดยไม่ต้องไปก่อไฟให้ยุ่งอยาก มันเป็นที่ซ่อนตัวของหญิงสาวที่ได้เตรียมพร้อมสำหรับเครื่องยังชีพ โดยไม่ต้องเข้าเมืองหาซื้อของให้ลำบากอีกหลังจากอาหารมือแรกของวันนั้นลงสู่กระเพาะเรียบร้อยแล้ว ทิ้งให้ถ้วยจานกองแช่น้ำอยู่ตรงอ่างล้างจานหลังบ้าน และเดินมานั่งคู่กับหญิงสาวที่รัก ที่นั่งบนระเบียงปูนหน้าบ้าน มองออกไปยังทิวมะพร้าวที่เขียวคลื้มไปรอบบริเวณ“ที่ดินตรงนี้แหละ ที่เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง มันเป็นต้นเหตุทำลายชีวิตของเจน พ่อยกให้เป็นของเจนแล้ว แต่เจนก็ต้องแลกมันมาด้วยอิสระภาพที่มีอยู่ แม้เจนจะไม่ได้อยากได้มันสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องกลับมาอาศัยมันอยู่เป็นบางครั้ง”“ผมสงสารคุณเจนจนไม่รู้จะพูดคำไหนออกมาดี ชีวิตมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง จากชีวิตที่สุขสบายมีอิสระเสรีอยู่ดีๆ ก็ต้องมาอยู่ในสภาพหลบๆ ซ่อนๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดกับชีวิตคนได้”“ช่างมันเถอะ เจนทำใจ ปลงใจได้ตั้งแต่อยู่ในคุกแล้วล่ะ ตอนนั้นมีอนุศาสนาจารย์เรือนจำคนหนึ่ง เขาพูดเตือนได้คติกินใจมาก เจนก็เลยปลงใจกับสิ่งที่มันเกิดและค่อยๆ หางทางแก้ไขเอา”“อืม....” เขาเพียงแต่ครางในลำคอ และเอือมมือไปกุมมือหญิงสาวไว้แน่น และเปลี่ยนมาโอบเอวให้กระชับเข้ามาอีก“พูดไปอรัญคงไม่เชื่อเหมือนกัน อนุศาสนาจารย์คนนั้น อายุน้อยกว่าเราอีก และบอกว่ารู้จักกับอรัญด้วย”“โอ.....” เขาเริ่มงง และนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่ได้ข่าวว่าได้รับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์เรือนจำ แต่เขาเองไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้ไปอยู่ที่ไหน และไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพื่อนคนนั้นหรือไม่“เป็นคนอุบล บอกว่ารู้จักกับอรัญดี เขาก็เลยให้ความช่วยเหลือเจนเป็นอย่างดี”“แล้วตอนนี้เขายังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า”“ย้ายไปประจำที่อื่นแล้ว”“โล่งอก” เขาทำท่าถอนหายใจเฮือกใหญ่“ทำไมต้องโล่งอกด้วยล่ะ”“ก็มันหล่อกว่าผมเป็นกองเลย...โอ๊ย..” เขาพูดไม่มันจบคำก็ต้องร้อง เพราะโดนหญิงสาวทุบตุบตับให้ทางด้านหลัง“เขาไม่ใช่คนใจง่ายเพียงนั้นหรอก”“แหะ แหะ”“อรัญยังไม่ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดกับอรัญให้เจนฟังเลยนะ”“ไม่รู้จะเล่าอะไรเหมือนกัน...