บทที่9 ตัวเปล่าซะที่ไหน
ในนิยายนางเอกมักจะเจอโสมหรือสมุนไพรล้ำค่าแล้วนำไปขายเพื่อพลิกชะตาชีวิตกลายเป็ร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
“แม่ครับ เจอโสมจริงๆ ด้วย”
“โสมต้นเล็กๆ นี่ คิดว่าแค่สี่หรือห้าปีเท่านั้นเอง แม่รู้ได้ยังไงคะ มันยังไม่มีกลิ่นด้วยซ้ำ” เหมยลี่หันไปถามมารดาอย่างสงสัย
ความจริงมันก็น่าสงสัยั้แ่เดินเข้าป่าไม่กี่ก้าวเจอดงเฉาเหม่ย เดินมาตามถนนอีกไม่นานก็แวะข้างทางแล้วเจอโสมแล้วล่ะ
ถึงจะเป็ต้นกล้าเล็กๆ แต่ก็เป็โสมป่า ถ้าชาวบ้านพบแล้วขุดไปปลูกไว้ป่าหลังบ้าน คาดว่าอีกสิบปีก็สามารถขุดมาขายได้ราคา แต่กับคนที่มีพลังอย่างหนานชิงไม่จำเป็ต้องรอ ดังนั้นเหมยลี่จึงสงสัยในเื่อื่นมากกว่า
“...” ลูกสาวเธอฉลาดมาก
“แม่ครับ เรารวยแล้ว” ิเทียนยังตื่นเต้นที่ได้เจอโสม เขารู้ว่าแม่มีพลังในการปลูกพืช สามารถทำให้โสมโตเร็วๆ ได้ ถ้าขายโสมนี่ก็จะรวยกันแล้ว
“โสมหัวนี้แม่จะไม่ขาย” ลูกชายเธอค่อนข้างสมองทึบ
“แม่จะส่งไปให้พี่รอง หรือเก็บไว้คะ” โสมป่าหาไม่ง่ายเหมยลี่รู้ดีว่าแม่รักลูกที่สุด ของดีที่สุดย่อมเก็บไว้ให้ลูกๆ
“ลูกสาวแม่ฉลาด รู้ใจแม่ที่สุด” หนานชิงลูบหัวลูกสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู
“...” ิเทียนสาบานได้ว่าเขาไม่อิจฉาน้องสาวเลย เขาแค่น้อยใจเท่านั้นเลยทำท่าทางงอนมารดาออกไป แน่นอนว่าต้องทำให้มารดารู้ตัวด้วยการเชอะใส่แล้วหันไปนั่งเขี่ยดินอยู่ข้างๆ
“อาเทียน ลูกแข็งแรงที่สุด มารอช่วยแม่ขุดโสมเถอะ”
“ใช่ๆ พี่ใหญ่แข็งแรงที่สุด ทำสวนก็เก่ง หนูสู้พี่ไม่ได้เลย”
ิเทียนได้ยินอย่างนั้นก็หันไปรอขุดโสมอย่างใจจดใจจ่อ เขาแข็งแกร่งและปกป้องแม่กับน้องสาวได้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
“...” ลูกชายของเธอเหมือนลูกหมาไม่มีผิด
“...” พี่ชายของเธอเหมือนสุนัขตัวโต
“แค่กๆ แม่จะทำแล้วนะ” หนานชิงรู้สึกประหม่าที่เผลอคิดว่าลูกชายเหมือนลูกหมา ถ้าเขาเป็ลูกหมา สามีเธอก็คงจะเป็พ่อหมา คิดแล้วก็อดอมยิ้มออกมาไม่ได้
“แม่คะ” เหม่ยลี่จับมือแม่เอาไว้ “หนาวรึเปล่า เหนื่อยมั้ย แม่เดินเองมาตั้งไกล” เห็นแม่ไอออกมา เหมยลี่ก็อดเป็ห่วงไม่ได้
“แม่ไม่เป็ไร แม่จะเริ่มแล้วนะ” หนานชิงรีบลงมือก่อนที่ลูกๆ จะคิดอะไรไร้สาระอีก มือแตะใบโสมเบาๆ มันสั่นไหวระริกคล้ายกำลังดีอกดีใจ ไม่นานก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสิบปี ร้อยปี และหยุดที่หนึ่งพันปีอย่างพอดิบพอดี
