ตอน 04
กอดแรก
(ส่วนตอนท้าย)
“โอ๊ย... พ่อคะ เมื่อเช้าเขียนโน้ตให้มาแค่สามคำ แล้วหนูจะรู้มากกว่าพ่อได้ไงคะ ฮ่า ๆ” ลูกสาวอดขำไม่ได้ “แต่... หนูก็ได้ยินคำนี้เมื่อเช้าค่ะ ตอนน้องลอริสทักทาย เดาว่าเป็คำกล่าวสวัสดีของคนรัสเซียนะคะ”
“งั้นเราก็ขอบคุณตอบสินะ” พ่อหันมาผลิยิ้มให้ลอริสอีกรอบ
แต่ไม่ทันจะบอกคำใดแม้อยากขอบคุณ พลันเริ่มหวั่นวิตกเมื่อเห็นว่าลอริสยังยืนนิ่งเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าสาวฝรั่ง้าทำสิ่งใดต่อ เกริกไกรเริ่มหันเลิ่กลั่กมองยังลูกสาวอีก
“หรือน้องอยากเข้าห้องน้ำนะ” ชายวัยสี่สิบเข้าไปใกล้ตัวหญิงสาวผมน้ำตาล นึกประโยคอังกฤษง่าย ๆ เผื่อสื่อสารเข้าใจ “ดู ยู โก ทู บาธรู้ม”
ลอริสแค่ก้มผงกเล็กน้อยแล้วตอบเสียงหวาน “ด๊า...”
“น้องยืนนิ่งคงอาจจะเขิน... พาไปห้องน้ำชั้นล่างนี้เลยค่ะ” ลูกสาวรบเร้าเชียร์พ่อ “จริง ๆ พ่อต้องบอกว่า ทอยเล็ท นะคะ”
“ช่างมันลูก ยังไงบ้านเราก็รวมเป็ห้องเดียวกัน ฮ่า ๆ” ว่าแล้วคนเป็พ่อเริ่มจูงพาลอริสเดินส่งยังหน้าห้องน้ำ แล้วปล่อยให้หญิงสาววัยสิบห้าจัดการธุระส่วนตัว
เกริกไกรเดินออกมาลำพัง ลูกสาวมองแล้วก็งงชั่วครู่ “อ้าว ไม่รอพาน้องออกมาหรอคะ”
“พ่อไม่อยากรบกวน ให้น้องกลับมาเองน่าจะได้นะ”
เพียงสามนาทีลอริสเดินช้า ๆ กลับเข้าห้องกระจกตามเดิม ชุดสวมยาวสีขาวและกิ๊บโบผ้าขาวประดับดูช่างน่ารัก บางทีก็ชวนให้อยากกอดเสียเหลือเกิน
“หนูว่า ลอริส น่ากอดนะคะพ่อ” สุรีย์รัตน์เริ่มพูดเื่น่าตื่นเต้น
“อะไรนะลูก กอดหรอ...” พ่อกลับอุทานใ
ลูกสาวหยีตาพริ้มพลางตอบ “ใช่ค่ะ น่ากอด น้องนุ่มนิ่มน่ารัก ทั้งเนื้อตัวน้อง ทั้งชุดใส่ กอดแล้วอยากกอดอีกค่ะ แฮ่ะ ๆ”
“เชิญลูกกอดตาม้าเลย พ่อขอแค่ดูนะ” เกริกไกรยังเกรงใจต่อผู้หญิงเช่นเคย
“ใจไม่กล้าเลยนะคะ พ่อของหนู” ลูกสาวแซวพ่อไม่หยุด
สายตาเ้าบ้านเหลือบเห็นผู้เยือนใหม่ “น้าไหวมาพอดีเลย”
ลอริสยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้นวม พลันสบเห็นหญิงร่างท้วมเดินเข้ามารอหน้าห้องกระจก เกริกไกรและสุรีย์รัตน์แย้มยิ้มทายทัก
“เข้ามาสิ แอร์เย็น หลบแดด ๆ” ชายวัยสี่สิบเชื้อเชิญ
“ขอบคุณจ้า พี่เกริก” หญิงร่างท้วมทักตอบพลางบอกกับหลานสาว “อ้อ... น้ำ น้าซักให้เรียบร้อยแล้ว ตากอยู่นะ แล้วจะรีดให้อย่างดี”
“อะไรหรอ น้องไหว” เกริกไกรเริ่มทำหน้างง ๆ
“เมื่อเช้าน้ำมาหา ขอให้ไหวซักชุดให้ค่ะ ชุดของฝรั่ง” น้าไสวตอบไปตื่นเต้นไป
ลูกสาวช่วยเฉลย “หนูส่งชุดเมื่อวานของน้องลอริสให้น้าไหวซักค่ะ พ่อคะ น้าไหวมือเบาถนอมชุด หนูเลยให้น้าช่วย”