ก็หลังจากที่คุณเจนจากไป ผมก็ไม่ได้ตามหาหรอก เพราะรู้ว่าคุณเจนคงมีความจำเป็นที่จะต้องไป และได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง คุณเจนก็คงจะกลับมา หากว่าอยากจะกลับ ไม่กี่เดือน ผมก็มีเหตุให้ต้องกลับไปนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นผมจำอะไรไม่ได้สักอย่าง เงินที่จะรักษาตัวเองก็ไม่มี อาศัยเงินจากน้องชายมันช่วยเหลือ และเงินจากเพื่อนที่เขาเห็นใจช่วยออกค่ารักษาให้บ้างในช่วงแรกๆ พอไม่มีเงินก็เลยต้องไปปล่อยตามมีตามเกิดให้อยู่ในท้องนาท้องไร่ เพราะไม่ค่อยมีเงินเข้ารักษาในโรงพยาบาลสุดท้ายก็มีเหตุให้ต้องระหกระเหินเข้ามากรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ชะตาตัวเอง และจะไปยังไงอยู่ยังไง แต่กล้ามา เพราะลุงอิน เพื่อนบ้าน เขาแนะนำว่าหากจะได้ชีวิตกลับคืน ก็ควรจะไปตามหาจากจุดที่มันหล่นหายไป อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยลืมจันทิมาเลยนะ แม้ว่าผมอาจจะเบลอๆ ไปว่าระหว่างเธอกับผมนั้น มีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่ผมก็คิดถึงเธอมากไม่ค่อยได้ เพราะคิดถึงหน้าเธอทีไร มันจะปวดหัวมากทุกทีเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน สุดท้ายเราก้ได้พบกันตามที่คุณเจนได้รับรู้นี่แหละ แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ได้ลำบากอย่างคุณเจนหรอก คุณเจนลำบากกว่าผมเยอะ จนเทียบกันไม่ได้”หญิงสาวไม่มีคำกล่าว เพียงแต่โอบมือมากอดรัดเขาตอบ และพิงศีรษะกับไหล่ของเขา และโน้มตัวไปมาน้อยๆ“ผมมีเรื่องราวที่อยากจะรู้เกี่ยวกับคุณเจน เพราะมันซับซ้อนจนผมเดาไม่ถูกเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีลูกน้องเก่าของพ่อ ที่ไล่ล่าอยู่ไม่ลดละ นับแต่เราได้พบหน้ากันครั้งแรก รอดตายหวุดหวิดมาก็สองสามหน ไม่กี่วันที่เราได้พบกัน ชีวิตมันสมบุกสมบันโลดโผนมากเลยนะ หรือว่าฟ้าดินนี้เขาไม่อยากให้เราได้พบกัน ก็ไม่รู้สิ”เขาหันมามองสบตาหญิงสาวและเอื้อมมือไปแตะกับริมฝีปากที่ยังคงมีรอยบวมนิดๆ และมีรอยแผลแตกที่มุมปาก“รู้สึกว่าคุณเจนจะตัวร้อนไปนิดหนึ่งนะ” เขาใช้มืออังไปยังซอกคอและหน้าผาก และมองด้วยสายตาเป็นห่วง“ไม่รู้สึกหรอก เจนว่าต้องเป็นไข้แน่ๆ เลย เพิ่งรู้สึกตัวหลังจากที่อาบน้ำเสร็จนี่เอง แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เจนกินยาแล้ว อรัญก็เหมือนกันมียาอยู่ในตู้ตรงห้องนอนนะ ถ้ารู้สึกว่าเป็นไข้ เจนคงต้องนอนก่อนล่ะ เฝ้าเจนให้ดีด้วยนะ อย่าให้หายไปไหนอีกล่ะ”“ไม่มีวันให้หายไปไหนทั้งนั้น ทาสคนนี้จะเฝ้าพิทักษ์องค์หญิงทั้งยามหลับและยามตื่นเลย”เขากล่าวจบก็ช้อนอุ้มร่างอวบเดินเข้าห้องนอน โดยใช้เท้าเขี่ยเปิดมุ้งลวดออก ก่อนจะผลุบเข้าห้องไป บรรจงวางร่างหญิงกับเตียงนอนที่หล่อนเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้วอย่างทะนุถนอมหญิงสาวแตะริมฝีปากที่ปลายนิ้วก่อนจะส่งมาแตะที่ริมฝีปากของเขา