“โสมคน…กี่ปี?” เหมยลี่มองแม่อย่างสงสัย
“แม่จะส่งนี่ให้พี่รองของเธอ” ว่าแล้วก็ทำให้โสมกลายเป็ของเก่าตากแห้งราวกับถูกเก็บไว้มาหลายสิบปีแล้ว จากนั้นก็มองไปรอบๆ เห็นต้นท้ออยู่ไม่ไกลก็ยื่นมือออกไป ควักเอาเนื้อไม้ออกมาเป็สี่เหลี่ยม จากนั้นก็ได้รับกล่องปิดพร้อมฝาอย่างเรียบร้อย
“...” สองพี่น้องที่เพิ่งเห็นแม่เอามือควักเนื้อไม้ออกมาเป็สี่เหลี่ยมเรียบกริบรู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย
“เอาล่ะไปกันเถอะ” ว่าแล้วก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมมาห่อกล่องโสมคนเอาไว้ แม้จะเสียดายนิดหน่อยแต่ก็ดีกว่าเผยให้คนเห็นกล่อง เกรงว่าจะคาดเดาไปต่างๆ นาๆ จนโดนปล้น
หนานชิงรู้ดีคนไม่ผิดผิดที่หยกงาม ของล้ำค่าทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่มีอำนาจมากพอ
“แม่คะ จะส่งให้พี่รองจริงเหรอ โสมนี่” เหมยลี่เอ่ยถามขณะเดินเข้าเมือง ใช้เวลาสักพักทีเดียวกว่าเธอจะหายตะลึงกับภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
เหลือบมองมือแม่แล้วก็รู้สึกสงสัย หรือมือของแม่จะทำจากเพชร ได้ยินว่าเพชรแข็งมากและใช้ตัดได้ทุกอย่าง
“ใช่”
“แบบนี้เราก็อดรวยแล้ว” ิเทียนบ่นพึมพัม ยังมองมือตัวเองด้วยความสงสัยไปตลอดทาง เขาสงสัยว่าตัวเองเป็ลูกชายของแม่ จะสามารถตัดไม้ด้วยมือเปล่าได้เหมือนกันมั้ย เขารู้สึกว่ามันคงจะสะดวกกว่าใช้ขวานมาก ต่อไปจะได้ใช้มือผ่าฟืนในตอนเช้าแทน
“เราไม่จำเป็ต้องใช้สิ่งนี้ก็รวยได้” หนานชิงไม่ได้อธิบายต่อ แต่เธอไม่มีความคิดที่จะขายของล้ำค่า เพราะการแฝงตัวอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาเป็วิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเทพเซียน
ตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าโลกนี้มีการปฏิบัติต่อผู้ฝึกตนยังไง ดังนั้นระวังไว้ก่อนก็เป็การดี
อีกทั้ง…หนานชิงย้อนกลับมาที่นี่ด้วยจิตใจ้าชดเชยให้กับลูกๆ หลานๆ การหาเงินก็ให้คนรุ่นหลังทำไป บรรพบุรุษอย่างเธอขอเอาใจช่วยเท่านั้นพอ
“พี่ใหญ่แม่รักพวกเราที่สุด มีอะไรดีดีก็มอบให้เราก่อน โสมนี้สามารถช่วยชีวิตพี่รองได้ในเวลาวิกฤติ เพราะแบบนี้แม่เลยเลือกจะส่งให้พี่รองแทนที่จะขายไงคะ” เหมยลี่ช่วยอธิบายให้พี่ชายตัวโตฟัง
“จริงด้วย ครั้งก่อนน้องรองก็ได้รับาเ็จนได้เลื่อนขั้นเป็หมู่ ถ้าน้องรองได้รับาเ็ถึงขนาดต้องใช้โสมนี่ คงได้ขึ้นเป็ผู้กองแน่ๆ เลย”