“อ๋อ ๆ ได้สิ ตามสบายเลยนะลูก” เกริกไกรส่งแย้มไม่เคยขัดใจ
หญิงร่างท้วมพลันได้เห็นสาวผมสีน้ำตาลยืนโดดเด่นกว่าใคร รู้ทันทีว่านี่คือสาวฝรั่งอย่างที่สุรีย์รัตน์บอก ชุดเดรสยาวสีขาวแสนสวยช่างสะดุดตาเสียจริง
“อุ๊ย...” น้าไสวอุทาน “น่ารักจัง นี่หรอคะ สาวฝรั่ง”
“เข้ามาใกล้ ๆ สิคะน้าไหว” สาววัยสิบแปดรบเร้าชักชวน
น้าไสวยิ้มแป้น “โอย... น่ารักจังเลย สาวฝรั่งผมน้ำตาล ผิวก็ขาวผ่องเชียว ดูนุ่มนิ่มน่ากอดนะคะเนี่ยะ”
“ซดราสท์ วุย ถิ”
ลอริสก้มผงกเบา ๆ บรรจงถ้อยคำรัสเซียแสนหวาน
ดูเหมือนหญิงสาวดุจตุ๊กตาอาจเริ่มเรียนรู้ เมื่อมีใครเข้ามาเยี่ยมในบ้านแล้วเกริกไกรหรือสุรีย์รัตน์ต้อนรับขับสู้ อาจเพราะพ่อแม่ในสายเืสอนมาก่อนด้วยส่วนหนึ่ง จึงไม่อาจขาดตกบกพร่องทักทาย แม้ไร้แย้มยิ้มให้เห็นเช่นเมื่อวาน
น้าไสวที่หน้าบานยิ้มแป้นอยู่แล้วกลับยิ่งยิ้มไม่หุบเข้าไปใหญ่
“แปลว่าอะไรอ่า พี่เกริก” น้าไสวที่ไม่รู้แม้แต่ภาษาต่างประเทศสักภาษายิ่งงงงวยกว่าใครทั้งหมด
“ไม่ทราบเหมือนกันน้องไหว” เกริกไกรได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ “แต่เดาว่าสวัสดีมั้ง พี่ยังไม่ได้ถามเ้าวนัสมันเลย”
สุรีย์รัตน์ประคองร่างลอริสค่อยนั่งลงบนเก้าอี้นวม น้าไสวก็ชอบสบมองตาคู่สวยแล้วส่งแย้มให้
“ตาสวยมากเลย สีครามปนฟ้าจาง ๆ ตาฝรั่งน่ามองมาก ๆ”
“ใช่เลยค่ะ สวยเนอะ น้าไหว” สุรีย์รัตน์ช่วยเอ่ยชมสนับสนุน
“ชมลอริสกันใหญ่เลย น้องเขินแย่แล้วนะ” เกริกไกรช่วยแซวแทน
น้าไสวหันมาถามเ้าของบ้าน “อ๋อ น้องชื่อ ลอริส หรอคะพี่เกริก”
“ใช่แล้วน้องไหว จำยากหน่อยนะ” เกริกไกรบอกให้ทำใจ
ส่วนลูกสาวยังติดใจพรรณนาเพลิน “แต่น้องไม่ยิ้มเลยนะคะ มีแต่สายตาซื่อ ๆ แต่ก็น่าเอ็นดูมากเลย ยิ่งมองยิ่งชอบ เหมือนตุ๊กตาเลย”
“ตุ๊กตาสวย มีชีวิตเลย” น้าไสวช่วยชมเชย
แต่แล้วจู่ ๆ สุรีย์รัตน์กลับเริ่มระลึกได้ “เมื่อครู่พ่อพูดถึงน้าวนัส เขาว่าไงบ้างคะ เื่เกี่ยวกับน้อง...”
“แนวโน้มว่าจะช่วยลอริสเื่ลี้ภัย จะให้อยู่ที่ไทยไปเลย เขาบอกคร่าว ๆ มาแบบนั้นนะ” พ่อตอบจากข้อมูลที่ยังรู้ไม่แน่ชัด
“ก็แปลว่า... น้องจะอยู่กับเราต่อไม่มีกำหนดหรอคะ”
สีหน้าเกริกไกรเริ่มหมองหม่น “ไม่แน่ใจ เพราะก่อนน้องจะหมดสติ น้องวิงวอนร้องไห้เลยนะ ไม่อยากกลับรัสเซีย คงถูกใครตามล่าจากที่นั่น”
“ทำไมโหดร้ายจังเลย” สุรีย์รัตน์ก้มหน้าเศร้าสลด
“พ่อก็แค่เดานะ ฟังที่วนัสเล่าวิเคราะห์ก็ใเหมือนกัน”
“แล้วเื่พ่อแม่ของน้อง...” ลูกสาวเริ่มเปิดเื่น่าวิตกจากเมื่อคืน
เกริกไกรก้มงุด สีหน้าหดหู่ทันตา “สาบสูญแล้ว ยืนยันแล้ว...”
