สี่สัปดาห์นับจากวันแรกที่โนบลินเริ่มสอนให้เพื่อนๆ เรียนรู้เกี่ยวกับการสะสมเวทมนต์ เด็ก ๆ ทั้งสี่ต่างมีพัฒนาการทางเวทมนต์กันอย่างมากเนื่องจากแนวทางการฝึกที่เหมาะสมกับรูปแบบพลังเวทมนต์ของตัวเองบวกกับยาเสริมพลังเวทที่โนบลินปรุงขั้นมาให้เพื่อน ๆใช้เพื่อเร่งอัตราการสะสมพลังงานเวทมนต์ในร่างกาย
จนถึงตอนนี้พอลและแอลนั้นเลื่อนระดับขึ้นมาอยู่ที่นักเวทระดับต้นขั้นที่สองแล้วในขณะที่บันและเรซยังติดอยู่ที่ขั้นที่หนึ่งแต่แตกต่างกันที่บันนั้นจวนเจียนจะพัฒนาสู่ขั้นที่สองเต็มทีแล้ว คาดว่าไม่เกินพรุ่งนี้น่าจะผ่านไปได้ส่วนเรซนั้นเพิ่งเข้าสู่ขั้นที่สองมาได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
ระหว่างที่เด็ก ๆทั้งสี่พากันฝึกสะสมพลังเวทอยู่นั้นโนบลินก็ถือโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมชมห้องสมุดประจำเมือง ที่รวบรวมเอาหนังสือมากมายหลายแบบเอาไว้จำนวนไม่น้อยถ้าเทียบกับขนาดเมืองที่ยังไม่ใหญ่จนเรียกว่าเมืองขนาดกลางได้อย่างเต็มปากแต่มีห้องสมุดที่รวบรวมเอาหนังสือต่าง ๆ ไว้ได้มากมายขนาดนี้ก็นับว่าเมืองนี้ให้ความสำคัญกับหนังสือและการศึกษาหาความรู้มากเลยทีเดียว
“ยินดีต้อนรับค่า..อ้าวโนบลินมาแล้วเหรอจ๊ะ เชิญเลย ๆ ๆ?”
บรรณารักษ์สาวเอ่ยทักทายอย่างยิ้มแย้มเธอคือ [โซเฟีย] หลายสาวของจอมเวทของเมืองแห่งนี้ เป็บุตรหลานของตระกูลใหญ่ที่มีหน้ามีตาทางสังคมได้รับความเคารพจากผู้คนในเมือง เนื่องจากจอมเวท [โซเดน] ผู้นำตระกูล [วอนเดอร์]คนปัจจุบันนั้น เป็นักเวทที่เก่งกาจอันดับที่สองรองจากท่านเ้าเมืองนอกจากนั้นโซเดนยังเป็คนที่มีความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อต่อคนยากไร้โดยไม่คิดหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทำให้ชาวเมืองต่างเคารพในตัวโซเดนและตระกูลวอนเดอร์เป็อย่างยิ่ง
“ครับคุณโซเฟียวันนี้ก็ต้องขออนุญาตใช้บริการห้องสมุดอีกวันนะครับ”
โนบลินโน้มหัวเล็กน้อยเป็เชิงทักทายก่อนจะยื่นเงินสิบเหรียญเงินเป็ค่าเข้าใช้บริการห้องสมุดของตระกูลวอนเดอร์
“นี่ก็ครบเดือนแล้วสินะที่โนบลินเข้ามาใช้บริการที่ห้องสมุดสนใจที่จะสมัครสมาชิกห้องสมุดของตระกูลวอนเดอร์บ้างไหมจ๊ะ”โซเฟียถามขึ้นมาอย่างใจดี
“หืม..ที่นี่มีระบบสมาชิกด้วยเหรอครับแล้วมันแตกต่างกับตอนก่อนเป็สมาชิกยังไงบ้างเหรอครับ?”