อรัญเพียงแต่บีบมือส่งสัญญาณให้กำลังใจเบาๆ ก่อนจะเดินไปจัดเปิดดูแลหน้าต่างและมุ้งลวด ก่อนจะเดินออกจากห้องอรัญออกมาเดินสำรวจบริเวณบ้านอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวหลับไปแล้วรอบตัวบ้านเป็นสวนมะพร้าวและผลไม้อย่างอื่นที่ปลูกแซมขึ้นบ้างประปราย ด้านทิศตะวันตกของบ้าน มีซุ้มดอกการะเวก และไม่มีต้นมะพร้าวขึ้นบังแสง แต่เป็นต้นลั่นทม หรือลีลาวดีสองสามต้น ดอกสีขาวแซมเหลืองหล่นกระจายเต็มพื้น ส่งกลิ่นหอมไปไกล เขาเดินเข้าไปเก็บดอกลั่นทมที่หล่นกับพื้นมาสองสามดอกและเดินกลับมานั่งที่ซุ้มต้นการะเวกไม่นานนัก เขาก็เดินสำรวจไปยังทิศตะวันออก ซึ่งมีสระน้ำแบบบ่อขุดขนาดพอประมาณ น้ำไม่ใสนัก แต่ก็ไม่ขุ่นเกินไป มีบัวสีสีแดงชูดอกอยู่สองสามจุดตามมุมของสระ สภาพขอบสระ ดูแล้ว น่าจะเป็นบ่อที่ขุดไว้ไม่น้อยกว่าสามสี่ปี ขอบบ่อปลูกไว้ด้วยด้วยต้นไผ่เรียงราย ซึ่งยังไม่ถึงกับเป็นกอใหญ่นักเลยขอบสระไปประมาณ 50 เมตร ก็เป็นรั้วหนามกระจับปักบอกเขตแดน และสวนขนัดถัดไปเป็นสวนเงาะ และมะม่วงเสียงนกเอี้ยงและนกกระจิบกระจอกส่งเสียงไล่จิกตีกันเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศภายในสวยไม่ได้เงียบเหงาจนเกินไปนัก และนานๆ จะมีเสียงนกกระปูดส่งดังปู๊ดๆ มาแต่ไกลสักหนอรัญเปลี่ยนชุดเป็นกางเกงขาสั้น และใส่เสื้อยืดก่อนจะถือมีดเดินไปหาตัดกิ่งไม้แห้งมาเตรียมไว้ก่อไฟ เพราะเขาสังเกตุเห็นว่า น่าจะมียุงและริ้นมา รบกวนไม่น้อยเช่นกันเขาปีนตัดเอามะพร้าวสองทะลายจากต้นที่ไม่สูงนัก แบกมาเฉาะตัดขั้วหัวท้ายเตรียมไว้ให้หญิงสาวที่อาจจะอยากดื่มรื้อค้นดูตามหลังบ้านก็พบเปลเชือกถักชุดหนึ่ง จึงนำมาผูกกับต้นมะพร้าว และเสาหน้าบ้าน นอนเล่นแกว่งตัวไปมาไม่นานนัก ก็งีบหลับไปตกเย็นบรรยากาศมืดสลัว เขาตื่นขึ้น เพราะเสียงไอของหญิงสาวซึ่งคงจะเพิ่งตื่นนอนเช่นกัน อรัญรีบพลิกตัวลงจากเปล เมื่อนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเกือบทุ่มแล้ว“อรัญ…คุณอยู่หรือเปล่า”“ครับคุณเจน…แต่มันมืดกำลังหาเทียนจุดไฟอยู่ รอก่อนนะ โอ๊ย…”เขาเดินสะดุดข้าวของ ขณะที่คลำหาไม้ขีดไฟตามตู้เก็บถ้วยจานไม่นานนักแสงไฟจากเทียนเล่มน้อยก็ส่องสว่างขึ้น เพื่อไปรับหญิงสาวออกจากห้อง หล่อนยังงัวเงียและดูยังเพลียกับความสมบุกสมบันจากเหตุการณ์เมื่อวันคืนที่ผ่านมา แต่เขาก็ใจชื้นขึ้น เมื่อพบว่า อาการเป็นไข้ของหล่อน ทุเลาไปแล้ว ไม่มีอาการตัวร้อนให้ต้องหนักใจกองไฟถูกก่อขึ้นท่ามกลางความมืดอย่างทุลักทุเล เพราะตั้งตัวไม่ทัน แต่ไม่นานนัก