บทที่1:เงาในลานฝึก
แสงอรุณแรกยังไม่ทันพ้นขอบฟ้าความหนาวเย็นของต้นฤดูสารทได้แผ่ซ่านไปทั่วจวนตระกูลหลิวในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงหลับใหลอยู่ในความฝันร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
เฟยชิน... ชื่อที่ไม่มีใครใส่ใจจะเรียกขานคว้าขวานที่ด้ามจับหยาบกร้านขึ้นพาดบ่าััเย็นเฉียบของโลหะปลุกให้สติของเขาตื่นเต็มที่ เสียง "ปัง! ปัง!"ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอจากการจามขวานลงบนท่อนไม้แห้งคือสัญญาณเริ่มต้นวันใหม่ของเหล่าบ่าวไพร่ในจวนแห่งนี้ เขาทำงานอย่างเงียบเชียบและทรงประสิทธิภาพกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าผ้าป่านหยาบกร้านเกร็งตัวในทุกครั้งที่เหวี่ยงขวานมันเป็ความแข็งแกร่งที่ได้มาจากการทำงานหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่าั้แ่อายุยังน้อย
เขาเป็เพียงเด็กกำพร้าที่ถูกพบในห่อผ้าหน้าประตูจวนเมื่อสิบกว่าปีก่อนตระกูลหลิวซึ่งเป็หนึ่งในสี่ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในเมืองเมฆาชาดรับเขาไว้ด้วยความเมตตา...หรือบางทีอาจเป็เพราะเห็นประโยชน์ในฐานะแรงงานที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเฟยชินไม่เคยรู้เหตุผลที่แท้จริง และไม่เคยใส่ใจที่จะถาม
ชีวิตในจวนตระกูลหลิวแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจนราวฟ้ากับเหวเขตของเ้านายอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานราคาแพง พื้นปูด้วยหินอ่อนขัดมันวาววับศิษย์ในตระกูลสวมใส่ผ้าไหมเนื้อดี เดินเหินด้วยท่วงท่าสง่างามส่วนเขตของบ่าวไพร่กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหงื่อ ควันไฟ และเศษอาหารเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่เป็เพียงผ้าเนื้อหยาบที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
เฟยชินเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดด้วยการทำตัวให้กลายเป็อากาศธาตุเขาทำงานของตนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ก้มหน้าต่ำเสมอเมื่อเ้านายเดินผ่าน ไม่สบตาใครไม่สร้างมิตรหรือศัตรูใบหน้าที่เรียบเฉยราวน้ำนิ่งของเขาคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด มันทำให้เขาดูน่าเบื่อและไม่น่าสนใจซึ่งในสถานที่แห่งนี้ ความไม่น่าสนใจคือความปลอดภัยอย่างหนึ่ง
แต่ภายใต้ความเรียบเฉยนั้นดวงตาคมกริบของเฟยชินคอยสังเกตทุกสิ่งเขาเห็นว่าพ่อบ้านจางแอบหยิบสมุนไพรชั้นดีจากครัวไปเก็บไว้ส่วนตัวเขารู้ว่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูทิศตะวันออกมักจะแอบงีบหลับใน่ยามซื่อ (9.00-11.00 น.) และเขารู้ว่า...คุณหนูสี่ของตระกูลหลิวมีตารางฝึกฝนที่แน่นอนไม่เคยเปลี่ยนแปลง
่บ่ายคือเวลาที่เฟยชินมีความสุขที่สุดแม้จะเป็ความสุขที่ต้องเก็บซ่อนไว้ในใจ เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนสมุนไพรเล็กๆที่อยู่ติดกับลานฝึกส่วนตัวของคุณหนูสี่ "หลิวชิงอี"สวนแห่งนี้เป็เสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างโลกของเขากับโลกของนางเขาคุกเข่าอยู่บนพื้นดินพรวนดิน ถอนวัชพืช กลิ่นดินและใบไม้ชื้นๆช่วยให้จิตใจของเขาสงบลง
และแล้วนางก็ปรากฏตัว...
หลิวชิงอีในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนราวท้องฟ้าขับเน้นผิวขาวผ่องของนางให้โดดเด่นขึ้น นางคือไข่มุกอันล้ำค่าของตระกูลหลิวรูปลักษณ์งดงาม ความสามารถไม่ธรรมดา
นางเริ่มร่ายรำกระบวนท่าของ"เคล็ดวิชาเมฆาคล้อย" ท่วงท่าของนางอ่อนช้อยงดงามแขนเสื้อสะบัดพริ้วไหวดุจปุยเมฆที่ลอยล่องตามลม ทุกการเคลื่อนไหวล้วนน่ามอง แต่ในสายตาของเฟยชินเขามองลึกไปกว่านั้น
เขาสังเกตเห็นยามที่นางใช้วิชา"ฝ่ามือเมฆาอำลา" ปลายเท้าของนางสั่นเทาเล็กน้อยบ่งบอกว่าการยืนหยัดยังไม่มั่นคงพอ ตอนที่นางโคจรพลังในท่า"เมฆาล่องท่องนภา" ลมปราณเกิดการติดขัดชั่วขณะที่จุดชีพจรบริเวณหัวไหล่ทำให้นิ้วมือของนางเกร็งขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ
เฟยชินไม่ได้ดูถูกนางตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกทึ่ง นางมีทั้งอาจารย์คอยชี้แนะ มีโอสถช่วยเสริมพลังแต่ก็ยังคงฝึกฝนอย่างหนักหน่วงไม่ย่อท้อ
แต่สิ่งที่สะกดใจเขาอย่างแท้จริงไม่ใช่ตัวตนของหลิวชิงอีหากแต่เป็ "วิชา" ที่นางฝึกฝนต่างหากมันคือศาสตร์แห่งการควบคุมพลังธรรมชาติคือเส้นทางที่จะนำพาผู้คนให้หลุดพ้นจากขีดจำกัดของมนุษย์สำหรับเด็กหนุ่มที่ชีวิตถูกตีตรวนไว้ด้วยสถานะ "ทาส" มาั้แ่เกิดแิเื่การมี "พลัง" ที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้นั้น...มันช่างหอมหวานและเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน
เขาลอบกลืนน้ำลายแววตาที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับฉายประกายแห่งความปรารถนาอันแรงกล้าออกมาโดยไม่รู้ตัว ภาพทุกกระบวนท่าทุกการหายใจเข้าออก ทุกการเดินลมปราณของหลิวชิงอีถูกสลักลึกลงไปในห้วงความคิดของเขาราวกับช่างแกะสลักฝีมือเอกกำลังบรรจงสร้างผลงานชิ้นเอกขึ้นในความทรงจำ
ณหลังพุ่มไม้หนาทึบนั้นเองเมล็ดพันธุ์แห่งความทะเยอทะยานได้หยั่งรากลึกลงในใจของทาสหนุ่มผู้ไร้ตัวตน...โดยที่โลกทั้งใบยังไม่ทันได้ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย