บทที่ ๑๐
สายลมยามค่ำคืนหวนลงใต้อีกครั้งหนึ่ง หวังจวินััได้ก็ไหวตัวหลบเพราะเกรงว่าหญิงสาวลึกลับจะได้กลิ่นเมื่อลมกลับทิศ ชายหนุ่มสะกิดตั๊กโกว่เล็กน้อยเป็เชิง ก่อนจะทะยานไปบนคบไม้สนสูง
“ทำไมเหตุใดเ้าไม่บุกเข้าไปเลยล่ะ ใยมัวช้าอยู่ หากแม้นนางรู้ตัวเข้าเราคงมิอาจติดตามไปได้โดยง่าย” ตั๊กโกว่ตั้งแง่ขึ้น แต่หวังจวินไม่ได้ตอบอะไรในทันที พลางนิ่งสงบก่อนจะเอ่ย
“พี่โกว่ อย่าเพิ่งใจร้อน ดูนั้นสิเหมือนนางหยุดเพื่อกระทำบางอย่าง” ว่าแล้วทั้งคู่ก็จ้องมองไปยังหญิงสาว นางจัดแจงปลดผ้าคลุมดำของตนออก เผยให้เห็นผ้าแพรที่มัดโอบกายของนาง และไหล่ที่ขาวราวหยวกกล้วย ก่อนจะนำชุดบัณฑิตหนุ่มมาจากย่ามหลังจัดแจงสวมใส่พร้อมทั้งหน้ากากอย่างดีสวมเข้าไป หวังจวินและตั๊กโกว่รู้ทันทีว่านางกำลังปลอมตัว เมื่อพวกเขาซุ่มดูนางจัดแจงจนเสร็จสรรพก็ถึงกับทึ่ง ไม่นึกว่าจะมีการปลอมตัวที่แเีขนาดนี้และเมื่อพวกเขาเห็นหน้าใหม่ของนางตั๊กโกว่ก็ใขึ้นมาทันที
“มีอะไรหรือพี่ท่าน” หวังจวินถามขึ้นเมื่อเห็นในท่าทีเขา
“ลู่ซื่อ หล่อนปลอมเป็ลู่ซื่อ บัณฑิตชั่งทองแห่งราชสำนัก” ได้ยินดังนั้นหวังจวินเองก็ชักเริ่มสนใจ เพราะเื่นี้เกี่ยวกับคนในราชสำนัก
“เอ แล้วท่านคิดว่านางจะปลอมตัวเป็ ลู่ซื่อทำไม” ไม่ทันได้คำตอบพวกเขาก็ต้องสงบอีกครั้งเมื่อมีอีกเงาทะยานเข้ามาหานางพร้อมทั้งคุกเข่าคำนับ
“เรียนนายหญิง ตอนนี้รถม้าพร้อมแล้ว พวกเราควรจะรีบไปเดี่ยวนี้จะได้ถึงตำหนักหยกในรุ่งเช้าพอดี” เมื่อมันรายงานจบหญิงสาวก็ทะยานไปในทิศเดียวกับมันโดยทันที ส่วนมันก็จุดไฟเผาสำภาระที่นายหญิงของมันทิ้งไว้ไม่ให้เหลือเป็หลักฐานใดๆ
หวังจวินและตั๊กโกว่ไม่ได้ติดตามไป แต่ปรึกษาหารือกันว่าสาวลึกลับนางนี้จะไปที่ตำหนักหยกทำไม จนในที่สุดตั๊กโกว่ก็สรุปได้
“เป็ไปได้ว่าบางทีนางอาจไปเพราะงานเลี้ยงคุณชายหม่า”
“คุณชายหม่า” หวังจวินทวนคำ
“หม่าหยงชิงเจี่ย มันเป็ลูกชายคหบดีใหญ่ในราชสำนัก เมื่อไม่กี่วันก่อนมันป่าวประกาศไปทั่วว่าได้เชิญสตรีหิมะ คุณหนูอี้เฟยจากตระกูลหยางมาเพื่อขับบทกลอนให้ฟัง เหล่าชายชาติที่หมายปองนางทั่วยุทธภพต่างมุ่งหน้าเพื่อไปยังตำหนักของมัน อย่างไรเสียมันคัดกรองให้เหลือเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็คนของมันเอง ส่วนสาเหตุที่มันเชิญสตรีหิมะได้ก็อาจจะเพราะว่าเกรงใจบิดามัน เื่นี้น่าสนใจยิ่งนัก ข้าว่าที่นั้นคงจักเป็ปลายทางของโจรสาวนางนี้” เมื่อฟังจบหวังจวินก็พอจะเข้าใจ เขาเองก็มัวยุ่งอยู่กับงานทั้งวันไม่ได้ออกมาพบปะผู้ใด จึงไม่แปลกที่จะไม่รู้เื่นี้
“และถ้าหากเป็เช่นนี้แล้วนางจะไปที่นั้นทำไมกัน” หวังจวินถามขึ้น ตั๊กโกว่เองก็พลางขมวดคิ้วนึกไตร่ตรอง
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ถึงอย่างไรเื่นี้ก็เกี่ยวพันถึงพรรคของข้า ข้าเองก็ไม่อาจอยู่เฉยได้”
“ถ้างั้นท่านมีแผนอะไรอยู่ในใจท่านโกว่”
“ข้าคิดว่าเราควรแยกกันเป็สองทาง ทางแรกติดตามนางไป สืบให้รู้แน่ชัดว่านาง้าทำอะไรกันแน่ และหากมีโอกาสก็ชิงลงมือชิงรายชื่อกลับมารวมถึงจดหมายของจ้าวปู้เพื่อเป็หลักฐานเล่นงานมัน” ตั๊กโกว่วรรคเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“ส่วนอีกคนเดินทางไปตามหาตัวเปียวจิงเทียน เอารายชื่อจากมันถ้าหากเราไม่สามารถชิงรายชื่อกับนางโจรได้ก็จักส่งข่าวให้สายลับในรายชื่อให้ถอนตัวออกมา” เมื่อได้ฟังแผนที่อยู่ในใจของตั๊กโกว่ หวังจวินเองก็เห็นด้วยทันทีเพราะถือว่ารัดกุมแล้ว
“ถ้างั้นให้ข้าตามตัวเปียวจิงเทียนเถอะ” หวังจวินอาสาขึ้น ตั๊กโกว่เองจึงมีท่าทีแปลกใจ หวังจวินเองก็พอจะเดาได้จากสีหน้า จึงได้เล่าถึงเื่ที่เขาและเปียวจิงเทียนพบกันที่โรงเตี้ยมพร้อมทั้งตราพรรคกระยาจกที่ใช้เป็ไม้ล่อด้วย แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้บอกกล่าวถึงเื่ราวของตระกูลซ่ง และวรยุทธเพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าวิชายุทธทั้งหมดล้วนฝึกมาจากของตระกูลของเขาเท่านั้น
เมื่อตั๊กโกว่ได้ฟังเื่ราวก็เข้าใจ แต่ก็ไม่อาจวางใจหวังจวินให้เดินทางตามหาเปียวจิงเทียนได้ เพราะเขาไม่ใช่คนของพรรคกระยาจกจะตามหาตัวของขอทานมันก็จำเป็จะต้องใช้ขอทานด้วยกันเสียเท่านั้น
“ข้าว่าท่านมุ่งหน้าไปยังตำหนักหยกเถิด ท่านไม่ใช่คนพรรคเราการที่จะติดตามตัวเปียวจิงเทียนนั้นท่านอาจไม่ได้ชำนาญเท่าข้า ข้าเองก็พอรู้ว่าพรรคเราตลอดเส้นทางที่เปียวจิงเทียนเดินทางไปมีกำลังพลของพรรคอยู่จุดไหนบ้าง ข้าว่าเปียวจิงเทียนก็จะต้องหาที่พักด้วยการพึ่งพาคนในพรรค ดังนั้นข้าจะติดตามได้ง่ายกว่า” พูดจบหวังจวินก็ไม่คัดค้านอันใด และเมื่อตั๊กโกว่เห็นดังนั้นก็กล่าวขึ้นต่อ
“ถ้าท่านตกลงที่จะช่วย งั้นเรารีบไปกันเถอะ อีกสองเดือนไม่ว่าท่านจะชิงรายชื่อสำเร็จหรือไม่ให้มาพบกันที่หมู่บ้านทางใต้ของลั่วหยาง ท่านเห็นว่าเป็เช่นไร”