ไฟก็ลุกสว่างไสวด้วยฟืนและท่อนไม้ที่เขาเตรียมไว้เมื่อตอนบ่าย“อรัญไปขนเอาฟืนพวกนี้มาจากไหน” หล่อนถามทั้งปิดปากหาวหวอด ขณะเดินไปนั่งที่ระเบียงหน้าบ้าน“หาเอาแถวนี้แหละ กิ่งไม้แห้งมีเยอะแยะไป ว่าแต่ คุณเจน หิวหรือยัง” เขาเดินอ้อมกองไฟไปเฉาะเอามะพร้าวอ่อน และส่งให้“แหมกำลังอยากดื่มพอดีเลย ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณเลียนแบบเสียงเด็กหญิง เขาเพียงแต่หัวเราะเบาๆ“…เราไปทานข้าวในเมืองกันดีกว่านะ”“จากนี่ไกลไหมครับคุณเจน”“น่าจะประมาณ 9 -10 กิโลได้นะ”อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา สองหนุ่มสาวก็มาปรากฏกายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านเทพประสิทธิ์เมืองพัทยา“วันนี้ อรัญรู้ไหมว่าเป็นวันอะไร”“ก็วันจันทร์ไง” เขาตอบแบบพาซื่อ“วันจันทร์น่ะรู้แล้ว แต่ความสำคัญของมันสิ”“29 ธันวา.. นึกไม่ออกอ่ะ ใกล้ปีใหม่กระมัง”“บ้า วันเกิดเขาย่ะ” หล่อนค้อนให้ทั้งงอน“อ้าว…เหรอ แล้วผมจะรู้ไหมเนี่ย ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลย”“แล้วจะไม่มีของขวัญวันเกิดให้เลยหรือ”“รู้อย่างนี้แล้วก็ต้องมีสิ ว่าแต่จะเป็นอะไรดีนะ เพราะตอนนี้ งบจำกัดด้วยสิ”“งั้นไม่เอาก็ได้”เขาหัวเราะกับอาการงอนของหญิงสาวที่บทจะงอนก็มาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย“งั้นรอเดี๋ยวนะ..แป๊บหนึ่ง”เขาให้หญิงสาวนั่งรอที่โต๊ะในร้านอาหารของห้าง ส่วนตัวเองรีบเดินลงไปชั้นล่าง ไม่นานนักกลับขึ้นมาพร้อมกับประคองเค้กก้อนเล็ก ที่หน้าเค้กตกแต่งเป็นหน้าแมวน้อยคิตตี้“สุขสันต์วันเกิดครับ คุณเจน”ใบหน้าหญิงสาวที่ไร้การแต่งแต้ม แต่ก็ยังดูผุดผาดไม่สร่างซาความน่ามองสำหรับเขายิ้มเห็นไรฟัน เหมือนเด็กได้ของถูกใจ แต่ก็ยังไม่วายบ่น“ทำไมเล็กจังอ่ะ”“เอาไว้มีงบเยอะๆ สั่งทำเลี้ยงคนทั้งประเทศเลยเอ้า.. ว่าแต่ขอจุดเทียนก่อนนะ แต่ว้า…ไม่มีไฟ”เขาหันมองไปรอบๆ ก่อนจะถือเทียนสีสำหรับปักเค้กเดินไปขอจุดจากร้านอาหารที่กำลังวุ่นวายกับการทำอาหารให้ลูกค้าอยู่“จะบอกได้ไหมน้า ว่ากี่รอบแล้ว”“เรื่องอะไร..ไปสืบเอาเอง” หญิงสาวส่งยื่นเค้กชิ้นเล็กป้อนใส่ปากให้ หลังจากเป่าเทียนและแบ่งผ่าเรียบร้อยแล้ว“เพิ่งจะได้เห็นเค้กวันเกิดในรอบสองปีนี่แหละ”“สำหรับผมแล้ว ไม่เคยเห็นเค้กวันเกิดเลยแม้แต่หนเดียว”“อะไรกัน…สามสิบกว่าแล้วนี่ยังไม่เคยทานเค้กวันเกิดตัวเองเลยหรือ”“ไม่เคยเลยครับ เพราะไม่เคยได้ใส่ใจสักเท่าไหร่ ไม่เอา ไม่พูดแล้ว พูดเรื่องวันเกิดของเจ้าหญิงของผมดีกว่า 30 เท่าไหร่น้า…”“ไม่รุ เดาเอา”เขามองใบหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสุขใจ เขาสัญญากับตัวเองว่าจะขอชดเชยสรรหาความสุขให้กับชีวิตของหล่อน