“โธ่... ไม่ค้นหาชีวิตหรือศพแล้ว...” สุรีย์รัตน์อุทานแ่ แววตาเริ่มหม่นเฉาซึมเซา พอเริ่มเรียกสติที่ใกล้หลุดลอยได้บ้าง พลางเมียงมองสาวผมน้ำตาลชุดขาวที่นั่งนิ่งบนเก้าอี้นวม ท่วมท้นรู้สึกพลันสงสารจับหัวใจ
“ไม่น่าเลย... น้องต้องกำพร้า” น้าไสวยังอดเศร้าไม่ได้จึงอุทานตาม
“เป็ชะตาของน้อง...” ถ้อยคำจากเกริกไกรกลายเป็เสียงพร่า
ลูกสาวบรรจงคำวิงวอน “อย่าเพิ่งให้ลอริสรู้เลยนะคะ ไม่อยากให้น้องร้องไห้จนเป็ลม”
“เปลี่ยนเื่คุยก่อนดีไหม ไม่อยากให้ลอริสรู้ว่าพวกเราเริ่มเศร้า” คนเป็พ่ออยากทิ้งเื่กังวลลงชั่วคราว
ซองเอกสารในกระเป๋าหนังสีน้ำตาลไม่ถูกเปิดอีกเลย สุรีย์รัตน์รู้แก่ใจว่านั่นคือของส่วนตัวของลอริส ไม่กล้าแม้แต่จะขอดูข้อมูลบุคคลสักคราวเดียว เื่อายุและวันเกิดจึงยังไม่ทราบ
“พ่อคะ ลอริสอายุเท่าไหร่หรอคะ”
“เพิ่งครบสิบห้าเองน่ะลูก” พ่อตอบจากปีเกิดบนพาสปอร์ตที่ยังพอจดจำได้
“ฝรั่งโตเร็วจังเลยนะคะ สูงเท่าหนูเลย รูปร่างก็ดี” ลูกสาวยังทึ่งไม่หาย พลางก้มหน้าเอียงอาย “หนู... อิจฉาลอริส... ตรงนั้น... น่าจะใหญ่กว่าของหนูด้วยน่ะค่ะ”
พ่อเริ่มเบิกสีหน้าแปลกใจ “อะไรใหญ่ล่ะลูก...”
สุรีย์รัตน์ไม่กล้าตอบตามตรง พลางยกมือสองข้างใกล้ใต้่คอ ก่อนพ่อจะบอกออกไป “อ๋อ ๆ เข้าใจแล้ว...”
“พ่อให้มาน้อยอ่า...” ลูกสาวเสียงอ่อนตีหน้าเศร้า
คนเป็พ่อเริ่มยิ้มขำเบา ๆ ก่อนจะตบบ่าปลอบ “เอาน่า...”
น้าไสวที่ยืนฟังข้าง ๆ พลันปล่อยหัวเราะออกมา “ดูน้าสิ ใหญ่นะมีแต่ไขมัน”
สุรีย์รัตน์กลั้นขำออกมาไม่ได้ “โอ๊ย... โอ๊ย...”
“แล้วเย็น ๆ พ่อจะแวะร้านตุ๊กตาฝรั่งเศสนะ วันนี้พ่อน่าจะจบงานเร็ว เอาตัวล่าสุดใช่ไหม”
“พ่อคะ... หนู...” ลูกสาวรีบร้องทัก
“อะไรอีกล่ะลูก...”
“หนูว่า... ไม่ต้องซื้อก็ได้ค่ะ หนู... หนูหลงรักตุ๊กตารัสเซียแล้วล่ะค่ะ” เสียงสารภาพจากลูกสาวทำเอาฝ่ายพ่อต้องยืนอึ้ง
“เอ๊า... ลูกคนนี้ อะไรกันนี่ ได้ใหม่ลืมเก่าเฉยเลย ฮ่า ๆ”
“ก็น้องลอริสน่ารักมากน่ะค่ะพ่อ อย่างกับตุ๊กตาเลย” สุรีย์รัตน์ยิ้มหวานแก้มปริ
“น่ารักจริง ๆ ด้วยค่ะ น้ำบอกถูกต้องทุกอย่างเลยค่ะ” น้าไสวช่วยสนับสนุน
สายตาทุกคู่เลื่อนมองทางเก้าอี้นวม ลอริสนั่งวางมือทั้งสองบนตักแสนสงบเสงี่ยม ประกายตาทอดมองมาช่างอ่อนโยนไม่เจื่อนจาง
“พ่อต้องลำบากเื่ค่ารักษาน้องลอริส เอาเงินตรงนั้นมาซื้อของใช้ที่จำเป็เพื่อน้องดีกว่าค่ะ” ลูกสาวอยากแบ่งปันความสุขส่วนตัวเพื่อสาวรัสเซีย
“อ่า... ตามใจลูกนะ แต่ถ้าอยากได้เมื่อไหร่ก็บอกพ่อนะ” เกริกไกรย้ำคำไม่ลืมสัญญา
อยู่ดี ๆ ลูกสาวเอ่ยไร้ต้นไร้ปลาย “พ่อต้องกอดน้องนะคะ”
“อะไรนะลูก” เกริกไกรยังประหลาดใจผ่านสีหน้า
“หนูอยากให้พ่อกอดน้องไงคะ” สุรีย์รัตน์เริ่มยุเย้าเอาอกเอาใจ น้าไสวก็ยิ้มแฉ่งอยากลุ้นไปด้วย
แต่พอมองพ่อที่ยังไม่กล้า เริ่มเกาหัวจนผมเริ่มยุ่ง “จะดีหรอลูก...”