“...” เหมยลี่และหนานชิงหันมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ตอนนี้พวกเธอรู้สึกเหมือนกันอย่างยากจะเอ่ย
‘ิเทียนช่างเป็คนที่ซื่อตรงเกินไปจริงๆ’
“ทำไมครับ ผมพูดอะไรผิดไปเหรอ”
“อาเทียนทุกอย่างไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ปีนี้อาตงเพิ่ง19 แค่ตอนนี้ที่เขาได้รับตำแหน่งสูงๆ ก็กดดันมากแล้ว พอเกิดการเปลี่ยนแปลง แม่ยังอยากให้เขาสอบเข้าเรียนต่อโรงเรียนเตรียมทหารแทนที่จะอยู่ในชายแดนต่อไป” หนานชิงอธิบายกับลูกชายคนโตอย่างใจเย็น
“แบบนั้นก็ดีสิครับ อาตงต้องเสียสละ่เวลาวัยรุ่นไปทหารแทนผม ผมรู้สึกผิดต่อน้องมาตลอด” ิเทียนเอ่ยหน้าเศร้า
“ไม่หรอกค่ะพี่ใหญ่ พี่รองอยากเป็เหมือนพ่อมาตลอด ถึงตอนนั้นไม่ไปทหาร ตอนนี้ก็คงไปเป็ทหารเหมือนเดิม ไปเร็วขึ้นก็ได้ฝึกเร็วขึ้น พี่รองก็บอกแบบนั้นไม่ใช่เหรอคะ”
“อาเทียนอย่าคิดมากเลย”
สองแม่ลูกพยายามปลอบิเทียนอย่างหนัก แต่พอหันไปก็พบว่าเขาวิ่งไปต่อแถวเข้าเมืองเสียแล้ว
“...” พวกเธอพยายามพูดเพื่อใครกัน
“แม่ครับ อาเหมยเร็วเข้า ผมจองแถวให้แล้ว ขอโทษนะครับ ขอให้แม่กับน้องผมยืนด้วย แม่ อาเหมยมาเร็วเข้า ขอโทษนะพี่ชาย~”
“ไปเถอะ อาเหมย อาเทียนรอเราอยู่” หนานชิงจูงมือลูกสาวเดินไปต่อแถว ทั้งสามคนยิ้มให้กันเสมอ ไม่เหมือนครอบครัวร้ายกาจที่โด่งดังในหมู่บ้านสกุลหยางแม้แต่น้อย
“อ้าว หนานชิง เข้าเมืองด้วยเรอะ” ชาวบ้านสกุลหยางเพิ่งลงจากรถประจำทางเห็นหนานชิงต่อแถวก็เข้ามาทักทาย
“คุณป้าสวัสดีครับ เดือนก่อนเรา ไม่ได้ส่งของให้น้องรอเพราะหิมะตก เดือนนี้แม่เลยเข้าเมืองมาส่งของครับ” ิเทียนเห็นว่าเป็ป้าที่คุ้นเคยและไม่ใช่คนเลวร้ายก็หันไปตอบ
“อ้อ แล้วนี่เอาอะไรมากันเยอะแยะ ไปได้เฉาเหม่ยลูกโตๆ แบบนี้มาจากไหนเนี่ย”
“ใช่ๆ เฉาเหม่ยป่าใช่มั้ย ทำไมลูกใหญ่ขนาดนี้” ชาวบ้านเริ่มหันมาสนใจเพราะคำพูดของป้าในหมู่บ้าน
“นี่เป็ของเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ของเล็กๆ น้อยๆ” เหมยลี่รีบเอาผ้ามาปิดตะกร้า ก่อนจะดึงแขนแม่ไม่ให้โวยวาย
เมื่อหนานชิงหันไปมองป้าคนนั้นด้วยสายตาไม่พอใจ อีกฝ่ายถึงกับถอยหลังด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ฉัน ฉัน…ฉันต้องไปก่อน ไปก่อนนะเด็กๆ เอ่อ ไปนั่งรอลูกๆ” ป้าหันซ้ายหันขวา ไม่รู้ว่าควรไปไหน ก็ตัดสินใจเดินไปนั่งอยูใต้ต้นไม้หน้าประตู พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติ รู้สึกหวาดกลัวสายตาของหนานชิงที่มองมา มากกว่ากลัวว่าหนานชิงจะโวยวายเหมือนทุกทีซะอีก
“แม่คะใจเย็นๆ ก่อน”
“ไม่เป็ไร ในเมื่อทุกคนสนใจเฉาเหม่ยของเราก็บอกไปเลยว่าขาย” หนานชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มน่าเกลียด
ชาวบ้านได้ยินแบบนั้นก็เริ่มสนใจ หันมาถามราคาทันที
“เฉาเหม่ยราคาเท่าไหร่ เฉาเหม่ยป่าใช่มั้ยคงไม่แพงมาก ฉันอยากซื้อไปทำถังหูลู่ซะหน่อย”
“นี่พี่สาว เฉาเหม่ยของเราผลโตมาก หวานฉ่ำ อร่อยกว่าเฉาเหม่ยป่าทั่วไป จะเอาไปทำถังหูลู่ได้ยังไง” ิเทียนเอ่ยปากเถียงเมื่อพบว่าทุกคนเข้าใจเฉาเหม่ยของเขาผิดไป
ชายหนุ่มรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก นี่เป็เฉาเหม่ยที่แม่เสียสละพลังเพื่อทำให้เกิดมาเชียวนะ รู้สึกเหมือนมีคนกำลังดูถูกพี่น้องร่วมสายเืตัวเองอย่างไรอย่างนั้น เฉาเหม่ยนี้ถือว่าเกิดจากแม่เดียวกันกับเขาเลยนะ ต้องอร่อยมากแน่ๆ
“คิดราคายังไงล่ะ”
“ถ้าสนใจก็รอให้เข้าเมืองก่อนเถอะ” หนานชิงพูดตัดรำคาญ แต่เสียงไม่พอใจของหล่อนที่ดังแว้ดขึ้นมาทำให้ชาวบ้านรับรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา เลยเงียบไปไม่กล้ามีเื่ด้วย
“มาๆ ขอบัตรยืนยัน” ทหารหนุ่มเอ่ยปากเมื่อเห็นชาวบ้านมุงกัน หนานชิงจับมือลูกสาวเดินเข้าไปหาเขาโดยมีลูกชายตัวโตเดินตาม
มีชาวบ้านอีกหลายคนเดินตามเพราะอยากซื้อเฉาเหม่ย พวกเขาเห็นแม่และลูกเดินเข้าไปในร้านขายสมุนไพร เลยกะว่าจะกลับมาดูในภายหลัง
ส่วนหนานชิงที่สามารถสลัดชาวบ้านชอบกินแตงทิ้งไปได้สำเร็จ กำลังมองภายในร้านสมุนไพร ด้วยพลังจิตที่แผ่ออกไปจนกระทั่งทั่วร้าน ก็สามารถทำความเข้าใจเ้าของร้านได้ในทันที
“ในร้าน มีชายหนุ่มนั่งอยู่บนโต๊ะมุมนั้น หญิงวัยกลางคนกำลังเช็ดกระจกตู้ยาตรงนั้น และชายชราที่ยืนชั่งยาอยู่ตรงนั้น เด็กๆ คิดว่าเราควรเข้าไปขายพุทราจีนกับใครดี”
“แม่จะเข้ามาขายพุทราจีนเหรอคะ ผู้ชายนั่งอยู่หลัง (เต๊ะทำงานแต่งตัวดีเขาเป็เ้าของร้านแน่นอน” เหมยลี่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“เราไม่ไปตลาดกันเหรอครับ” ิเทียนกลับสงสัยมากจนอดไม่ไหวที่จะถาม
“ใช่ เราจะขายพุทราจีน” กล่าวจบก็เดินตรงไปที่ชายชรา “เถ้าแก่ เรามีพุทราจีนเปรี้ยวๆ สดๆ มาขายคุณรับซื้อมั้ย”
“รับ…” ชายชราเงยหน้าขึ้นก่อนจะประหลาดใจเล็กน้อย จนต้องมองหญิงสาวตรงหน้านานขึ้นอีกนิด
