บทที่ 1 ตอนที่ 10 เวลาไม่เคยคอยท่า
ทั้งมาร์รูเซีย และเฟลิเซียน้องสาวของเขาล้วนมีพร์ทำให้เรียนรู้การสำแดงเวทมนตร์ออกมาได้อย่างรวดเร็วแม้จะเป็การใช้เวทมนตร์บทนั้นครั้งแรกก็ตาม ถึงแม้ในความเป็จริงเขาให้คุณน้องสาวฝึกัั และควบคุมอยู่ถึงสองปีก็ตามที…
หากมองมุมกว้างสำหรับเด็กในวัยเดียวกันคนอื่น ทั้งสองนั้นก้าวล้ำหน้าเหนือพวกนั้นมาก ถ้าเทียบเป็อัตราส่วนแล้วเห็นทีคงจะเป็หนึ่งต่อสิบ แม้จะฟังดูน้อย แต่นั่นก็เป็ช่องว่างที่ห่างกันมากโข เรียกได้ว่าราวกับทะเล และูเาเลยก็ว่าได้…
อีกคนที่ลืมไม่ได้คือเมดของเขา และน้องสาว มาเรียน่า เธอมีความสามารถ และพร์ในการซับซับรวมถึงเรียนรู้ในระดับสูงเช่นกัน แต่อาจเพราะได้รับการศึกษาเวทมนตร์ช้าไปพอสมควรทำให้การฝึกค่อนข้างจะพบกับความยากลำบากบ่อยครั้ง
ส่วนหนึ่งเหตุผลหลัก และยังเป็ต้นเหตุของความยากลำบากนั้นคือ ‘ภาชนะรองรับพลังเวท(Magic Support Container)’ หรือในอีกความหมายว่า ‘กายเนื้อรับพลังเวทได้มากแค่ไหน’ นั่นแหละ ตลอดสองปีหลังจากที่เริ่มฝึกมา…
แม้ตัวของมาเรียน่าจะรองรับพลังเวทได้มากขึ้นอย่างมหาศาล แต่หากนำมาเทียบกับน้องสาวของเขายังห่างกันอยู่ในอัตราส่วนเจ็ดต่อสิบ ถึงแม้จะมีช่องว่างถึงสาม แต่หากว่ากันตามจริงด้วยความสามารถด้านเวทมนตร์ระดับนี้
หากไม่้าเป็เมดของเขา และน้องสาวแล้วล่ะก็…เธอสามารถรับตำแหน่ง ‘จอมเวทชั้นสูง(Ark-Mage)’ เลยก็ย่อมได้ หรือหากมีประเทศไหนรู้ความสามารถของเธอล่ะก็ คงได้รับการแต่งตั้งเป็ ‘จอมเวทหลวง(The Royal Mage)’ อย่างแน่นอน…
แต่ที่สุดแล้วเธอเลือกจะเป็เมดของเขา และน้องสาว แม้ว่าพวกท่านพ่อจะยื่นข้อเสนอ และตำแหน่งให้แล้วก็ตามที---ซึ่งเขาก็ดีใจที่รู้ว่ามาเรียน่าเลือกอยู่กับเขา และเฟลิเซียมากกว่าจะทะเยอทะยานไปอยู่ในจุดที่สูงกว่า แต่ว่า…
มันก็รู้สึกไม่ดีที่เป็เหมือนโซ่ตรวนรั้งเธอเอาไว้ไม่ให้ก้าวหน้าไปต่อในอาชีพการงาน แต่ในฐานะผู้เป็นายแล้ว เขาต้องเคารพ และให้เกียรติการตัดสินใจของเธอ เพราะมันเป็สิ่งที่ควรพึ่งกระทำเมื่อได้ทราบถึงเจตจำนงอันแรงกล้าของอีกฝ่ายแล้ว…
และที่ยิ่งไปกว่านั้น ในวันนี้ก็ถึง่เวลานั้นแล้ว อากาศนั้นอบอุ่นมากกว่าวันก่อนมากนักจนหิมะเริ่มละลาย ดอกไม้ทั้งหลายก็เริ่มผลิดอกเช่นเดียวกันกับต้นไม้ที่เริ่มผลัดใบ---ในวันพรุ่งนี้ มาร์รูเซียก็ต้องเดินทางกลับสู่ราชอาณาจักรเซราเซียแล้ว…