หลังจากที่ต้องสูญเสียมันไปให้กับความเลวร้ายมากมาย แต่แว่บหนึ่ง เขากลับคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านเมื่อคืนนี้ ทำไมมันจะต้องบังเอิญเกิดกับช่วงวันเกิดของหล่อนด้วยนะและเหตุร้ายก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้นไม่จบไม่สิ้นเพื่อต้อนรับวันเกิดของหล่อนเมื่อกลับมาถึงรถ ยังไม่ทันเปิดประตู ก็ต้องตะลึงงันด้วยชายสองคนที่มายืนขนาบอย่างฉับพลันไม่ทันได้ตั้งตัว พร้อมกับปืนสีดำเมื่อมเหล็กเย็นเฉียบ โผล่ออกมาจิ้มแนบเข้ากับลำตัว“ไม่ต้องกระโตกกระตากให้มาก ขึ้นรถไป ไม่งั้นตัวเป็นรูทั้งคู่นะมึง”ชายร่างสูงผมสีทอง ตาสีฟ้าแต่ดันพูดไทยได้ ขู่ยิ้ม ๆจันทิมาหรือศุภาลัย มองหน้าเขาและพยักหน้าให้ทำตาม ณ ตอนนี้ หล่อนดูจะใจเย็นและเข้าใจสถานการณ์ดีกว่าเขาเยอะ อรัญยืนตะลึงเนื่องจากตั้งสติไม่ทัน มันจึงตบโครมเข้าที่ท้ายทอยด้วยด้ามปืน อรัญสะดุ้งด้วยความเจ็บปวด เนื่องจากมันเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุดของเขาในขณะนี้ มันจิกผมอรัญทางด้านหลังและบังคับให้เข้าไปในรถตรงคนขับอรัญถูกบังคับให้ขับรถวนออกจากบริเวณห้างมาตามถนนหลวง และบึ่งมาตามถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าสู่แหลมฉบังและศรีราชาโดยมีรถสปอร์ตสีดำกระจกทึบ วิ่งตีคู่มาอย่างกระชั้นชิดเขาสะบัดหน้าไปมาเนื่องจากอาการปวดหนึบที่ศีรษะ เขากลัวเหลือเกินกลัวว่าโรคเก่ามันจะกำเริบให้เขามีอันต้องเป็นไปอีกศุภาลัยกับเขานั่งตอนหน้าเอื้อมมือมากุมมือเขาไว้แน่นอย่างเป็นห่วง หล่อนรู้ว่าเขากำลังปวดศีรษะอย่างหนัก ขณะที่ตอนหลังถูกผู้มาเยือนอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจสองคนเข้ามายึด พร้อมกับปืนจ่อเบาะด้านหลังสั่งให้ทำตามคำสั่ง“อีนี่สวยอย่างไอ้หรั่งมันบอกว่ะ”เจ้าฝรั่งไทย ย้อมผมสีทอง หันไปพูดกับเพื่อนอย่างคะนองใจ“ไอ้หรั่งพัทยาน่ะหรือ?” อรัญถามเครียด ๆ สบตาพวกมันในกระจก“ง้านสิ..ฉลาดนี่ เข้าใจอะไรง่ายดี”มันหัวเราะชอบใจ เอื้อมมือดึงผมบังคับให้จันทิมา หรือศุภาลัยต้องแหงนหน้าด้วยความเจ็บหญิงสาวก็ใจเด็ดเหมือนกันไม่ต่อรองหรือร้องให้มันได้ใจแม้แต่แอะเดียว หลับตาเฉย ในขณะที่อรัญกัดฟันกรอดอย่างขัดใจที่ทำอะไรไปมากกว่าขับรถไม่ได้ เขาเหยียบคันเร่งเร็วจี๋ไปตามถนนที่โล่งว่างนั้นเสื้อรัดรูปอวดทรวดทรงตะหง่านของทรวงอกทำให้มันย่ามใจขยำเต็มแรง“โอ๊ย…” หญิงสาวร้องลั่น อรัญเหยียบ เบรครถจนท้ายปัดอย่างไม่ตั้งใจ“เฮ้ย…ขับดี ๆ สิโว้ย เดี๋ยวโป้งให้”เจ้าผมทองตบผั๊วะเข้ากกหูเขาด้วยด้านปืนจนมึนทั้งหัว เลือดไหลจากแผลแตกอาบแก้มอรัญออกรถพุ่งพรวดด้วยความรู้สึกมึน