เมื่อทนเสียงเชียร์ไม่ไหว เกริกไกรย่อตัวนั่งใกล้เก้าอี้นวม สบตามองหญิงสาวรัสเซียที่มองมาเช่นกัน
“สาวแสนซื่อและอ่อนโยนจังเลย” ชายวัยสี่สิบเริ่มรำพัน พลางได้ยินเสียงข้าง ๆ จากลูกสาวคอยบอก “เล็ทส์ ฮัก มาย แด๊ดดี้”
ทั้งพ่อและลูกเริ่มไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าลอริสจะแปลความหมายได้หรือไม่ สักพักหญิงสาวตุ๊กตาเริ่มยกมือต่ำไปข้างหน้า ท่าทางเหมือนอยากจะอุ้มของสักอย่าง
สุรีย์รัตน์เดาอาการออกทันใด “น้องอยากกอดนะคะพ่อ รีบเลยค่ะพ่อ...”
“ใช่หรอลูก” เกริกไกรหันมาถามก่อนหันกลับสบตาลอริส
มือละมุนทั้งสองจากสาวรัสเซียแตะร่างเกริกไกรแล้ว...
หนุ่มวัยสี่สิบใจเต้นสั่นระรัว อาการหวั่นไหวไม่รู้จะเรียกว่าดีใจหรือประหม่า ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวกลับยื่นสองมือโอบเอวสาวตุ๊กตา
ลอริสซบไหล่เกริกไกรทันที อีกฝ่ายก็ซบไหล่นางฟ้ารัสเซีย
เสียงปรบมือเบาผสมเสียงเชียร์จากลูกสาว “โอ๊ย น่ารักสุด ๆ เลย...”
“น่ารักจริงจริ๊ง...” น้าไสวส่งแรงเชียร์เสริม
สักครู่จึงเริ่มคลายสวมกอดต่อกัน เกริกไกรยังเหงื่อตกยังตื่นเต้น ถูกยุเย้าหนักเข้าจนไม่อาจทัดทาน เผลอกอดตุ๊กตาสาวสวยมีชีวิตเข้าให้เสียแล้ว
ลอริสก้มผงกเพียงน้อยพลางเอ่ยอ่อนโยน “สปาซิบะ...”
เสียงเพราะพริ้งจากตุ๊กตาสาวทำเอาเกริกไกรน้ำตาหลั่ง ทั้งดีใจจนบอกไม่ถูกดุจของขวัญชิ้นงาม
นี่คงเป็ของขวัญชิ้นแรกที่ยอมรับดูแลหญิงสาวลี้ภัยผู้ต้องกำพร้า
ยกมือเช็ดน้ำตาก่อนจะเอ่ยตอบอย่างคนไม่เคยพูดรัสเซีย
“สะ... ปา... ซิ... บะ...”
และนี่คงเป็คำแรกจากเกริกไกรที่พูดรัสเซียกับลอริสเช่นกัน
สีหน้าแววตาหนุ่มวัยสี่สิบยังเขินอายไม่หาย รีบลุกโบกมือลาลอริสแล้วหันหลบ พลางพูดกับลูกสาวเมื่อเริ่มได้เวลากลับเข้างานแล้ว
“ไปก่อนนะลูก แล้วเย็น ๆ เจอกันใหม่ ลูกนะ ลูก... พ่อเขินจะแย่”
“ฮ่า ๆ น่ารักดีออกค่ะพ่อ... แล้วเจอกันค่ะ...” สุรีย์รัตน์ผลิยิ้มเอ่ยลา
น้าไสวก็ถือโอกาสขอตัว “เดี๋ยวน้าก็ต้องไปเหมือนกันค่ะ แล้วเจอกันใหม่นะหลานน้ำ จะแวะมาดูสาวฝรั่งน่ารัก ๆ ด้วย”
“ยินดีค่ะ น้าไหว” สุรีย์รัตน์กล่าวส่งลาเสียงหวาน
บรรยากาศในบ้านเงียบลงอีกครั้ง เหลือเพียงหนึ่งสาวไทยและหนึ่งสาวรัสเซียในห้องกระจก
สุรีย์รัตน์เหยียดกายนอนหงายอ่านหนังสือเตรียมสอบพรุ่งนี้ อ่านไปอ่านมาคล้ายยังตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ไม่หาย อ่านหนังสือเหมือนไม่รู้เื่สมาธิชักเริ่มกระเจิง ไม่รู้จะแก้อย่างไรจึงเหลียวมองทางเก้าอี้นวมอยู่บ่อยหน
“เบื่อจังเลย... ี้เีอ่าน... ช่วยด้วย...” สุรีย์รัตน์บ่นไปกลิ้งนอนไปมา แต่พลันนึกขึ้นได้ว่าชีวิตของลอริสกลับแย่กว่ามาก