เวลานั้นช่างไม่เคยคอยท่า หรือหยุดรอใครเลยจริงๆ อย่างที่ทุกคนมักจะกล่าว ‘่เวลาแห่งความสุขนั้น มักหมุนผ่านไปเร็ว’ ่เวลาที่ได้พูดคุย ยิ้ม และหัวเราะหลังจากที่ไม่ทำมานานนั้น มันช่างมีความสุขจริงๆ แต่ในตอนนี้เธอต้องจากเขาไปอีกครั้ง ในวันพรุ่งนี้…
‘กลัว’ กลัวเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอในยามที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกาย การเดินทางจากจุดศูนย์กลางดินแดนโครเวลส์สู่เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรเซราเซีย ‘เซราสน่า’ นั้น กินเวลาถึงกว่าเกือบยี่สิบวันหากเดินทางอย่างไม่เร่งรีบ…
ตลอดเส้นทางนั้นมีทั้งป่าไม้ และหุบเขาสูงที่ต้องผ่านเพื่อออกจากดินแดนโครเวลส์ อย่างที่เคยกล่าวดินแดนของพวกเรานั้นรายล้อมด้วยูเาสูง และหุบเขาลึก ทั้งยังมีอากาศที่หนาวเหน็บ และสัตว์ร้ายบนูเารวมถึงก้นหุบเหวเต็มไปหมด
ดินแดนของเรานั้นยาก้าบุกเข้ามา และก็เป็เหมือนดาบสองคม เพราะมันยากต่อการออกไปเช่นกัน การเดินทางเข้าออกหุบเขาที่เปรียบเสมือนป้อมปราการธรรมชาตินั้น ต้องอาศัยกองทหาร หรือนักผจญภัยระดับสูงในการคุ้มครองพาออกไป…
แน่นอนว่า การจะสร้างเส้นทาง หรือบูรณะสร้างถนนหนทางที่ง่ายต่อการเข้าออกดินแดนฟังเหมือนจะเป็ทางออกแก้ปัญหานี้ที่ดี---แต่มันก็เป็เหมือนดาบสองคมในยามที่เกิดาเช่นกัน เพราะศัตรูก็จะใช้ทางนั้นบุกเข้ามาสู่ดินแดนโครเวลส์…
“ตื่นเช้านะ…เซอซิล”เสียงหนึ่งเอ่ยทักขึ้น
“ท่านพ่อ…”เขาถึงกับชะงักฝีเท้ากึก
ขณะออกมาเดินเล่นรอบริมทะเลสาบขนาดเล็กภายในสวนของพระราชวังปราสาท เขาก็ได้พานพบกับคนที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะพบ ซึ่งก็คือ บิดาของเขาเอง---เรสซิลเอ่ยทักลูกชายคนเล็กขณะที่ตนนั้นนั่งมองทะเลสาบที่ยังคงเป็น้ำแข็งบางส่วน…
“ลูกกังวลสินะ…”คนเป็พ่อเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปจ้องมองลูกชายวัยห้าขวบ
“…ครับ ท่านพ่อ”เขาไม่มีเหตุผลจำเป็อะไรที่ต้องปฏิเสธ หรือปิดบังความกังวลของตนเองต่อผู้เป็บิดา จริงไหม…
“ดีที่ลูกยอมรับตรงๆ…ครั้งหนึ่งพ่อก็รู้สึกแบบลูกเนี่ยแหละ”เรสซิลกล่าวพร้อมมองขึ้นไปยังท้องฟ้า ออกไปยังสถานที่ห่างไกลที่ไหนสักแห่ง…
“พ่อจะไม่บอกลูกว่า ไม่ให้กังวล…แต่จะขอให้ลูกเชื่อใจในกองทหารของดินแดนเราเถอะ”ในฐานะคนเป็พ่อคงช่วยคลายความกังวลใจของลูกชายได้เพียงเท่านี้แหละ…