ๆ บวกกับเจ็บใจ เจ็บแผลไม่เท่าไหร่ เจ็บตัวไม่นึก แต่เจ็บใจที่มันบังอาจจาบจ้วงขยำอกอวบของหญิงสาวคนรักโดยที่เขาช่วยอะไรไม่ได้หญิงสาวดิ้นอึกอักปกป้องตนเอง แต่ก็ต้องชะงักยอมให้มันขยำเล่น เพราะสิ่งที่จ่อบังคับถึงถนนหักเลี้ยวโค้ง อรัญกระชากสายนิรภัยรัดกับตัว จากนั้นเหยียบคันเร่งจมมิดเท้า และเหยียบเบรคอย่างทันควัน“เอี๊ยด ด ด ด ด..โครม..ม..ม”เสียงล้อรถขัดสีกับถนน และเสียหลักท้ายปัด ตัวรถพลิกตะแคงกลิ้งตลบตกลงข้างถนนที่ขุดเป็นคูน้ำลึก หงายตะแคง ไฟลุกท่วมด้านหน้า เสียงเหล็กกระทบคอนกรีต เสียงกระจกรถแตกกระจาย ดังไปไกล หากใครได้เห็นคงเดากันว่าไม่รอดอรัญสำรวจตัวเอง อย่างมึนงงกับสภาพที่เป็นอยู่ ตัวเขาถูกรั้งไว้ด้วยสายเข็มขัดนิรภัย ส่วนศุภาลัยนอนหมดสติอยู่ด้านล่าง“คุณเจน..! คุณเจน…..!”อรัญร้องเรียกชื่อหญิงสาวเสียงหลงรีบปลดเข็มขัดออกอย่างทุลุกทุเล พยายามรั้งร่างหญิงสาวให้ขึ้นด้านบนเจ้าผมทองกับเพื่อนพยายามตะเกียกตะกายออกจากรถด้วยสภาพที่ไม่แตกต่างกันนัก ความเป็นความตายกำลังลุกลามใกล้เข้ามาทุกขณะ อรัญดันประตูเพื่อจะเปิด แต่มันติดเพราะความบู้บี้ใช้การไม่ได้ จึงพยายามดันตัวออกมาทางช่องกระจกที่แตกละเอียดร่างหมดสติของหญิงสาวถูกดึงขึ้นและลากออกมาอย่างลำบาก ด้วยใจที่ร้อนรนกว่าไฟ“ตูม…ม…ม”ออกห่างรถไม่ถึงสิบก้าวก็ต้องทิ้งตัวลงนอนกับพื้นเพราะแรงระเบิดเศษเหล็ก ดวงไฟกระจายว่อน ประกายความร้อนแรงจนแสบผิวอรัญรีบลากร่างอันไร้สติของศุภาลัยขึ้นมาบนไหล่ถนน มองกลับไป เจ้าผมทองกับเพื่อนพากันคลานสี่ขาขึ้นมาในสภาพที่ไม่แตกต่างกันนัก มันรอดตายออกมาอย่างหวุดหวิดเช่นกันรถสปอร์ตสีดำคันนั้นซึ่งเขาคาดว่าผู้บงการคงอยู่ในนั้น วิ่งผ่านไปจอดรับเจ้าผมทองกับสหายขึ้นรถและวิ่งหายลับไป“คุณเจน…! คุณเจน…!”อรัญประคองร่างโชกเลือดของหญิงสาวกับอ้อมอก เขย่าเรียกปลุกหล่อนเหมือนคนบ้าคลั่ง“คุณ คุณ…เป็นไงบ้าง?”โชเฟอร์รถสิบล้อที่เห็นเหตุการณ์จอดรถวิ่งเข้ามาถาม“-ไปโรงพยาบาลเถอะคุณ ไป ไป ผมจะไปส่ง”โชเฟอร์พลเมืองดีช่วยประคองร่างหญิงสาวแทนเขาอย่างไม่รังเกียจเลือดที่อาบแทบทั่วกายนั้นจันทิมาหรือศุภาลัยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลอย่างรีบด่วน หล่อนถูกส่งเข้าห้องไอซียู ส่วนตัวเขาถูกแยกไปตรวจอีกห้องหนึ่ง“โห..คุณ…รถคว่ำขนาดนั้น แฟนคุณก็แทบแย่ แต่ทำไมคุณแค่ฟกช้ำเท่านั้นเอง สงสัยมีพระดี”นายแพทย์ในชุดกราวสีขาวถามเขาอัศจรรย์ใจ อรัญไม่ตอบ เพราะไม่สนใจ เขาพะวงถึงหญิงสาวมากกว่า“เธอจะเป็นไงบ้างครับหมอ? จะตายมั๊ย? จะเป็นไรมากมั๊ยครับ หมอ…!”