“ได้ ตกลงตามนั้นงั้นขอให้ท่านรักษาตัว”
จากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็มุ่งหน้าแยกทางกัน ตั๊กโกว่เองก็ไปซื้อม้าเพื่อเดินทางไกล แต่หวังจวินไม่ได้ไปด้วยเขามุ่งหน้าลงใต้เพื่อไปตำหนักหยกโดยทันที
ก่อนหน้านี้หวังจวินใช้พลังเพียงสองส่วนในการติดตามหญิงสาวลึกลับเพื่อปกปิดฝีมือตน แต่คราวนี้เขาใช้พลังทั้งหมดจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักหยกเร็วยิ่งดุจัทะยาน และด้วยความเร็วนี้ หวังจวินจะถึงตำหนักหยกใน สองชั่วยามเท่านั้น
สองชั่วยามผ่านมาหวังจวินได้มาถึงเชิงเขาอันเป็ที่ตั้งตำหนัก ตำหนักนั้นมียามมากมายเฝ้าหน้าประตูพร้อมทั้งพลธนูตามหัวมุมระเบียงของตำหนัก สมแล้วที่เป็ถึงตำหนักคหบดีใหญ่
หวังจวินทะยานไต่กำแพงไปยังท้ายหมู่ตึกอันเป็ที่ตั้งโรงครัว ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยต่ำที่สุด ก่อนจะหลบเข้าไปหาอะไรรองท้องก่อนจะขึ้นบนจั่วโรงครัวและหลับไปจนถึงเช้า
เขาตื่นขึ้นมาเมื่อเสียงระฆังของพวกคนใช้ดังขึ้น ไม่นานพวกพ่อครัวก็พากันเข้ามาทำครัวเสียยกใหญ่ หวังจวินเห็นดังนั้นก็หลบขึ้นไปยังหลังคาของตำหนักใหญ่หมอบพังพาบจ้องดูจากมุมสูง เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ผู้คนที่ถูกคัดเลือกและหลงใหลในสตรีหิมะนั้นได้ทยอยกันเข้ามาแล้ว หวังจวินเองก็เห็นว่า มีพวกพ่อครัวจากนอกหมู่ตึกถูกเกณฑ์เข้ามาช่วยงานเหมือนกัน คงเพราะว่าวันนี้เป็งานใหญ่จึงจำเป็จะต้องมีคนเยอะกว่าปกตอ เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังจวินเองก็ยิ้มขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มเข้าไปยังโรงนอนของพวกคนใช้จากนั้นก็จัดแจงเปลี่ยนชุดให้เหมือนเด็กรับใช้ก่อนจะเสแสร้งวกไปหลังครัวทำท่าผ่าฝืนให้กลมกลืนกับผู้คน ครู่ใหญ่ที่โรงครัวก็มีผู้คนมากมายต่างเร่งรีบทำอาหารและขนมต่างๆ หวังจวินเองถูกหัวหน้าพ่อบ้านเรียกไปช่วยจัดโต๊ะในห้องโถงเพื่อรองรับแขก
“เ้าเด็กใหม่ ได้ข่าวพวกเ้ามาจากเจิ่งโจวงันรึ” เด็กรับใช้ที่ขัดโต๊ะตัวข้างๆ หวังจวินเอ่ยขึ้นกับเขา
“ฮืม” หวังจวินยิ้มแย้มตามน้ำไป
“ข้าได้ยินว่าที่นั้น หอนกยูงสาวงามนั้นมากมาย ข้านั้นหวังว่าสักวันหนึ่งอยากจะไปที่นั้นสักครา ข้าอยากรู้ว่าหอนกยูงนั้นเป็ดังคำเล่าลือหรือไม่” มันกล่าวถามต่อ สีหน้าพลันเคลิ้มฝันถึงหอนางโลมอันลือชื่อของเจิ่งโจว