“ครับ ท่านพ่อ…”เขารู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่ท่านพ่อยังอุสารับรู้ถึงความกังวลของเขาได้
“ที่สำคัญไปกว่านั่น…ลูกชอบเ้าหญิงรึ?”เรสซิลถามออกไปตรงๆ และไม่อ้อมค้อม
“………”
นั่นทำเอาแม้แต่เซอซิลยังอ้าปากค้างกับคำถามอันสุดแสนจะตรงไปตรงมาของพระผู้เป็บิดาของเขา มันตรงเสียจนไม่ห่วงว่าอีกฝ่ายจะเขินจนพูดไม่ออกเลยสักกะนิด---เรสซิลที่ลอบสังเกตเห็นท่าทางของลูกชายที่ผงะชะงักไปก็เหมือนกับได้คำตอบที่้าแล้ว…
“นั่นคือคำตอบของลูกสินะ…”เรสซิลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความพึงพอใจ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากม้านั่งข้างทะเลสาบน้ำแข็ง…
“ฐานะชาติกำเนิด พลังเวทของลูกนั้น…ทำให้ลูกมีคุณสมบัติเหมาะเป็หนึ่งในบุคคลผู้เป็ว่าที่คู่หมั้นของเ้าหญิงมาร์รูเซีย”คำกล่าวจากผู้เป็บิดานั้นเรียกสติเซอซิล…
“หนึ่งในบุคคล…?”เขาทวนประโยคนั้นของผู้เป็บิดา
“เหล่าบุตรชายของผู้ทรงอำนาจไม่ว่าจะจากตระกูลพ่อค้าแม่ค้าผู้ร่ำรวย ขุนนางใหญ่ทั้งหลาย หรือแม้เหล่าเ้าชายจากต่างแดน…พวกนั้นล้วนแล้วคือ คู่แข่งของลูก”เมื่อได้ยินแบบนั้น เขาก็พอเข้าใจถึงเหตุผลที่บิดามาดักรอเขาที่ตรงนี้…
“และในฐานะบิดา พ่อจะสนับสนุนลูกด้วยทุกอย่างที่มี…”
“ขอบพระคุณครับ ท่านพ่อ ลูกขอบคุณจริงๆ…”เขาเอ่ยขอบคุณออกไปพร้อมกับโน้วเอนตัวไปข้างหน้า…
“พ่อทำเพียงในสิ่งทึ่สมควรทำเท่านั้น…ต่อจากนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลูกแล้ว”เมื่อกล่าวจบเรสซิลตั้งใจที่จะเดินออกไปในทันที แต่ก็เพิ่งนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันกลับไปกล่าวกับเซอซิล
“ถ้าเป็พ่อ…พ่อจะหาของขวัญมอบให้พระองค์เป็ของดูต่างหน้า”ในฐานะพ่อคน และเป็คนที่แต่งงานแล้ว ก็คงแนะนำได้แค่นี้แหละ…
เซอซิลนั้นไม่เอ่ยตอบสิ่งใดกลับไปนอกจากทำเพียงพยักหน้าน้อมรับคำแนะนำจากผู้เป็บิดา ซึ่งตอนนี้ได้ก้าวเดินจากออกไปไกลกลับเข้าสู่ตัวอาคารพระราชวังเป็ที่เรียบร้อยแล้ว---มอบของขวัญสินะ ของขวัญที่มาร์รูเซียคนนั้นชอบ…
“ผลึกทะเลดวงดาว…”
ผลึกคริสตัลสีฟ้าครามซึ่งมีประกายทอแสงสวยงามราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรี จากห้วงลึกความทรงจำ สิ่งนี้สามารถหาได้จากห้วงทะเลลึกเท่านั้น แม้แต่เป็บนทรวง์ต่อให้สร้างขึ้นมาก็เป็ได้แค่ของเทียม ไม่เปล่งประกายงดงามเท่าของที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ
เซอซิลทิ้งตัวลงบนม้านั่งตัวเดียวกับที่บิดาเคยนั่งอยู่ พร้อมหลับตาลงหวนนึกถึงความทรงจำในอดีต ใน่เวลาที่เขายังเป็เพียงมนุษย์เดินดินธรรมดามีทั้งเื และกายเนื้อรวมถึงอายุขัย และมาร์รูเซียเธอคนนั้นยังเป็เทพธิดาสาวผู้ชอบลงมาเล่นบนโลกมนุษย์…
เมื่อถึงความทรงจำในสมัยนั้น มุมปากของเซอซิลก็กระตุกยิ้มขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว ภายในความทรงจำนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น และสุขหัวใจ---และในความสุขนั้น ผลักดันเขาให้ก้าวหน้าครั้งใหญ่ ซึ่งนั่นคือ ‘ผลึกทะเลดวงดาว’ ที่เขามอบให้เธอ…
ในยามนั้น เขาตัดสินใจทิ้งตัวดำลึกสู่ห้วงลึกของมหาสมุทรเพื่องมหา และนำผลึกคริสตัลนี้ขึ้นมาสู่ผืนแผ่นดิน พร้อมนำไปเจียระไนรวมถึงหล่อหลอมขึ้นมาใหม่เป็แหวนคู่หนึ่ง และสร้อยคอ เพื่อมอบให้แก่เธอคนนั้น และ…ขอแต่งงาน
รอยยิ้มของเซอซิลแปรเปลี่ยนเป็ยิ้มอย่างขำขัน ในตอนที่เธอตอบรับการขอแต่งงานของเขามันช่างเป็อะไรที่มีความสุขที่สุดในชีวิต และนั่นเป็สิ่งที่ใช้ความพยายามรวบรวมความกล้ามากกว่าตอนออกเดินทางเพื่อปราบมารอสูรซะอีก…
เธอนั้นตอบรับคำขอของเขาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และน้ำตา แต่ทันใดนั้นเขาก็ถูกกดไหล่ให้นั่งลงคุกเข่าพร้อมกับรับฟังการดุ และเทศจากเธอไปถึง 3 วัน 3 คืน ในข้อหาทำอะไรบ้าๆ อย่างกับไม่เห็นความสำคัญชีวิตของตัวเอง…
แน่นอนว่าหลังจากดุ และเทศจบเขาก็ได้รับห้อมกอดอันอบอุ่น ก่อนจะเข้ารับบททดสอบทั้ง 13 ประการจากองค์มหาเทพผู้เป็บิดาของเธอ และองค์มหาเทพีผู้เป็มารดาของเธอ---ความทรงจำทั้งหลายที่หวนนึกถึงนั้น มากล้นไปด้วยความหลากหลายทางอารมณ์…
“……”
ถ้าให้แหวน หรือสร้อยคอเลย ถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไปแม้จะเป็ฝ่ายขุนนาง และราชวงศ์ก็ดูจะเป็การสร้างความวุ่นวายให้ชีวิตของมาร์รูเซียไปซะเปล่าๆ เพราะอย่างนั้น ทางเดียวที่จะไม่เว่อร์วังอลังการจนเกินไป…ก็มีแต่ต้องสร้างเองเท่านั้น
วงเวทสีขาวใหญ่กางขยายออกไปปกคลุมพื้นที่รอบตัวของเซอซิล พร้อมทั้งกับปรากฎวงเวทสีขาวอีกอันหนึ่งซึ่งเล็กกว่าหลายเท่าตัวด้านหน้าของเซอซิล---ในขณะที่สิ่งนี้เกิดขึ้น ผู้คนที่พบเห็นก็จะเห็นเพียงแค่เด็กชายคนหนึ่งนั่งมองทะเลสาบเพียงเท่านั้น
