แค่เพียงภาพวาดเหล่านี้เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
อลันยังมองดูเอลฟ์สาวอย่างสงบ เขาพึ่งเคยเห็นวู้ดเอลฟ์ที่สวยขนาดนี้เป็นครั้งแรก ใบหน้าด้านข้างขณะที่หันมองไปมานั้นราวกับภาพวาดที่สรรค์สร้างโดยจิตรกรที่เพ้อฝันที่สุด รูปหน้าแคบเรียวและตาสีเขียวมรกตส่องประกาย เข้ากับผมสีบลอนด์ทองอ่อนๆ ของเธอ ไหล่เล็กรูปร่างผอมบาง เรียกได้ว่าเป็นความงามตามธรรมชาติที่มหาเทพอิลูวาทาร์บรรจงประณีตปั้นขึ้นมาอย่างแท้จริง(พี่สาวเอลฟ์คนสวยที่เจอตอนเดินไปตลาดเช้านี่นา...)อลันอดไม่ได้ที่จะมองความงามของเอลฟ์ด้วยความชื่นชมแน่นอนว่าเพียงแต่ชื่นชมเท่านั้นปราศจากความคิดอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น ในชีวิตก่อนถึงแม้ว่าจะมีผู้หญิงสวยระดับดาราฮอลลีวู้ดมาทานอาหารที่ร้านมากมายแต่เขาไม่เคยเสียชื่อเสียงด้วยเรื่องนี้แม้แต่ครั้งเดียว
นิ้วของเลเนอริลลูบไล้ไปตามพื้นโต๊ะโดยไม่รู้สึกว่ามันเยิ้มหรือฝุ่นเขรอะเลยแม้แต่น้อย โต้ะทั้งหมดถูกจัดวางอยู่ห่างกันและมีเพียงสามโต๊ะเท่านั้น สะอาดเหมือนโต๊ะและเก้าอี้ที่บ้านในป่าเอเวอร์ซองวู้ดซึ่งทำให้อารมณ์ของเธอผ่อนคลายลงได้มาก ที่นี่แตกต่างจากร้านอาหารที่เธอเคยไปมาทั้งหมด ร้านพวกนั้นทั้งสกปรกและเหม็น เต็มไปด้วยพวกขี้เหล้าทะเลาะกัน
เลเนอริล อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปที่อลันชายคนนี้ดูเหมือนจะอายุประมาณ 30 ปีเมื่อเทียบกับช่วงชีวิตของเอลฟ์ช่วงชีวิตของมนุษย์นั้นสั้นมากแต่ได้ยินว่าพวกเขากลับมีครอบครัวกันแล้วร้านอาหารที่เรียบง่ายและดูอบอุ่นนี้ทำให้เธอรู้สึกสงบ ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าเธอจะรู้สึกว่าสายตาของเขาจะจับจ้องเธอตั้งแต่ตอนที่ เดินเข้าประตูมา แต่เธอก็ไม่ได้รังเกียจอะไรมากนักเพราะไม่รู้สึกถึงความคุกคามมุ่งร้ายแม้แต่น้อย ความรู้สึกที่ได้รับจากสายตาของเขานอกจากความสุภาพแล้ว เหมือนจะเป็นความชื่นชม
เธอวางคันธนูไว้บนโต๊ะจากนั้นดึงเก้าอี้ออกมานั่งดูอลันถามอย่างสุภาพว่า "ขอโทษที ที่นี่คุณต้องกินอะไร"
“มีเมนูอยู่บนกำแพงคุณลองดูสิครับ” อลันชี้ไปที่เมนูที่เขียนอยู่บนกำแพงร้าน
เลเนอริลมองดูมันเป็นเมนูที่ประหลาดสุดๆ มีกำแพงว่างๆ ด้านหนึ่งถูกเขียนด้วยถ่านดำเอาไว้ เพียงแค่ 2 เมนูเท่านั้น จู่ๆ เลเนอริลก็รู้สึกเหมือนหลงเข้ามาในสถานที่แปลกๆ นี่มันอาจจะเป็นร้านหลอกลวงเหมือนที่เคยได้ยินมาหรือเปล่า?