ถามด้วยน้ำเสียงสั่นระรัว ร้อนใจพะวักพะวนห่วง นายแพทย์หนุ่มหัวเราะพูดปลอบใจ“ไม่เป็นไรหรอกครับ คนไข้ถึงมือหมอแล้ว รับรองไม่เป็นไรมากหรอก”“แน่นะครับ..”“เชื่อหมอเถอะครับ”บุรุษในชุดกราวด์ตอบอย่างเข้าใจ เพราะประสบกับภาวะเช่นนี้บ่อยขณะนั้นพยาบาลเดินเข้ามาในห้องถามเขาเบา ๆ“คุณเป็นญาติผู้ป่วยที่ชื่อศุภาลัยใช่มั๊ยค๊ะ?”“ครับ…เธอเป็นไงบ้าง…?” ร้องถามเร็วปรื๋อ“เธอเสียเลือดมากค่ะ เลือดเรามีไม่พอ ต้อง….เอ่อ…” พยาบาลสาวชะงักไว้แค่นั้น ทำให้อรัญยิ่งร้อนใจกว่าเดิม“ต้องทำอะไรครับ หาเลือดใช่มั๊ย เลือดผมไงครับ เอาไปเลยครับ ผมให้ได้ ต้องการเท่าไหร่เอาไปเลย” ชายหนุ่มรื้อแขนเสื้อขึ้นยื่นมือให้พยาบาล“ใจเย็น ๆ ไว้ครับคุณ ใจเย็น ๆ” นายแพทย์โบกมือห้ามเมื่อเห็นความร้อนรนของเขา แล้วหันไปถามพยาบาล“ผู้ป่วยเลือดกรุ๊ปอะไร?”“บี ค่ะ กรุ๊ปบี บังเอิญเราใช้ไปเมื่อตอนเช้าวันนี้เอง ไม่มีเหลือสำรองเลย”“ผมก็กรุ๊ปบีครับหมอ ผมกรุ๊ปบี..เอาเลือดผมเลยครับหมอ เอาเลือดผมเถอะ”“ใจเย็นครับใจเย็น…คุณรู้ได้ไงว่าเลือดคุณ กรุ๊ปบี?”“ผมเคยบริจาคเลือดที่สภากาชาดครับ สิบกว่าครั้ง เลือดผมกรุ๊ปบีแน่นอนครับหมอ”“แต่คุณก็เจ็บดูไม่แข็งแรงเลย”“โธ่…หมอ..ผมไม่เป็นไรหรอก”“เอ๊า…ไม่เป็นไรเดี๋ยวเช็คอีกทีก่อนค่อยว่ากัน”การตรวจเช็คผ่าน อาการไม่น่าห่วง และเลือดก็ปลอดภัย ดังนั้นสิบนาทีต่อมา เลือดของอรัญก็ถูกถ่ายเทสู่ร่างของหญิงสาวผู้นอนหมดสติอยู่บนเตียง“คุณคะ คุณ…ห้ามรบกวนคนไข้ค่ะ คุณออกไปได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมใหม่ คุณต้องพักผ่อนด้วยนะคะ”พยาบาลสาวเข้ามาเตือนเมื่อเห็นอรัญนั่งมองร่างที่นอนแน่นิ่งบนเตียงอย่างใจจดใจจ่อต่ออาการของหล่อน“ผมขอเฝ้าคนไข้ครับ”“ต้องแจ้งหมอเจ้าหน้าที่ก่อนค่ะ”อรัญถูกนำตัวไปสอบปากคำ ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนนั้น และเจอข้อหาขับรถด้วยความประมาท เขาไม่ได้บอกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด บอกแต่เพียงตัวเองขับรถมาเร็วแล้วพลิกคว่ำเท่านั้นสุวพลเดินทางมาพบเขาออกไปและพากลับมาที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น แต่กว่าหลุดจากการสอบปากคำออกมาได้ก็กินเวลาถึงสามโมงเช้า“อะไรกัน หมอ คุณปล่อยให้ใครเอาคนไข้ไปได้ยังไง ผมเป็นเจ้าของคนไข้นะทำไมไม่รอผมก่อน?”อรัญโวยวายเมื่อมาถึงโรงพยาบาลแต่ปรากฏว่า หญิงสาวถูกย้ายออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว“………..”หมอเจ้าของไข้ยังไม่ทันพูดอะไรชายหนุ่มก็โวยต่อลั่น ด้วยใบหน้าเครียดจัด“คุณเป็นหมอประสาอะไร ทำไมปล่อยไปง่ายๆ อย่างนั้น ผมอยู่ทั้งคนทำไมไม่ถามผมก่อน”“คุณ….เดี๋ยว..