แต่ในความเป็จริงแล้ว เด็กชายนั้นกำลังถักทอบางอย่างด้วยเส้นใย และไหมสีทองสลับขาวพิสุทธิ์ท่ามกลางแผ่นน้ำแข็ง และหิมะที่กำลังละลาย ของขวัญทำมือชิ้นแรกนับั้แ่ครั้งกระนั้นในรอบหลายพันหมื่นแสนล้านปี…
~วันถัดมา~
เช้าวันใหม่ได้มาถึง และเป็วันแห่งการจากลา แต่ทุกอย่างนั้นได้ดำเนินไปอย่างปกติที่สุดเท่าที่เป็ไปได้ เมื่อเด็กหญิงผมสีเงิน และเมดสาวแยกออกไปเหลือแต่เพียงเ้าหญิงองค์น้อยผู้มีเรืองผมสีทองตามลำพังในห้องพัก…เด็กชายผู้หนึ่งก็ลอบเข้าไปหาเธอจากทางด้านหลัง
“รูเซีย…”เขาเข้าไปสวมกอดจากทางด้านหลัง พร้อมกับเรียกชื่อเล็กข้างใบหูน้อยๆ ของเ้าหญิงน้อยอย่างแ่เบา และแฝงไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง…
“งืมมม!?”
มาร์รูเซียสะดุ้งใเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ดิ้นรีบผลักเด็กชายซึ่งจู่โจมเข้ามาทางด้านหลังของเธออย่างกะทันหันออกไป จะว่ายังไงดีล่ะเธอไม่รู้สึกรังเกียจ หรือว่าอึดอัด กลับกันไม่รู้ทำไมเธอถึงอยากให้เขากอดเธออย่างนี้ไปอีกนานๆ
ในยามนี้มาร์รูเซียนั้นแต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวสีคลีม และที่ปลายชายกระโปรงนั้นฟูฟ่องไปด้วยดอกไม้สีขาว แต่ชุดกระโปรงนั้นคลุมอย่างมิดชิดไม่ว่าแขน หรือขา แม้ในยามนี้ดินแดนโครเวลส์อากาศอุ่นมากขึ้นแล้วก็ตาม
“อยู่ที่นี่ตลอดไปได้ไหม…”เซอซิลกระซิบถามอย่างแ่เบา
“จะ-จะดีเหรอ…?”เธอถามกลับอย่างประหม่าขณะแก้มทั้งสองนั้นร้อนขึ้นมาหน่อยๆ
“ดีสิ อาหารสามมื้อ ขนมสี่มื้อ…ไม่สิ กินได้เท่าที่อยากกิน นอนได้เท่าที่อยากนอนเลยนะ”เขายิมยื่นข้อเสนอที่คิดว่าอีกว่ายจะสนใจออกไป…
“อะ-เอางั้นเลยอ๋อ…?”เธอถามอย่างไม่มั่นใจ แต่ฟังดูแล้วก็เป็ข้อเสนอที่ไม่เลวนะ…
“เอางั้นเลย…ไม่ต้องห่วงเื่เงินทองที่อยู่นะ ผมจะเลี้ยงดูรูเซียอย่างดีเลยล่ะ”เพราะงั้นไม่มีอะไรต้องห่วงด้วยทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดทั้งมวล มีเหลือเฟือให้ใช้ไปเป็แสนล้านชาติเกิดใหม่เลยล่ะ…
“งะ-งืม…แล้วเซอซิลได้อะไรล่ะ”จู่ๆ บอกจะมาเลี้ยงดูต้องมีอะไรแน่ๆ
“นั่นสินะ…”
“งิ้ว~”มาร์รูเซียเผลอส่งเสียงออกไปอย่างไม่ตั้งใจ เพราะจู่ๆ คนที่สวกอดเธอจากทางด้านหลังก็กระชับห้อมกอดแน่นขึ้น…
“ขอแค่นั่งยิ้ม…และให้ผมกอดตลอดทั้งวันทั้งคืนก็พอ”
“เราไม่ใช่ตุ๊กตาน๊า~!!!!”เห็นเธอเป็อะไรกัน!?