"ออมเลตต์ซูเฟล่ (Omelette Souffle) – 1 เหรียญทอง!? เอ้กเบเนดิกซ์ (Egg Benedict) – 1 เหรียญทอง!? " หลังจากที่เลเนอริลอ่านเมนูอาหารชื่อแปลกๆ นั่นทีละบรรทัดอย่างชัดเจน ก็ผงะไปชั่วขณะและหลังจากนั้นก็อ่านซ้ำอีกครั้งจนแน่ใจแล้วว่าเธอไม่ได้เข้าใจผิด เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและมองไปที่อลัน เธอจ้องมองเขาอย่างสำรวจหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามดูว่าเขามีอะไรผิดปกติหรือไม่
ตั้งแต่ที่เลเนอริลเดินทางมายังไม่เคยเจอร้านอาหารที่่มีเมนูราคาจานละ 1 เหรียญทองมาก่อนเลย ซึ่งราคานี้สามารถจ่ายค่าที่พักในเมืองได้ถึงห้าวัน เจ้าซูเฟล่นี่มันมีอะไรพิเศษหรือยังไง ถึงได้ตั้งราคาแพงขนาดนี้ เธอต้องการหาคำตอบจากใบหน้าของอลัน
แต่เธอก็ต้องยอมแพ้อย่างรวดเร็ว อลันยังคงมีรอยยิ้มที่สงบ รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นเหมือนผู้ใหญ่ของเขาทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจ ดูคล้ายสนิทสนมแต่ก็เหมือนห่างเหินเล็กน้อย แต่เธอมองไม่เห็นความมุ่งร้ายหรือแผนการใดๆ เลย
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเลเนอริลคงไม่สนใจเงินแค่ 1 เหรียญทองสักเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้เธอต้องประหยัดนิดหน่อยเพราะไม่ได้รับคำขอจากกิลด์มานานแล้ว และเมนูที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนพวกนั้นดูเหมือนว่าน่าจะไม่อิ่มอีกด้วยขณะนั้นเองคนแคระกลออินก็เดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์อย่างเหน็ดเหนื่อย"เฮ่อ– เหนื่อยจริงๆ ท่านอลันข้าขอเหมือนเดิมนะ""ได้เลย โปรดรอสักครู่" อลันค่อนข้างจะแปลกใจนิดหน่อย คนแคระกลออินดูจะสะอาดขึ้นเล็กน้อย เขาสวมชุดขนสัตว์และรองเท้าบูตคู่ใหม่เอี่ยม และไม่ได้เอาค้อนใหญ่นั่นมาด้วย พูดต่อว่า “รับเอลด้วยมั้ยล่ะ”"ดีเล้ย! ได้เอลสักเหยือกก็ดีเหมือนกัน"กลออินถูกใจมาก ดูเหมือนว่าอลันจะมีประสบการณ์ในทำการค้ามาเป็นอย่างดี แต่เมื่อมองไปรอบๆ ไม่เห็นเอลิน่าก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยโดยไม่รู้สาเหตุ เหลือบไปทางด้านข้างเห็นเอลฟ์ตนหนึ่งนั่งอยู่ก็สะดุ้งโหยงรีบหันกลับอย่างรวดเร็วจริงด้วยสิ ท่านอลันของที่ท่านขอให้ทำข้าทำเสร็จแล้วล่ะ กลออินพูดพลางหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาส่งให้อาจจะพูดได้ว่าตะกร้อมือหรือที่เชฟเรียกกันว่าแส้มือ (whisk) เป็นอุปกรณ์ที่พลิกโฉมหน้าของวงการเบเกอรี่อย่างแท้จริงก็ว่าได้ หลังการปรากฏตัวของมันทำให้การทำอาหารด้วยไข่และแป้งกลายเป็นเรื่องง่ายและสนุกขึ้นมาก อลันคิดว่าสิ่งนี้มันเป็นนวัตกรรมแห่งยุคเลยทีเดียวน่าเสียดายที่ไม่รู้ใครเป็นคนคิดคนแรก แส้มือที่กลออินทำมาให้ตามคำขอของเขาดูใกล้เคียงกับแส้มือปรกติมาก ด้ามนั้นทำด้วยไม้ เหล็กเส้นบางโค้งตัดกันดูดี ต่างกันแค่มันไม่ได้โค้งเป็นรูปหยดน้ำเท่าที่ควร และขนาดเหล็กเส้นบางไปนิดหน่อยเท่านั้น อลันพูดขอบคุณคนแคระเฒ่าอย่างดีใจ"ขอบคุณมากครับ สิ่งนี้ช่วยชีวิตผมได้เลยล่ะ แล้วเรื่องราคา..""โอ้ เรื่องนั้นไม่เป็นไรหร๊อก เลี้ยงเอลข้าก็แล้วกัน ฮาๆ " กลออินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก ใจจริงเขาอยากจะถามว่าเจ้าสิ่งนี้จะเอาไปทำอาหารได้ยังไงแต่ก็เปลี่ยนใจ ไม่ถามจะดีกว่า(ใจดีเหมือนกันนะ)เป็นอีกครั้งที่อลันแปลกใจกับน้ำใจของคนแคระเฒ่า นับว่าต่างจากภาพคนแคระที่เคยได้ยินมาจริงๆ หันไปพูดกับลูกค้าอีกคนว่า"ค่อยๆ คิดก็ได้นะครับ กรุณาเรียกผมเมื่อคุณตัดสินใจได้แล้ว" อลันพูดกับเลเนอริลที่ยังคงลังเล จากนั้นก็หันกลับเข้าไปในครัวและเริ่มทำซูเฟล่เบคอนสำหรับกลออิน"ได้" หลังจากที่กลออินเดินเข้ามาเลเนอริลก็จ้องมองไปที่คนแคระเฒ่าตลอดเวลา มือของเธอวางไว้ที่คันธนูอย่างเตรียมพร้อม แต่เมื่อเห็นว่ากลออินไม่ได้ทำท่าทางหรือพูดจาหยาบคายเหมือนคนแคระคนอื่นเธอก็ผ่อนคลาย ค่อยๆ ปล่อยมือจากคันธนูยาว(ไปดีกว่าเรา)เลเนอริลตัดสินใจที่จะไม่ลองดีกว่า ขยับจะลุกขึ้น แต่เมื่อเหลือบมองไปด้านข้าง เห็นกลออินกำลังนั่งรออาหารมาเสิร์ฟอย่างใจจดใจจ่อเต็มไปด้วยความคาดหวังก็เร่ิมลังเลขึ้นมา(ซูเฟล่ที่ว่ามันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ? เราน่าจะรอดูสักหน่อยมั้ยนะ... ถ้าหากว่ามันอร่อยจริงๆ ล่ะ...) เลเนอริลตัดสินใจนั่งลงอีกครั้ง รอดูหน้าตาของอาหารที่กลออินสั่ง
Leneril Silentleaf From Eversong Wood Credit : devientart.com