“แม่หนูรู้ได้ยังไงว่าเรารับซื้อพุทราจีนด้วย ชาวบ้านน้อยคนนักที่จะรู้เื่นี้” ไม่ใช่แค่รู้ว่ารับซื้อพุทราจีน แต่ยังรู้ว่า้าแบบเปรี้ยวๆ พุทราจีนมีเยอะมากในประเทศนี้ แต่ที่เปรี้ยวพอจะเป็ตัวยาได้นั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ถูกนำไปตากแห้งไว้กินเป็เสบียงทดแทนราคาถูกในฤดูหนาวทั้งนั้น
“ฉันเคยได้ยินมาค่ะ ลองดูพุทรานี้คุณให้ราคาเท่าไหร่”
เหมยลี่ถอดตะกร้าสะพายหลังออกมา เพราะตะกร้าของเธอเล็กกว่าเลยถูกใช้ขนพุทราจีน
“ตะกร้าเล็กนี้น่าจะราวสิบชั่ง ขอดูก่อน เปรี้ยวดี น้ำดี ตัวยาพอใช้ได้ ฉันให้ชั่งละหนึ่งเหมา” (10เหมา=1หยวน ค่าเงินอาจไม่ค่อยตรงนะคะ ผู้เขียนกำหนดค่าครองชีพม์ในยุคนั้นขึ้นมาเองไม่ได้อิงประวัติศาสตร์)
“...” หนานชิงครุ่นคิดถึงค่าเงินในยุคนี้ หนึ่งเหมาสามารถซื้อข้าวได้หนึ่งชั่ง ราคาพุทราจีนมีค่าพอๆ กับข้าว ถือว่าไม่ได้ล้ำค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าทางยาที่มี
“ตกลงฉันขายให้เถ้าแก่ ยังไงคุณก็ให้ราคาที่เป็ธรรมที่สุดแล้ว” หนานชิงเอ่ยปากชมอีกฝ่าย ทำให้เขารู้สึกละอายใจเล็กน้อยที่สามารถให้ราคาได้เท่านั้น เห็นพุทราจีนที่มีคุณค่าทางยามากขนาดนี้ก็เดาว่าน่าจะเป็ต้นที่มีอายุยืนมากแล้ว จึงอดเอ่ยปากไม่ได้
“พุทราจีนนี้น่าจะยังไม่หมดต้นใช่มั้ย ฉันอยากได้ทั้งหมด เธอจะขายยังไง”
“ฉันได้พุทรานี้มาจากป่า ถ้าเถ้าแก่้าต้องหาคนไปเก็บเอง” หนานชิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ดีขึ้น มนุษย์แม้โลภแต่หากมีขีดจำกัดก็สามารถคบหาได้
“เอ่อ…” เถ้าแก่รู้สึกว่าหญิงสาวชาวบ้านตรงหน้าไร้เดียงสาเกินไป จนได้ยินคำพูดถัดมาของหล่อน
“ฉันจะบอกสถานที่ต้นพุทราให้ แลกกับฉันขอขายของตรงด้านหน้าร้านได้มั้ย”
“ขายของ?” ถึงมีเปิดการค้าเสรีแล้ว แต่ในเมืองนี้เขาเพิ่งเคยเห็นคนมาขอขายของหน้าร้านกันดื้อๆ แต่เมื่อนึกถึงพุทราจีนที่เหลือบนต้นก็รู้สึกเสียดาย
“ขายของแค่นั้นพอเหรอ ถ้ายังไงฉันจะให้นี่เป็ค่าตอบแทนสำหรับการบอกตำแหน่งแล้วกัน” ว่าแล้วชายชราก็หันไปหยิบยาบำรุงออกมาห่อใหญ่ คาดว่ากินได้เป็เดือนทีเดียว
“ขอบคุณ” หนานชิงมองชายชราด้วยสายตาดีขึ้นมาก ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง
“คุณตาถ้างั้นพวกเราขอวางขายเฉาเหม่ยนี้ หน้าร้านของคุณนะคะ”
“แน่นอนนังหนู”
“คุณตาถ้าเกิดมีอันธพาล หรือทหารแดงมาก่อกวนพวกเราล่ะคะ ที่นี่ยังเป็เมืองที่ห่างไกลด้วยสิ” เหมยลี่ทำท่าทางหวาดกลัว ทำให้คนรู้สึกสงสาร