“น้องลี้ภัย ก็คงไม่ได้เรียนหนังสือสินะ ฉันยังดีกว่าน้องที่มีโอกาส เศร้าจัง... ชีวิต”
สาววัยสิบแปดเริ่มสะทกสะท้อนห้วงรู้สึก รู้ซึ้งถึงชีวิตหดหู่ของหญิงสาวตุ๊กตาผู้น่าสงสาร
หญิงสาวรัสเซียนั่งนิ่งคอยสบตาพี่เลี้ยง สุรีย์รัตน์เองก็ยังตื่นเต้นไม่คลาย อยู่ด้วยกันเกินสิบสองชั่วโมงแล้วกลับยังไม่ชิน พอมีสาวฝรั่งผมสีน้ำตาลมองอย่างคนซื่อแบบนี้ก็อดเขินไม่ได้
หวังว่าการยิ้มตอบรับคงพอช่วยให้ลอริสรู้สึกไม่อ้างว้างเดียวดายได้บ้างนะ สุรีย์รัตน์คาดหวังลึก ๆ
ลุกขึ้นมาค้นหาเทปเพลงเพื่อเปิดฟัง คิดอยู่ว่าเครื่องเสียงเล็ก ๆ ที่พ่อซื้อให้เป็รางวัลตอนสอบเอ็นทรานซ์น่าจะช่วยผ่อนคลายได้บ้าง ตอนนี้เงียบเหงาเกินไปเดี๋ยวจิตใจจะฟุ้งซ่าน ไหน ๆ ก็อ่านหนังสือสอบไม่รู้เื่อยู่แล้ว
“มีแต่ 'ไฮร็อก คนพันธุ์ร็อก', 'ไฮร็อก บัญญัติผ่าแปด', 'ออฟ พงษ์พัฒน์', 'อำพล วัตถุไวไฟ'” สุรีย์รัตน์บ่นอุบพลางหยิบตลับเทปเข้า ๆ ออก ๆ จากชั้นวาง “โอ๊ย ยัยน้ำ... ยัยบ้าเอ๊ย... ทำไมฟังแต่เพลงโหด ๆ วะเนี่ยะ”
คิดไปก็เกรงใจอีกคนที่อยู่ร่วม “จะเปิดเพลงอะไรเพราะ ๆ ให้ลอริสฟังล่ะนี่ มีแต่เพลงกระตุ้นหัวใจโครมคราม เดี๋ยวน้องหัวใจวายกันพอดี” สาวพี่เลี้ยงเริ่มเกาหัวอย่างคนงง
“แผ่นเสียง... หรือจะมีเพลงนุ่ม ๆ เพราะ ๆ นะ” ว่าแล้วลูกสาวขอค้นชั้นวางของล้ำค่าของพ่อ แถวเรียงแผ่นเสียงมีอยู่เพียงไม่กี่แผ่น แต่เพลงทั้งหมดไม่ใช่แนวคนวัยระเริงอย่างลูกสาวอยากจะฟัง
“เพลงของ 'เยื่อไม้' ดนตรีไวโอลิน เอ... หรือจะดีนะ ลอริสอาจจะชอบฟัง” สุรีย์รัตน์ยิ้มระรื่นอยากสร้างบรรยากาศอบอุ่นด้วยดนตรี “แต่... ฉันลืมไป... เปิดเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่เป็ โธ่เอ๋ย...”
ใจคอก็ยังหวั่นเกรง ขืนลองผิดลองถูกอาจทำเครื่องเล่นแสนรักของพ่อพัง สุดท้ายวางแผ่นเสียงเข้าชั้นวางอย่างเสียดาย
ทางเลือกสุดท้ายจึงเปิดทีวีฟังข่าวฟังละคร เสียงเปิดเบาไม่อยากตีรวนกับการอ่านหนังสือ นอนอ่านไปพลางเกาหัวยุ่งไปเพราะอ่านไม่รู้เื่อยู่ดี
“อยากจะเลิกอ่านแล้ว ช่วยด้วย...” พี่เลี้ยงสาวโอดครวญ
บางจังหวะเงยหน้าขอสบมองตาลอริส สาวสวยดั่งตุ๊กตายังมองพี่เลี้ยงอย่างใสซื่อ
สุรีย์รัตน์รำพันแ่ ๆ “ลอริสอย่ารำคาญพี่เลี้ยงคนนี้เลยนะ พี่เลี้ยงที่ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย”
แต่อาการบ่งบอกจากสาวฝรั่งช่างคงเส้นคงวา ซื่อบริสุทธิ์อย่างไรก็ยังเป็เช่นนั้น
บางจังหวะพี่เลี้ยงใจดีลุกขึ้นมาแล้วบริการเสิร์ฟน้ำ ยื่นส่งให้หญิงสาวรัสเซียอย่างทุกคราว ลอริสจิบน้ำจนหมดแก้วแล้วส่งคืนให้ ปากละมุนงามเผยอเล็กน้อยแล้วเอื้อนเป็คำรัสเซียหวาน ๆ “สปาซิบะ...”