“จริงพี่ท่าน หอนกยูงหญิงสาวนั้นงามหยดย้อย นุ่งน้อยอ่อนช้อยดั่งกิ่งหลิวลู่ลม ท่านนึกถูกแล้วที่ปลงใจอยากไปสักครั้ง”
“จริงหรือวะ ให้มันได้อย่างนี้สิ” เด็กรับใช้อีกคนกล่าวขึ้นต่ออย่างลิงโลด พลางทำเอาหัวหน้าพ่อบ้านเอ็ดมา
“เออพี่ท่าน ว่าแต่หญิงหิมะไม่ทราบว่านางมาที่นี่จริงหรือไม่” หวังจวินตัดขึ้น
“มาสิ มาั้แ่เย็นวานแล้ว แต่ทว่านางไม่ได้ออกมาจากห้องพักเลย” เด็กรับใช้คนแรกตอบ จากนั้นคนที่สองก็เสริมขึ้นอีกเสียงหนึ่ง
“อย่าว่าแต่ออกจากห้องเลย แม้แต่โฉมหน้าก็ยังมิเผยให้ผู้ใดเห็น วานนี้นายน้อยเดินวนนับร้อยรอบหน้าห้องของนางหวังจะเข้าไปสนทนาเสียหน่อย แต่ก็ไม่อาจเข้าไปได้”
“ทำไม นางได้รับเกียรติมากถึงกระนั้นเทียวหรือถึงปฏิเสธนายน้อยของตำหนักได้” หวังจวินถามต่อ
“แน่เทียวละ นางเป็ถึงหลานสาวของท่านหยางฟ่งเชียง ไม่ว่าองค์ชาย หรือฮ่องเต้มาเองก็ไม่กล้าล่วงเกินนางดอก ไม่เพียงเท่านี้ จอมยุทธ ซูเหมิน มือกระบี่แห่งตำหนักตระกูลหยางก็มาด้วย คงไม่มีใครคิดสั้นดอก”
‘อ่า นางเป็หลานของท่านอาจารย์หยาง อยากจะเห็นใบหน้าของนางเสียแล้ว อยากรู้เสียจริงเหตุใดถึงทำให้คนในยุทธจักรสนใจเยี่ยงนี้’ หวังจวินนึกพลางก้มหน้าก้มตาสดับฟังเื่ต่างๆ ของเหล่าคนรับใช้คุยกันต่อไป
ตอนนี้ตะวันบ่ายหัว ห้องโถงนั้นจัดแจงเสร็จสรรพ แขกเรื่อเองก็มากันครบพวกต้อนรับก็พาไปยังห้องพักที่จัดไว้ให้ หลังจากที่พวกเขาเข้าเก็บสัมภาระก็มากันมาทานอาหารเที่ยงพูดปะกัน บ้างก็พูดการเมือง บ้างก็พูดเื่ราวในยุทธจักร และบางกลุ่มก็อาจจะพูดถึงสตรีหิมะ หวังจวินเองตอนนี้รับหน้าที่ยืนหน้าประตูรอเรียกใช้ ซึ่งเหมาะเป็อย่างยิ่งแก่การตรวจหาหญิงลึกลับคนนั้น
ตอนนี้เวลาล่วงเลยมายามบ่าย ใกล้เวลางานผู้คนที่ไม่ได้ลงมารับประทานอาหารก็เริ่มออกมากันมากแล้วจนทำให้ห้องโถงตอนนี้แน่นขนัดมากไม่ต่างเลยกับงานชุมนุมยุทธภพ และหวังจวินเห็นว่าผู้หญิงเองก็มากันมากทั้งนี้คงเพราะชื่อเสียงของหยางอี้เฟยแน่นอนจึงทำให้หญิงสาวต่างพากันมาดูด้วยตาตัวเอง
เมื่อผู้คนออกมากันมา ในห้องโถงก็ต่างฮือฮามากขึ้น เพราะเหล่าคนดังที่ในตอนแรกพำนักอยู่ภายในห้องพักเริ่มทยอยออกมา ทั้งหานซูป้าชายรองรูปงามของตระกูลหาน ทั้งยังเป็มือกระบี่มีฝีมือของตระกูล ว่ากันว่าเขามาที่นี่เพื่อพิชิตใจหยางอี้เฟย นอกจากนี้แล้วยังมี ซีซี ศิษย์ของนางมารตะวัน นางปิดบังโฉมหน้าด้วยผ้าบังหน้าสีขาวและเสื้อผ้ารัดกุม จึงไม่อาจยลโฉมสะคราญของนางได้ ถึงอย่างไรทรวดทรงของนางก็ทำให้ผู้คนในงานจับจ้องกันมากโขอยู่ และที่สร้างเสียงฮือฮามากกว่าใครก็คงเป็ ปู้จงเทียน ชายใหญ่แห่งตระกูลหยวน ที่ว่ากันว่าเพลงกระบี่ของเขาเมื่อเทียบกับยอดยุทธเป็รองเพียง กระบี่เลิศคงตี้เท่านั้น ทั้งสามคนมาพร้อมสมุนอีกกอง