“ไม่ต้องห่วง ถ้าขายของหน้าร้านฉันไม่มีวันถูกใครรังแกได้ ขายไปเถอะ”
“ขอบคุณค่ะคุณตา ถ้างั้นหนูแบ่งเฉาเหม่ยให้คุณตาลองชิมดูนะคะ” เหม่ยลี่ได้รับคำตอบที่พึงพอใจก็หันไปหยิบเฉาเหม่ยจากตะกร้าหลังพี่ชายออกมาให้คุณตาสี่ห้าลูก แต่นี่ก็หนักเป็ชั่งแล้ว
“ขอบใจๆ เฉาเหม่ยนี่ผลโตสวยมากๆ เลย ถ้ามันอร่อยฉันจะขอซื้อสักหน่อยได้มั้ย” ชายชราเอ่ยถามขณะกัดเข้าไป น้ำหวานที่แตกออกหลังผลไม้เข้าปากทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะละลาย
“หวานมาก เร็วเข้าเอามาให้ตาสักสองชั่ง ว่าแต่มันคงไม่แพงเกินไปใช่มั้ย นี่หวานกว่าผลไม้จากเมืองนอกพวกนั้นอีก”
“ไม่แพงเลยค่ะ” เหมยลี่รีบตอบรับแล้วหันไปทางมารดา
หนานชิงถอนหายใจใช้พลังจิตสำรวจไปทั่วเมือง พบร้านขายผลไม้มากมายมีเฉาเหม่ยวางขาย แต่ล้วนเป็เฉาเหม่ยป่าแคระแกร็น ที่สภาพดีหน่อยก็มีราคาสูงเกินเอื้อม เธอตัดสินใจที่จะรีบขายรีบกลับเพราะยังต้องไปส่งของให้ลูกคนรองอีก
“ชั่งละสองหยวน”
“ชั่งละสองหยวน สองชั่งเป็สี่หยวนนะคะคุณตา” เหมยลี่ทำหน้าที่แม่ค้าปากหวาน ขายของไปก็เอ่ยชมลูกค้าไป จนคนชรารู้สึกเอ็นดู
“เอามาอีกสามชั่งเลย!” ว่าแล้วก็หยิบเงินให้ทีเดียวสิบหยวน ราคานี้เขารับได้ ต้องซื้อมากๆ หน่อยจะได้เอาไปฝากเพื่อนๆ และครอบครัว
“ขอบคุณค่ะ” เหมยลี่ขายเฉาเหม่ยให้คุณตาเกือบครึ่งเหลียงสพายหลังของพี่ชายแล้ว เธอหันมองมารดาก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งรออยู่หน้าร้านจึงพาพี่ชายเดินออกไป
“ชั่งละสองเหรียญ” เหมยลี่มองป้ายที่มารดาทำขึ้น จากนั้นก็เห็นหนานชิงเปลี่ยนเฉาเหม่ยที่เหลือไว้ในตะกร้าเล็กของเธอ ก่อนจะปักป้ายไว้้า
ลูกค้ามากมายเดินผ่านไปผ่านมาแต่ไม่มีใครสักคนที่เข้ามาซื้อ มีหลายคนลังเลแต่สุดท้ายก็เดินจากไป นั่งรออยู่เป็เค่อก็ยังไม่มีใครมาถามซื้อสักคน จนเหมยลี่เริ่มร้อนใจ
“อาเหมยเอานี่แบ่งเฉาเหม่ยเป็แปดส่วนต่อลูก ให้คนลองกินดู”
“ลองกินเหรอครับ”
“ใช่” หนานชิงพยักหน้า เห็นลูกสาวลงมืออย่างว่องไว ต่างจากลูกชายที่ตอนนี้กำลังน้ำลายไหลแล้ว
“อาเทียนก็ลองกินดูสักลูก” ยื่นไปไม่ทันไร ลูกชายตัวโตก็กินหมดเสียแล้ว คาดว่าต่อไปเธอคงต้องหาผลไม้มาให้เขากินบ่อยๆ
“เอาไว้กลับบ้านแล้วค่อยกินต่อ” หนานชิงบอกแค่นั้น ก่อนจะเริ่มมีคนเข้ามามุงเพราะให้ชิมได้ฟรี
“คนละชิ้นเท่านั้นค่ะ มาลองชิมได้ เฉาเหม่ยของเราหวานมากจริงๆ” คนที่เข้ามาชิมหลายคนไม่ได้ซื้อ แต่ก็มีหลายคนที่ขอซื้อไปแค่ครึ่งชั่ง แต่ไม่นานเฉาเหม่ยในตะกร้าก็หมดลง เพราะของดีเมื่อคนรู้แล้วก็คงอยู่ได้ไม่นาน