ดุจของขวัญเล็ก ๆ มอบให้แด่พี่เลี้ยงที่นิสัยบ้า ๆ บ๊อง ๆ ได้ชื่นใจ
หนังสือยังต้องอ่านอยู่ดี ชีวิตวัยเรียนก็ยังต้องดำเนิน สุรีย์รัตน์รู้แก่ใจต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนไม่มีทางเลี่ยง พรุ่งนี้มีสอบแต่เช้าแม้เป็วันเสาร์ ช่างน่าเบื่อหน่ายจริงแท้
ั้แ่บ่ายผ่านไปหลายชั่วโมง ทั้งอ่านหนังสือสอบทั้งเสิร์ฟน้ำให้น้องลอริส คอยประคองร่างสาวตุ๊กตาพาไปยังห้องน้ำ เอาใจใส่พากลับมานั่งเก้าอี้นวม แล้วก็หนีไม่พ้นต้องวนกลับมาอ่านหนังสือแสนเบื่อ
หกโมงเย็นจึงมีเสียงรถยนต์เคลื่อนเข้าจอดในเขตบ้าน เกริกไกรยังประหลาดใจต้องเลื่อนเปิดประตูเหล็กเองเพื่อนำรถจอด พอรู้ว่าลูกสาวไม่ได้มาเปิดให้เหมือนเคยก็อดคิดไม่ได้ว่าอาจเกิดเื่
แต่สายตาแรกเห็นเมื่อเปิดประตูเลื่อนห้องกระจก กลับกลายเป็ลูกสาวแสนรักนอนตะแคงงีบหลับ ที่ศีรษะมีหนังสือเล่มหนาหนุนรองแทนหมอน
สุรีย์รัตน์เริ่มตื่นงัวเงียแล้วขยี้ตา ยกมือไหว้พ่อที่ยืนยิ้มไปงงไป “หนูหลับไปั้แ่ตอนไหนเนี่ยะ”
“หลับปุ๋ยเลยนะ ดูลอริสสิ ยังมองลูกตาแป๋ว ๆ ซื่อ ๆ อยู่เลย”
“จริงด้วยค่ะ” สุรีย์รัตน์ยิ้มเขิน ๆ ให้สาวตุ๊กตาแล้วหันมายิ้มให้พ่อด้วย “หนูโดนมอมยาค่ะพ่อ”
ว่าแล้วลูกสาวยกหนังสือเล่มหนาแล้วอีกมือทำท่าชี้ตัวการ คนเป็พ่อพลันอดขำไม่ได้
“ฮ่า ๆ เอาน่าลูก... สู้ ๆ ฮึ้บ!” เกริกไกรทำท่ายกศอกโชว์กล้าม สักพักจึงหันไปยิ้มแย้มให้หญิงสาวรัสเซียที่เงยหน้าสบมองมา
“กู๊ด อีฟนิ่ง ลอริส”
“ด๊า...” สาวสวยดั่งตุ๊กตาผงกศีรษะแ่เบาตอบรับ
สุรีย์รัตน์เอ่ยทัก “น้องพอจะฟังอังกฤษง่าย ๆ ได้บ้าง ก็ยังดีนะคะ”
“พ่อว่า อยากให้ลอริสดูเป็ฝรั่งแบบนี้แหละ ไม่ต้องสอนยกมือไหว้เหมือนคนไทยหรอก ให้น้องเป็ฝรั่งเต็มตัวไปก่อน ให้น้องรู้สึกสบาย ๆ รู้สึกว่าเราก็ชื่นชอบที่น้องเป็”
“เห็นด้วยค่ะพ่อ” ลูกสาวสนับสนุน
เกริกไกรยกถุงกับข้าวที่ยังหิ้วอยู่ให้ลูกสาวเห็น “พ่อซื้อปลานึ่งมา มื้อนี้เราสามคนได้กินปลาอร่อย ๆ นะ”
สุรีย์รัตน์เบิกแย้มยินดี รู้สึกแช่มชื่นใจที่ได้ยินคำพูดจากพ่อที่บอก 'เราสามคน' ฟังแล้วช่างผูกพันลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูก แม้สมาชิกใหม่จะเพิ่งมาถึงเมื่อคืน ซ้ำยังไม่แน่ใจว่ามาเพียงชั่วคราวหรือจะยาวนานเรื่อยไป
เกริกไกรแบ่งเนื้อปลาส่วนที่ชิ้นสวยไร้ก้างให้ลอริสโดยเฉพาะ สุรีย์รัตน์ก็ตื่นเต้นไม่หายคอยเลื่อนโต๊ะเข้าใกล้เก้าอี้นวม จานอาหารที่มีทั้งสลัดผักและปลานึ่งพร้อมเสิร์ฟมื้อเย็นแล้ว
“แหม่ม... เล็ทส์ แฮฟ ดินเนอร์” พี่เลี้ยงสาวบรรจงคำหวาน ลอริสสบมองตาละมุนแล้วผงกศีรษะแ่เบา ก่อนจะเอื้อนวาจารัสเซียเป็เสียงแสนไพเราะ “สปาซิบะ...”