ส่วนทางด้านบัณฑิตก็มี ลู่กงจิน ปราชญ์ของตำราพิชัยา ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าอยู่เื้ัในการเอาชนะกองทัพเกาหลีเมื่อสองปีก่อน หยางหม่าตู ลูกพี่ลูกน้องทางใต้ของสตรีหิมะที่เป็เศรษฐีค้าเกลือผู้หนึ่ง ว่ากันว่าเขาเป็ชายรักข้ามเพศ และมาเพื่อพิชิตใจ หานซูป้า ส่วนคนสุดท้าย ลู่ซื่อ บัณฑิตชั่งทองนั้นเอง
หวังจวินเมื่อเห็นนางแล้วก็แกล้งเจ็บท้องหลบไปทันที ความจริงแล้วเขามุ่งไปยังห้องพักห้องหนึ่ง ทำการล้างหน้าล้างตาม้วยผมสวมชุดใหม่ของเ้าของห้องปลอมกลับมาเป็ชาวยุทธอีกครั้ง เมื่อเสร็จชายหนุ่มก็กลับมาสอดแทรกเข้าไปในห้องโถง ก่อนที่พวกคนรับใช้จะถูกไล่ออกมาพร้อมกับพวกที่ติดตามทั้งหลาย แน่นอนว่ารวมถึงพวกชาวยุทธที่ไม่ได้รับเลือกด้วย
ตอนนี้แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีคนรู้จัก และก็ไม่มีใครรู้จักเขา บัตรเชิญของเขาเองก็หามีไม่ แต่หนึ่งอย่างไรมันก็ยังมีโต๊ะที่ว่างอยู่ตัวหนึ่ง ณ มุมห้อง แน่นอนว่าหวังจวินเป็คนเพิ่มมันเข้ามาเอง นอกจากนี้เขายังแอบไปดูและเขียนเทียบเชิญปลอมขึ้นมาฉบับหนึ่งไว้สำหรับเรียกดู ชายหนุ่มก็เดินเนียนเข้าไปนั่งในทันที มีหลายสายตาจับจ้องมายังเขา แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจเขาเสียเท่าไหร่ เพราะหวังจวินเองก็ยิ้มรับทุกสายตาที่มองมาอย่างแเี
และแล้ววันเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ประตูห้องโถงเปิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นายน้อยแห่งตำหนักหยกก็สาวเท้าก้าวเข้ามา มันเป็ชายสูงใหญ่ใบหน้าซูบตอบดังคนที่หมกมุ่นในสุรานารีมามากมาย หวังจวินเองก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ว่า สตรีสูงศักดิ์และมีชื่อเสียงหยางอี้เฟยเหตุรับเทียบเชิญของมัน บิดามันต้องมีหน้ามีตาในราชสำนักมากแค่ไหน
“ดีๆ ทุกท่าน ข้าหม่าหยงชิงเจี่ยรู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็เ้าภาพในงานนี้ หวังเป็อย่างยิ่งว่าจะสามารถต้อนรับขับสู้แขกเรื่อของข้าให้ดีดังใจท่านปรารถนา” มันกล่าวกังวานดังสีหน้าดีใจ จากนั้นมันก็กล่าวต่อ