“ก็..ถ้าเธอสมัครสมาชิกห้องสมุดในราคาสามสิบเหรียญทองเธอจะได้รับการงดเว้นค่าบริการสำหรับการใช้ห้องสมุดชั้นที่หนึ่งแล้วยังสามารถเข้าใช้บริการห้องสมุดชั้นที่สองได้ โดยจ่ายค่าเข้าบริการแค่ครั้งละยี่สิบห้าเหรียญเงินเท่านั้นจ้ะ”โซเฟียอธิบาย
“อืม..น่าสนใจแฮะ แล้วชั้นอื่นๆ ล่ะครับ เป็เขตที่ห้ามเข้าหรือเปล่า เพราะผมเห็นอาคารนี้มีตั้งห้าชั้นแน่ะ”
“อ๋อ..จริง ๆแล้วอาคารนี้ทั้งหมดคือหอสมุดประจำเมืองที่มีมานานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควรตระกูลวอนเดอร์เราเลยขออนุญาตเ้าเมืองเข้ามาดูแลแล้วแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้กับเมืองน่ะ
เพราะว่าคุณทวดชอบศึกษาตำราต่างๆ มาก เลยสั่งซื้อหนังสือมาเก็บไว้หลายพันเล่มเลยเพียงแต่หนังสือแต่ละเล่มก็มีระดับความยากง่ายในการอ่านและทำความเข้าใจแตกต่างกันบางเล่มคุณทวดยังอ่านไม่ออกเลยซักตัวเราเลยจัดลำดับชั้นของหนังสือที่มีความสำคัญและสลับซับซ้อนน้อยที่สุดอยู่ในชั้นแรกและก็เรียงลำดับขึ้นไปเรื่อย ๆ
จนถึงชั้นที่ห้าที่รวมเอาหนังสือที่คุณทวดอ่านไม่ออกไว้ทั้งหมดแล้วคุณทวดก็สร้างกลไกเวทกั้นไว้ที่บันไดทางขึ้นถ้าใครไขปริศนาได้ก็จะสามารถขึ้นไปที่ชั้นบนสุดได้แต่จนถึงตอนนี้ก็เกือบสองร้อยปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดได้เลย”
โซเฟียอธิบายอย่างละเอียดแล้วปิดท้ายด้วยน้ำเสียงระคนเสียดายที่ไม่ได้รู้ความลับของชั้นบนสุดของหอสมุดแห่งนี้
“แล้ว...ถ้าผมอยากลองขึ้นไปไขปริศนาล่ะจะทำยังไงเหรอ?”โนบลินถามขึ้น
“หืม?..เธอ้าอย่างนั้นหรือ?”
โซเฟียอุทานอย่างแปลกใจจริงอยู่ที่ตลอดหนึ่งเดือนมานี้โนบลินเข้ามาใช้บริการหอสมุดชั้นแรกอยู่แทบทุกวันแสดงว่าคงมีนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นด้วยวัยแค่นี้คงไม่สามารถผ่านไปถึงชั้นสามได้แน่คิดว่าเด็กน้อยคนนี้คงเพียงแค่้าลองของตามประสาเด็กเท่านั้นเอง
“วิธีการขึ้นไปเกินกว่าชั้นสองนั้นต้องแก้ปริศนาที่บันใดของชั้นนั้น ๆ ให้ได้ก่อน แล้วจะสามารถขึ้นไปยังชั้นถัดไปได้ถ้าเธออยากลองก็ไม่มีปัญหา แค่สมัครสมาชิกแล้วจ่ายค่าเข้าใช้บริการของชั้นสองเธอก็สามารถขึ้นไปพบทดสอบได้เลยและทุกครั้งที่อยากลองแก้ปริศนาก็แค่จ่ายครั้งละหนึ่งเหรียญทองก็จะสามารถเข้าไปแก้ปริศนาของแต่ละชั้นได้แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนนะว่าการทดสอบในแร่ละชั้นจะยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วภาษาของหนังสือก็จะเข้าใจยากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจ่ายเงินแล้วแก้ปริศนาไม่ได้ ทางเราจะไม่คืนเงินให้นะเพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเสียตังฟรี ฉันว่าโนบลินอย่าขึ้นไปเลยดีกว่านะ”