ยามใดที่ได้ยินก็ทำเอาพ่อลูกหัวใจชุ่มฉ่ำอย่างบอกไม่ถูก ต่างพากันปรบมือยินดีดั่งให้กำลังใจ อย่างน้อยก็รู้ว่าลอริสอยากมีชีวิตสู้ต่อไปนั่นเอง
สลัดผักหมดไปจากจานเกินครึ่ง แต่ที่น่าทึ่งคือปลานึ่งที่แบ่งให้กลับหมดเกลี้ยง ลอริสวางช้อนส้อมชิดข้างจานเมื่ออิ่มมื้อนี้แล้ว
“ปลานึ่งคงอร่อยถูกปากลอริสนะคะ” ลูกสาวดีใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ใช่แล้ว ปลาอบเกลือ ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มด้วย ลอริสคงชอบ พ่อเกรงว่าถ้าใส่น้ำจิ้มรสชาติไทย ๆ น้องจะสู้เผ็ดไม่ได้” เกริกไกรพรรณนาความใส่ใจที่ตนอยากมอบ สุรีย์รัตน์จึงช่วยเสริม
“ฝรั่งชอบทานรสชาติเรียบ ๆ ทานเผ็ดไม่ค่อยได้ค่ะ ต้องอยู่ไทยจนชินถึงกินพวกส้มตำจี๊ดจ๊าด ต้มยำกุ้งแซ่บ ๆ ได้ค่ะ”
“ต่อไปลอริสจะทานแบบนั้นได้หรือ” พ่อยังสงสัยไม่คลาย
“คิดว่าไม่ได้ค่ะ ลอริสคงเหมาะกับสลัดมากกว่าค่ะ หนูสังเกตน้องชอบทานนะคะ ดีต่อสุขภาพน้องด้วยค่ะ ปลากับผัก”
หลังมื้ออาหารค่ำของทุกคนจบลง เกริกไกรขออาสาช่วยเสิร์ฟนมสดและน้ำเปล่าบ้าง ตามด้วยยาที่ไม่ควรขาดตกบกพร่อง สุรีย์รัตน์ก็คอยปรบมือเชียร์ แย้มยิ้มดีใจคนเป็พ่อก็ดูแลลูกสาวฝรั่งได้
“พ่อเขินจะแย่แล้ว” ชายวัยสี่สิบหันมายิ้มให้ลูกสาว
“น่ารักดีออกค่ะพ่อ ดูลอริสสิคะ จับมือพ่อด้วย”
เกริกไกรได้แต่ยิ้มตื่นเต้น “พ่อไม่กล้ากอดเลย ไว้วันหลังนะ... พ่อว่า... ส่งน้องเข้านอนเลยก็ดีนะ”
สุรีย์รัตน์พยักหน้าเห็นด้วย “งั้นหนูจะพาน้องขึ้นบนบ้านเลยนะคะ ตะกี้พ่อก็ให้ยาก่อนนอนแล้ว”
พี่เลี้ยงเริ่มประคองมือขาวผุดผ่องพลางบอก “เล็ทส์ โก ทู เบดรูม”
“ด๊า...” ลอริสตอบรับเสียงหวานเช่นเคย ลุกจากเก้าอี้นวมแล้วก้าวตามมือจูง ว่านอนสอนง่ายเหมือนลูกแมวเชื่อง ๆ
จังหวะสองสาวเตรียมก้าวขึ้นบันได ชายวัยสี่สิบยื่นตำราเรียนให้ลูกสาวรับไว้พลางบอก “สู้นะลูก...”
“จะสู้เต็มที่ค่ะ แต่ยากจังเลย ฮือ...” สุรีย์รัตน์ก้มหน้าเศร้าก่อนจะเปลี่ยนเื่ “มาส่งลอริสเข้านอนด้วยกันสิคะพ่อ...”
เกริกไกรยังดูเกรงใจเช่นเคย รู้ดีว่าห้องนอนลูกสาวคือพื้นที่ส่วนตัว แต่เ้าของห้องก็รบเร้าอยากให้ขึ้นไปส่งลอริสถึงเตียงด้วย จึงได้แต่ยิ้มละมุนแล้วส่ายมือ
“อย่าเลยลูก... ไว้เป็ที่เฉพาะของสาว ๆ เถอะนะ”
“แหม... พ่อคะ... แค่เยี่ยมแป๊บเดียวเอง แฮ่...”
“ลากันตรงนี้เลยเนอะ กู๊ดไนต์” พ่อโบกมือขอยอมขี้อายตามเดิม
มองแววตาละมุนของลอริสส่งท้าย แต่กลับได้ของขวัญสุดล้ำค่า
“สปาซิบะ...” หญิงสาวดุจดั่งตุ๊กตาก้มผงกกล่าวคำหวาน เสียงละเมียดนุ่มนิ่มน่าเอ็นดูไม่เปลี่ยนแปร
แย้มยิ้มจากผู้อุปการะวัยสี่สิบคือฉากลา เสียงหวานใสจากลูกสาวบอกกล่าวส่งท้าย “ไปก่อนนะคะพ่อ...”