“ข้าทราบว่าในวันนี้ทุกท่านต่างพากันมาเพื่อสดับฟังบทกลอนอันทราบซึ้งจากคุณหนูหยาง แน่นอนว่าข้าเองก็รู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่คุณหนูให้ความไว้วางใจกับข้าหม่าหยงชิงเจี่ย แต่ถึงอย่างไรคุณหนูกำลังเตรียมตัวอยู่ หวังว่าพวกท่านจะไม่ใจร้อนไปนัก” ว่าจบมันก็เดินไปนั่งยังโต๊ะที่ใกล้กับโต๊ะของคุณหนูหยางในทันที พลางตบมือเบา ๆ สิ้นเสียงพวกสาวรับใช้ก็พรั่งพรูออกมาเพื่อรินเหล้าและนำอาหารชั้นเลิศมาจัดวางเนืองแน่นจากนั้นก็ไปยืนประจำด้านหลังโต๊ะของแขก แน่นอนว่าหวังจวินเองก็ได้รับการตอบรับที่ดี แม้พวกมันไม่รู้จักแหละหม่าหยงชิงเจี่ยจะงุนงงว่ามันเป็ใครก็ตาม ถึงอย่างนั้นมันก็เข้าใจว่าอาจเป็แขกที่บิดามันเชิญมาเพิ่มเติม
สักครู่หนึ่ง ก็มีมือกระบี่หน้าตาคมสันหล่อเหลาผมหยักศกปล่อยประบ่าพร้อมทั้งแววตาบ่งบอกว่าเป็ยอดยุทธผู้หนึ่งย่างเท้าเข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีกสองคน มันตรงไปยังโต๊ะของคุณหนูหยางพร้อมทั้งสั่งลูกน้องของมันให้ตรวจสอบความเรียบร้อย ไม่นานนักมันก็เดินไปด้านหลังโต๊ะของคุณหนูหยางยืนนิ่ง หม่าหยงชิงเจี่ยเองก็พูดตัดขึ้นมาทันที “ท่านซูเหมิน เชิญนั่งเถอะข้าน้อยได้จัดที่นั่งของท่านไว้เรียบร้อยแล้ว มันพลางปาดมือไปยังที่นั่งตรงข้ามมัน ซึ่งใกล้ชิดคุณหนูเช่นเดียวกัน”
“ขอบใจท่านหม่า แต่ข้าไม่อาจละหน้าที่ได้จึงขอปฏิเสธ” ซูเหมินกล่าวก้มหน้าเล็กน้อยเป็เชิงขอบคุณ แต่ไม่ทันหม่าหยงชิงเจี่ยกล่าวอันใดต่อ กลิ่นหอมของดอกบัวหิมะก็ลอยเข้ามา ผู้คนทั้งหญิงชายภายในห้องต่างชะงักนิ่งงงงัน ก่อนจะหันมายังประตูห้อง แล้วแล้วสายตาของพวกเขาก็ประจักร หญิงสาวนางหนึ่งก็ย่างเท้าเขามา กลิ่นหอมยิ่งเข้ามาใกล้ก็ยิ่งชัดเจน บัดนี้เองแม้ทุกคนต่างได้ยินชื่อเสียงของหญิงงามผู้นี้มามากแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจเทียบได้กับขณะนี้ที่ปรากฏตรงหน้า ใบหน้าของนางงดงามหมดจด ผิวขาวราวรูปเกะสลักหยก ริมฝีปากที่เบาบางชมพูใสอีกทั้งสีชมพูจางของชุดที่ลอดผ้าคลุมแพรไหมสีฟ้าออกมายิ่งทวีความงดงามมากขึ้น หวังจวินเองก็เช่นเดียวกันเขาเองก็แทบจะลืมสิ้นในลมหายใจของตน
นานเท่าไหร่ไม่ทราบบัดนี้หวังจวินรู้สึกตัวอีกหนหนึ่งเมื่อหยางอี้เฟยนั่งพำนักที่โต๊ะของนางแล้วพูดเสียงใสนุ่มละมุนถึงซูเหมิน “ซูเหมิน นั่งเถิด อี้เฟยขอร้องท่าน”