“หมดแล้วเหรอครับ”
“หนูเก็บไว้เอาไปฝากพวกพี่สะใภ้กับน้องๆ อยู่ในตะกร้าของพี่ใหญ่ค่ะ เอามากินสักสองสามลูกก็ได้” เหมยลี่กล่าวยิ้มๆ
“เอาไว้ให้มู่ฮวากับน้องๆ เถอะ อีกอย่างอาเหมยก็ยังไม่ได้กิน” ิเทียนว่าแล้วก็ยื่นเฉาเหม่ยในมือให้น้องสาว แม้จะมองตามตาละห้อยก็ตามที
“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่” รับไปกัดแล้วก็มีอาการเดียวกันกับลูกค้าทุกรายในวันนี้ เฉาเหม่ยนี้อร่อยมากจริงๆ กัดทีราวกับได้ขึ้น์เลยทีเดียว
“อร่อยมากเลย แม่คะกลับบ้านแล้ว ทำให้หนูกินอีกได้มั้ย”
“ไว้ขากลับเราไปเอาต้นมันกลับไปลองปลูกที่สวนหลังบ้านได้” หนานชิงตามใจลูกๆ อยู่แล้ว
หลังจากขายหมดแล้วเธอก็เดินเข้าไปบอกสถานที่ต้นพุทรากับเถ้าแก่ร้าน เมื่อหญิงสาวเดินออกไปแล้ว ชายชราก็ได้แต่ยิ้มตามหลัง
“เป็หญิงชาวบ้านที่ประหลาดจริงๆ”
“ทำไมเหรอครับนายท่าน” ชายหนุ่มท่าทางเหมือนเ้าของร้านมากกว่าตาแก่ที่หนานชิงเอ่ยทัก ถามเ้านายด้วยความสงสัย
“เคยมีคนแถวนี้สักคนรู้ว่าฉันเป็เ้านายของนายที่ไหนกัน มีแต่คิดว่าฉันเป็ลูกจ้างทั้งนั้น ยังไม่รวมเื่พุทรา แล้วก็ฉันรู้สึกว่าหล่อนไม่มีพลังปราณในร่างกาย”
“พลังปราณ? หญิงสาวชาวบ้านก็ต้องไม่มีทางได้ฝึกตนอยู่แล้วนี่ครับ อีกอย่างพวกเราถูกทหารแดงกดดันจนไม่สามารถออกมาสู่โลกภายนอกได้ตั้งนาน ย่อมไม่มีทางเป็ไปได้ที่จะมีชาวบ้านธรรมดาฝึกตนได้”
“ไม่…ฉันหมายถึงไม่มีเลย พลังปราณหายไปเลย ราวกับว่า…มันได้กลายเป็อย่างอื่นไปแล้ว แต่ฉันคงคิดมากเกินไปล่ะมั้ง บนโลกใบนี้จะมีเทพเซียนอยู่จริงๆ ซะทีไหนกัน พลังปราณบางเบาถึงเพียงนี้”
“นั่นสิครับ อาจจะเป็ตระกูลเก่าแก่ที่ตกต่ำก็ได้”
“อาจจะเป็แบบนั้น” ชายชรารูปเคราด้วยท่าทางครุ่นคิด
..talk..
อาเทียนไม่ได้โง่นะคะ น้องมีคาแร็กเตอร์แบบนี้เฉยๆ ติดตามดูการเติบโตของเด็กๆไปด้วยกัน ไม่ต้องซีเรียสค่ะ ละออไม่ฆ่าใครแน่นอน~
ขุ่นแม๊ : รู้สึกเหมือนเชื่อถือไม่ได้
เหมยลี่ : หนูรู้สึกแปลกๆกับพี่นักเขียนคนนี้ หนูมีเซ้นต์แล้วเหรอคะแม่
ิเทียน : แม่บอกต้องฝึกอีกพันปี
หยางตง : เมื่อไหร่จะมีบทกับเขาซะที
อวลละออ : หาภรรยาให้ได้ก่อนสิคะ อ่านชื่อนิยายด้วย
หยางตง : แม่สามีบ้านนี้ใจดีอันดับหนึ่ง
อวลละออ : 'นักเขียนโดนลูกบ้านนี้เล่นซะแล้ว'
ิเทียน : พี่เขาหมายถึงให้อ่านเฉยๆใช่มั้ย อาตงทำถูกแล้ว