“รูเซียผมไม่เคยคิดว่าเธอเป็ตุ๊กตาเลย…”เซอซิลค่อยๆ คลายอ้อมกอด และจับตัวอีกฝ่ายหมุนตัวมาให้ประจันหน้ากับตัวเขา
“ผ้าคลุมไหล่?”
ในมือของเด็กชายตรงหน้ามีผ้าคลุมไหล่สีขาวนวล และชายขอบนั้นเป็มีระอองแสงสีขางโปรยปรายตกลงมาอยู่ตลอดเวลา และใจกลางคลุมไหล่นั้น มีการถักทอด้วยไหมสีทองเป็เหมือนรูปคล้ายหญิงสาวที่มีปีกทั้งหมด 6 คู่ ตรงกลางแผ่นหลัง…
“ได้ยินว่า…เซราสน่ามีสายลมที่พัดแรง”เซอซิลเอ่ยพร้อมกับยื่นผล้าคลุมไหล่นั้นให้กับมาร์รูเซีย
“พับทบกันเป็ผ้าพันคอได้ด้วยนะ…”เขาสาธิตพับครึ่งทบกันให้เธอได้ดู…
“ให้เราจริงๆ น่ะเหรอ…?”มาร์รูเซียเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนไม่เชื่อว่าเด็กชายตรงหน้าได้มอบผ้าคลุมไหล่ผืนนี้ให้เธอ…
“อืม เป็ของขวัญจากผม…มิตรภาพระหว่างเรา”
“มิตรภาพ…”เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก จนได้แต่มองผ้าคลุมไหล่สลับกับตัวเด็กชายผู้มอบความของขวัญชิ้นนี้ให้เธอด้วยความสับสน…
“ผ้าคลุมไหล่ผืนนี้ถักทอด้วยเวทมนตร์…ของผม(Original Magic)”เซอซิลค่อยๆ คลุมไหล่มาร์รูเซียด้วยผ้าคลุมที่เขา้ามอบให้เธอ…
เมื่อผ้าคลุมไหล่สีขาวถูกคลุมสวมให้มาร์รูเซียแล้ว เธอััได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากผ้าคลุม และไม่ใช่เพียงแค่นั้นมันยังชวนให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกราวกับว่ามีบางอย่างคอยโอบกอดไหล่ปกป้องเธออยู่ตลอดเวลา…
“เวทมนตร์ของเซอซิล…?”