โซเฟียเตือนด้วยความหวังดีเพราะเกรงว่าเด็กน้อยจากบ้านเด็กกำพร้าคนนี้จะเอาเงินมาผลาญเล่น ๆ กับการลองของของเขาเอง
โนบลินมองไปรอบ ๆพื้นที่หอสมุดชั้นหนึ่งที่เขามั่นใจว่าได้อ่านหนังสือที่มีเกือบทั้งหมดไปแล้วและเขามีความสนใจมาก ๆ จะขึ้นไปดูว่าที่ชั้นสองนั้นมีหนังสือแบบไหนอยู่กันแน่
“อืม..อย่างนั้นผมของลองหน่อยแล้วกันนะครับ”
โนบลินตัดสินใจจ่ายเงินค่าเข้าใช้หอสมุดชั้นที่สองจำนวนยี่สิบห้าเหรียญเงินและเดินขึ้นบันไดไม้เนื้อแข็งสีเข้มขึ้นไปยังชั้นถัดไปอย่างตื่นเต้น
แค่จำนวนและเนื้อหาของหนังสือที่อยู่ในชั้นหนึ่งก็ทำให้โนบลินรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อยแล้วเขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าชั้นสองจะมีหนังสือแบบไหนอยู่กันแน่
“หือ..?”
ทันทีที่ขึ้นไปถึง้าและได้มองเห็นภาพชั้นสองของหอสมุดตระกูลวอนเดอร์โนบลินก็เก็บซ่อนร่องรอยความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ได้
ในห้องขนาดใหญ่เรียงรายไปด้วยชั้นวางที่ทำจากไม้เนื้อดีจำนวนมากบนชั้นอัดแน่นไปด้วยหนังสือจำนวนมากวางอยู่อย่างเป็ระเบียบ สีสันของปกหนังที่ห่อหุ้มหนังสือแต่ละเล่มเรียงสลับกันอย่างสวยงามละลานตา
“จะเริ่มยังไงดีละเนี่ย..”
โนบลินได้แต่บ่นพึมพำเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนดี หนังสือที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นนั้นต่างดูน่าสนใจและมีแรงดึงดูดให้โนบลินอ่านไปเสียทุกเล่ม ทำให้เขาใช้เวลาในการวางแผนการอ่านอยู่นานพอสมควร
หลายอึดใจต่อมาโนบลินตัดสินใจเดินดูภายในชั้นสองของหอสมุดตระกูลวอนเดอร์สักหนึ่งรอบเพื่อดูหมวดหมู่ของหนังสือที่มีทั้งหมด ก่อนที่จะเลือกว่าจะอ่านหนังสืออะไรก่อน
นานกว่าชั่วโมงที่โนบลินเดินสำรวจหมวดหมู่หนังสือที่มีระหว่างนั้นเขาสังเกตเห็นชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เข้ามาอ่านหนังสือในชั้นนี้แม้จะไม่หนาตาเท่าใดนัก แต่ก็นับว่าชาวเมืองหลาย ๆ คนก็เป็คนที่ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาไม่น้อยเช่นเดียวกัน
เมื่อตัดสินใจเลือกกลุ่มหนังสือที่จะอ่านได้แล้วโนบลินจึงเลือกหยิบหนังสือออกมาเกือบๆ สิบเล่ม และมองหาที่นั่งเหมาะ ๆ เพื่อเร่มต้นอ่านทันที…
“ฟู่ว..เยอะกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ย”