เดี๋ยว…ฟังก่อน” แพทย์หนุ่มพยายามจะอธิบาย แต่อรัญไม่ฟังอ้าปากจะพูดต่อ“พี่รัน ฟังหมอเขาพูดก่อน” สุวพลเตือนให้ใจเย็น“ก็มัน….”“เหอะน่า ใจเย็นฟังหมอเขาก่อน เชิญหมอ”ประโยคหลังหันไปผายมือเชิญให้แพทย์หนุ่มพูดชี้แจง“คนที่มารับบอกว่าเป็นสามี ชื่อบุญยง เขามารับภรรยาไปรักษาที่กรุงเทพฯ และคนไข้ก็ยอมรับยินยอม แล้วจะให้ผมทำไง? คนไข้เขาไม่เป็นไรมาก ผู้มารับก็เป็นสามี แล้วคุณมัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหน ให้คนตามหาก็ไม่เจอ อย่างนี้จะโทษหมอได้รึ คุณไปตามถามหรือต่อว่าเอาเองก็แล้วกัน”แพทย์หนุ่มบอกแล้วหันจะเดินจากไปแต่ก็ชะงักหันมามองเขาตั้งแต่ศรีษะจรดเท้าก่อนจะถามเบา ๆ“..สามีคนไข้มารับตัวคนไข้ด้วยตัวเองนะครับคุณไม่น่าจะเป็นห่วงหรอก”เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงตรงหน้า อรัญอึ้งไปนานเมื่อได้ยินว่าสามีของจันทิมาหรือศุภาลัยเป็นคนมารับเอง มองตามหลังบุรุษชุดกราวด์ซึ่งเดินเข้าห้องไป“กำนันบุญยงมารับเธอไป กำนันบุญยงเป็นสามีของเธอ เป็นสามี..โอย …นี่มันอะไรกัน คุณพลผมหูเพี้ยนไปหรือเปล่า คุณเจนมีสามีแล้ว..กำนันบุญยง”ชายหนุ่มทุบท้ายทอยตัวเองดังปึก สะบัดหน้าไปมา เดินกลับมาที่รถ“ไม่เพี้ยนหรอกพี่รัน ผมรู้จักกำนันบุญยงดี ผมไม่เคยรู้ว่าพี่มาคบอยู่กับเด็กของเขา” สุวพลบอกขณะขับรถกลับเข้ากรุงเทพฯ“จันทิมานะรึ เป็นเมียกำนัน?”“คงใช่มั๊ง… แต่ผมไม่รู้จักจันทิมา”“แต่เท่าที่ทราบมา เธอบอกว่าเป็นลูกสาวนี่นา แล้วมันยังไงกัน?”“ผมก็ไม่ทราบอะไรมากนักหรอก ว่าเป็นลูกจริง แต่คิดว่าน่าจะเป็นแบบลูกเลี้ยงต้อยน่ะ กำนันบุญยงไม่ย่อยหรอกในเรื่องแบบนี้เที่ยวมีบ้านเล็กบ้านน้อยไว้เต็มไปหมด จันทิมาก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น เท่าที่รู้ก็แค่นี้แหละ”“มันไม่แค่นี้แล้วล่ะคุณพล ความรู้ของคุณมันทำให้ผมกระจ่าง เกือบเป็นชู้กับเมียชาวบ้านแล้วสิ”เขาพูดกับตัวเองยกมือขึ้นลูบหน้าถอนหายใจ ความรู้สึกปวดร้าวมันมากมายทับทมทวียิ่งกว่าคราวครั้งที่จันทิมาจากไปแคนาดาโดยไม่ได้บอกกล่าวเสียอีก อรัญเอนหลังพิงกับเบาะมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย“พี่ไม่เป็นไรนะ?” สุวพลถาม“ฮื่อ ไม่…ขอบคุณ”“พี่รักเธอหรือ..?”“รักสิ รักมากสุดหัวใจด้วยคุณพล ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี เรื่องระหว่างเธอและผมมันยาวมาก ถ้าให้เล่าก็ไม่รู้จะเล่ายังไงดี..”“..คุณพลอย่าบอกใครนะ โดยเฉพาะน้ารัตน์”“เรื่องอะไรหรือ?”“ก็…ผมกับอ่า…คุณเจน”“แต่นุ่นดูเหมือนจะรู้แล้วนะ”“ไม่เป็นไร อย่าบอกอะไรให้รู้เพิ่มอีกก็แล้วกัน ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว”สุวพลหัวเราะเบา ๆ รับปากตามที่ขอ