สองสาวไทยรัสเซียประคองกันก้าวขึ้นบันไดในที่สุด
ลอริสอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เหมือนคืนก่อน ชุดใส่ทั้งภายในภายนอกก็ยังเหมือนชุดคุณหนูแบบเมื่อคืน ตะกร้าหวายหน้าห้องน้ำเต็มไปด้วยชุดขาวที่ใส่มาครบวันแลนุ่มฟู
กิ๊บโบผ้าขาวน่ารักถูกเปลี่ยนที่วางเป็ใกล้โคมไฟข้างเตียง
พี่เลี้ยงใจดีก็ไม่ยอมบกพร่องหน้าที่อีกแล้ว และคืนนี้ก็ไม่ได้ลืมแปรงฟันให้ตนเองด้วย
ได้ชุดลายทางใหม่ส่องกระจกบิดเอวไปยิ้มไป สักพักจึงมานั่งบนเตียงเคียงร่างสาวฝรั่ง ไล้ลูบผมนุ่มนิ่มแล้วสางให้ดุจของขวัญ บางทีพี่เลี้ยงก็นึกว่าลอริสคือตุ๊กตาจริง ๆ อย่างที่เคยเล่นตอนเด็ก
คำหวานจากสาวรัสเซียยังได้ยินเสมอ “สปาซิบะ...” ยามพี่เลี้ยงหวีผมให้จนจับหยักลอนสลวย
สุรีย์รัตน์ประคองมือลอริสพลางบอกอังกฤษปนไทย “เลิฟลี่ มายดอลล์ ผมหยักนิด ๆ สวยจังเลย”
รอยยิ้มจากสาววัยสิบแปดอาจทำให้อีกฝ่ายยิ่งอบอุ่นใจ ลอริสจึงผละมือออกแต่กลายเป็แตะเอวอรชรของพี่เลี้ยง
ฝ่ายโดนแตะเนื้อแตะเอวก็เริ่มไหวหวั่น ใจทั้งใจสั่นระรัวอย่างบอกไม่ถูก ไม่ช้ามือนวลนุ่มของสาวฝรั่งจึงโอบทั้งเอว
สุรีย์รัตน์หัวใจเต้นโครมคราม ไม่รู้ว่านี่คือวิธีเยียวยาหัวใจด้วยการมอบอ้อมกอดเช่นนี้หรือไม่ แต่สุดท้ายจึงโอบกอดตอบรับเพื่อให้สาวรัสเซียไม่อ้างว้าง
ยารักษาโรคหัวใจชั้นดีก็คืออ้อมกอดอบอุ่นหรือนี่...
นาทีหนึ่งผ่านไป สองสาวค่อยคลายสวมกอดจากกัน แต่ความผูกพันกลับไม่เจื่อนจาง แม้ต้องสื่อสารจากต่างภาษากันยังไม่ถนัดนัก
มือสวยจากพี่เลี้ยงไล้ศีรษะสาวรัสเซียอีกหลายครั้ง สบมองตาคู่งามดั่งตุ๊กตาด้วยใจห่วงใยมิคลาย ก่อนจะเอื้อมหยิบตุ๊กตากระต่ายขาวและหมีน้ำตาลข้างหัวนอนมาวางบนตัก ยื่นส่งให้ลอริสได้โอบกอดอบอุ่นด้วย
แต่ดูเหมือนลอริสอยากแบ่งปันความอุ่นละมุนนี้ จึงยื่นตุ๊กตาหมีกลับคืนให้สุรีย์รัตน์โอบกอดบ้าง เหลือตุ๊กตากระต่ายยังอยู่ในอ้อมโอบแนบชุดคุณหนูสีขาว
“ฉันชอบตุ๊กตา พ่อฉันซื้อมาให้จากร้านนำเข้า ตุ๊กตาจากฝรั่งเศส” สุรีย์รัตน์รำพันคำหวาน “แต่ฉันดีใจกว่าที่ฉันมีตุ๊กตารัสเซียที่สวยน่ารักอย่างเธอนะ ลอริส...”
เมื่อลอริสเริ่มนอนเหยียดกาย พี่เลี้ยงใจดีจึงห่มผ้านวมให้ มือนวลโอบตุ๊กตากระต่ายปุกปุยแนบร่างนุ่มนิ่มในชุดขาว ดั่งเป็ฉากสุดท้ายของค่ำคืนนี้
ลอริสเอื้อนคำรัสเซียแ่ “สปาซิบะ...” แล้วหลับตาลง
สุรีย์รัตน์ลูบศีรษะกล่อมนอน จนลอริสหลับสนิทจึงผละมือออก ลุกจากเตียงมานั่งโต๊ะโคมไฟแล้วเริ่มเปิดหนังสือ
“ฉันจะสู้เพื่อชีวิตอนาคตของฉัน เธอก็ต้องสู้เพื่อให้หายจากโรคร้ายด้วยนะ ฉันจะเอาใจช่วย...”
พี่เลี้ยงทอดมองตุ๊กตารัสเซียห่มผ้าหลับพริ้ม ไม่ช้าจึงเลื่อนสายตาก้มอ่านตำราในที่สุด
-จบตอน-