เกือบสี่เดือนแล้ว นับั้แ่ที่โนบลินเริ่มขึ้นมาอ่านหนังสือบนชั้นสองของหอสมุดตระกูลวอนเดอร์แต่โนบลินก็ยังอ่านหนังสือไปได้เพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น
เพราะหนังสือกว่าสองพันเล่มที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นวางนั้นมีข้อมูลมากมายที่น่าสนใจทำให้โนบลินต้องใช้เวลาอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างตั้งใจ และใช้เวลาส่วนหนึ่งในการย่อยข้อมูลที่ได้ซึ่งใน่แรกนั้นโนบลินเน้นไปที่การศึกษาประวัติศาสตร์ของเมือง [กรูม] แห่งนี้
“เป็เมืองที่น่าสนใจจริงๆ เลยแฮะ ว่าแต่ว่า [ตระกูลฮัซรานี] นี่สุดยอดจริง ๆทั้งที่เป็พื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมายยังนำคนมาบุกเบิกพื้นที่สร้างเมืองกรูมขึ้นมาได้ เจ๋งสุด ๆ ไปเลย”
โนบลินนึกชื่นชมผู้นำกลุ่มคนจากตระกูลฮัซรานีผู้ที่เป็เสมือนผู้บุกเบิกพื้นที่แห่งนี้เพื่อสร้างเมืองกรูมขึ้นบนที่ราบกลาง[เทือกเขากรีโม] ที่ห้อมล้อมด้วยป่าดึกดำบรรพ์รกทึบเป็ที่อยู่ของสัตว์ร้ายนานาชนิดรวมถึงสัตว์เวทที่ซุกซ่อนตัวอยู่อีกมากมาย
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามในพื้นที่เทือกเขาแห่งนี้ก็อัดแน่นไปด้วยพลังเวทมนต์และแหล่งสมบัติเวทมนต์จำนวนมากมายถือว่ามีความคุ้มค่าที่จะออกค้นหา
ทำให้กลุ่มนักเวทฝีมือดีที่นำโดย[กรูซา ฮัซรานี] ตัดสินใจรวบรวมเหล่านักเวทที่สนใจ มาบุกเบิกพื้นที่เพื่อสร้างเมืองขึ้นมาจนกลายเป็เมืองกรูมในปัจจุบัน
“วันนี้พอก่อนแล้วกันนะ...ฮึ้บ”โนบลินส่งเสียงออกมาขณะบิดี้เีไล่ความเมื่อยล้าจากการนั่งอ่านหนังสือมานาน
ทันทีที่โนบลินตัดสินใจทดสอบเพื่อขึ้นไปที่ชั้นสามของหอสมุดนั้นเขาก็ได้รับภารกิจเพื่อผ่านกำแพงเวทมนต์ขึ้นไปั้แ่วันแรก นั่นก็คือ
…อ่านหนังสือที่มีในชั้นสองให้ครบทุกเล่ม… ถือเป็ภารกิจง่าย ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการทำดังนั้นโนบลินจึงตัดสินใจค่อย ๆ อ่านและทำความเข้าใจกับข้อมูล และความรู้ในหนังสือแต่ละเล่มให้มากที่สุด
“อ้าว..วันนี้กลับเร็วจังเลยนะจ๊ะโนบลิน”
บรรณารักษ์สาวเอ่ยทักทายอย่างแปลกในที่เห็นโนบลินลงมาจากชั้นสองั้แ่ยังไม่ถึงบ่ายสองแบบนี้เพราะปกติโนบลินจะขลุกอยู่ในหอสมุดั้แ่เช้าจนเย็นถึงจะออกมา
“พอดีวันนี้ผมมีธุระต้องไปทำน่ะครับคุณโซเฟียแล้วก็อาจจะไม่ได้เข้ามาที่นี่สักพัก”
“จ้า..ถ้าว่างเมื่อไหร่ก็เข้ามาอ่านหนังสือได้เลยนะจ๊ะฉันทำเื่เหมาจ่ายค่าเข้าใช้หอสมุดให้โนบลินแล้ว จะได้ลดค่าเข้าใช้ห้องสมุดลงไปด้วย”
“ขอบคุณมากครับคุณโซเฟียผมสัญญาว่าเสร็จธุระแล้วผมจะกลับมาใช้บริการหอสมุดอีกทีนะครับ”
จากนั้นโนบลินจึงออกจากหอสมุดตระกูลวอนเดอร์และเดินกลับบ้าน