“ใช่แล้ว ‘ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าที่ไหน ผมจะอยู่เคียงข้าง และปกป้องรูเซียเสมอ' นั่นคือ เวทมนตร์ของผม”เซอซิลเอ่ยตอบความสงสัยของมาร์รูเซียด้วยน้ำเสียงโอนอ่อน และอบอุ่น…
“ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าที่ไหน…จริงๆ เหรอ?”เธอเอื้อมมืออกไปคว้ามือของเซอซิลมากุมไว้ข้างหนึ่ง
“ขอสาบานเลย…”
เซอซิลนั้นไม่เอ่ยปากเปล่าพล่ำเพื่อเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่งขันขึ้น เช่นเดียวกับใบหน้าที่เงยช้อนขึ้นสบตานัตย์ตาสีทองสุกพราวสดใสของเด็กหญิง เขาเคลื่อนมือข้างหนึ่งของเธอซึ่งกุมจับััมือข้างขวาของเขาไว้มาใกล้ริมฝีปากของเขา
“ในนามแห่งเรา เซอซิล ฟอน โครเวลส์ เราขอสาบานต่อ เ้าหญิง มาร์รูเซียย นาส เดอ เซราเซีย…ด้วยถ้อยคำสัตย์ต่อไปนี้…”เซอซิลเอ่ยด้วยน้ำเสียง และใบหน้าอันคมเข้มจริงจัง
“เราจักเป็ดั่งดาบ กวัดแกว่งเพื่อขจัดซึ่งภัยร้าย…”
“และจักเป็ดั่งโล่ คุ้มครองปกปักษ์จากอันตรายร้ายทุกอย่าง…”
ขณะที่เซอซิลกล่าวคำสัตย์สาบานนั้น หัวใจของมาร์รูเซียเต้นระรัวแรง และถี่จนเธอนั้นรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งกาย ไม่รู้ทำไมความรู้สึกแปลกๆ นี่ถึงเกืดขึ้นมา---ทั้งที่ท่านพ่อท่านเคยพาพวกคนที่สวมชุดเกราะมาสาบานด้วยถ้อยละหม้ายคล้ายกันแท้ๆ…
“ไม่ว่าอริร้ายนั้นจักเป็หมู่มาร สัตว์ร้าย หรือแม้แต่เทพเ้า…”แววตาของเซอซิลแข็งดร้าวขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะกลีบเป็ปกติโดยพลัน แต่มาร์รูเซียเธอสังเกตเห็น แต่ไม่เอ่ยทักออกไป…
“เราพร้อมจักหันคมดาบ และยกโล่หันเข้าหาพวกมันทั้งสิ้น…”
“เพื่อจักดำรงไว้ซึ่งความรัก และคำสัตย์สาบานที่มีต่อ…เ้าหญิงมาร์รูเซีย นาส เดอ เซราเซีย”เมื่อสิ้นคำกล่าวเซอซิลก็จุมพิตลงบนหลังฝ่ามือของมาร์รูเซีย
“งะ-งื้อ!?”
มาร์รูเซียแม้เธอจะรู้ว่าจุดหมายสุดท้ายของการให้สัตย์สาบานคือ การจูบที่หลังฝ่ามือ แต่ในครานี้เธอกลับรู้สึกแปลกๆ ราวกับมีบางอย่างผ่าแป๊บไหลผ่านไปยังกลางใจของเธอ---ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยแท้ๆ ทำไมกัน ความรู้สึกนี้ คือ อะไรกันแน่…?
ไม่ทันจะได้เอ่ยกล่าวสิ่งใด ผู้ติดตามของเธอก็มารออยู่ที่ด้านนอกพร้อมกับแจ้งเตือนว่าได้เวลาแล้วที่ต้องไป เด็กชายตรงหน้าไม่กล่าวสิ่งใดต่อหลังจากที่เขาได้ให้คำสัตย์สาบานต่อเธอ สิ่งเดียวที่เขากระทำคือ โอบกอดเธออีกครั้ง…
ความรู้สึกจากเด็กชายซึ่งส่งผ่านห้อมกอดนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกเหงา และโหยหา แต่ในความรู้สึกหลายนั้นยังมีความห่วงใย และความอบอุ่นแฝงอยู่ด้วย ซึ่งนั่นทำให้เธอนั้นรู้สึกสงสัยปนสับสนแม้จะขึ้นรถม้า และออกเดินทางออกจากเมืองหลวงของดินแดนโครเวลส์แล้วก็ตาม
เธอก็ไม่อาจเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ มาร์รูเซียได้แต่ดึงผ้าคลุมไหล่ที่เด็กชายมอบให้เธอมากอดเอาไว้ขณะจ้องมองออกไปข้างนอกรถม้าอย่างไร้จุดหมายเพื่อครุ่นคิด และทำความเข้าใจกับความรู้สึกอันแปลกประหลาดนี้…ขณะที่นกอินทรีสีขาวใหญ่โผบินอยู่เหนือรถม้าของเธอ