“บ่าวรับใช้อย่างพวกเ้ากล้านินทาเ้านายงั้นรึ!” ยามนี้จูเฉินซื่อ ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนเว่ยเหวินโหวปรากฏตัวอยู่ที่ประตูห้องเซียงฝางอย่างมิทันให้ตั้งตัวกระทุ้งไม้เท้าในมือ ฉับพลันเหลือแต่ความเงียบไร้สุ้มเสียง บริวารต่างพากันแยกย้ายด้วยความใไปกวาดพื้นบ้าง เช็ดโต๊ะบ้าง
ปกติจูเฉินซื่อกล่าววาจาเ็าใส่ลู่อวิ๋นจือเสมอใบหน้าชราวัยอันเคร่งขรึมปราศจากความอบอุ่นแม้แต่เศษเสี้ยวการที่ยอมปกป้องนางในวันนี้รังแต่จะทำให้นางยิ่งประหลาดใจ
ลู่อวิ๋นจือเดินเข้าไปถอนสายบัวย่อคำนับจูเฉินซื่อด้วยความนอบน้อม
“ลุกขึ้นเถอะเราสองคนเข้าไปคุยกันในเรือนหน่อย” จูเฉินซื่อถอนหายใจ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่หางตา
หรือว่าจูฉุนอี้จะบอกฮูหยินผู้เฒ่าเื่ของเขากับจิ่นผินแล้วเล่าถ้าบอกแล้ว...เดาว่าฮูหยินผู้เฒ่าคงจะไม่ยินยอมถึงได้แสดงท่าทางจนปัญญาเยี่ยงนี้
ระหว่างตรึกตรองจิตใจของลู่อวิ๋นจือก็ค่อยๆ สบายใจขึ้นมาได้เล็กน้อย
แม่ผัวลูกสะใภ้เดินเข้าห้องเซียงฝางจูเฉินซื่อสั่งให้จินสั่วยกน้ำชาแล้วจึงเอ่ยเสียงขึ้นจมูกทั้งน้ำตาว่า “จือเอ๋อร์ใน่หน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ หากมิยอมประจบจ้าวสุย ภายภาคหน้าสกุลจูของเราคงมิอาจอยู่ดีเป็สุขได้แน่”
อวิ๋นจือตกตะลึงในใจจ้าวสุยกับฉู่อ๋องบุกเข้าโจมตีเมืองหลวงแล้วงั้นหรือ
“ท่านแม่ ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ยอมสละราชสมบัติเองหรอกหรือเ้าคะ”
“แล้วจะอย่างไรเล่าแม้ว่าจ้าวสุยจะมิได้เข่นฆ่าพวกชาวบ้านในเมืองหลวงไม่เลือกหน้า ทว่าเขาไม่มีทางปล่อยข้าราชการน้อยใหญ่ที่ใกล้ชิดราชสำนักไว้แม้แต่คนเดียวแน่! ขนาดพ่อของตัวเองยังสังหารได้ลงคอ นับประสาอะไรกับจวนเว่ยเหวินโหวที่เป็เครือญาติกับฮ่องเต้เล่าจือเอ๋อร์ ข้าได้ยินว่าจ้าวสุยไม่สังหารผู้ที่ยอมศิโรราบ เ้าช่วยไปนอกเมืองแทนอี้เอ๋อร์หน่อยได้หรือไม่...”
ในที่สุดอวิ๋นจือก็เข้าใจแล้วว่าเหตุไฉนแม่ผัวถึงได้ปฏิบัติกับนางดีปานฉะนี้ ที่แท้ก็จะตะล่อมให้นางไปตายแทนนี่เอง!
สีหน้านางเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกหลายครา“ท่านแม่เื่แบบนี้เกรงว่าให้สตรีอย่างข้าออกหน้าเองคนเดียวคงไม่เหมาะสมนะเ้าคะ”
จูเฉินซื่อฟังจบความอารีบนหน้าก็เหือดหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันใด นางนั่งอยู่กับที่ หมุนลูกประคำที่ข้อมือแสยะยิ้มเ็า พลันกล่าวว่า “เ้าคิดว่าอี้เอ๋อร์ขี้ขลาดตาขาวไม่กล้าลงมือเอง ถึงได้ให้เ้าออกหน้าแทนงั้นหรือท่านโหวผู้สูงศักดิ์เป็ที่นับหน้าถือตาอย่างเขา จะให้ออกไปคารวะจ้าวสุยที่นอกเมืองได้อย่างไรตอนนี้ฮ่องเต้ยังไม่สละราชสมบัติ อี้เอ๋อร์ต้องวางแผนให้ละเอียดรอบคอบสักหน่อยลู่อวิ๋นจือ ถ้าเ้าไม่ไปข้าจะตกปากรับคำแต่งจิ่นผินเข้าจวนแต่ถ้าเ้าไปข้าจะปฏิเสธนางเสีย นับแต่นี้เ้าจะเป็ใหญ่ในจวนเว่ยเหวินโหวเ้าคิดดูดีๆ เองก็แล้วกัน”
หัวใจลู่อวิ๋นจือสั่นไหวตราบใดที่ลู่จิ่นผินมิเข้ามาในสกุลจู ตราบใดที่ทลายความปรารถนาของผู้เป็สามีได้หมดสิ้นนางก็จะยอมรับความเสี่ยงครั้งนี้
ครั้นเห็นลู่อวิ๋นจือตกปากรับคำจูเฉินซื่อจึงมอบหีบสมบัติเครื่องประดับเงินทองกำชับให้ลู่อวิ๋นจือต้องนำออกไปนอกเมืองให้จงได้แทนความภักดีของจวนเว่ยเหวินโหว ก่อนออกเดินทางจูอู่กับองครักษ์สองคนของจูฉุนอี้ได้ตามไปด้วยในชุดธรรมดาเรียบๆ
ครั้นเดินออกจากจวนโหวลู่อวิ๋นจือหันหน้าไปมองประตูสีชาดที่ค่อยๆ งับปิด ทอดสายตามองด้วยความคาดหวัง แล้วความคาดหวังนั้นก็ถูกความหดหู่เข้าแทนที่ในชั่วพริบตาจูฉุนอี้คงเชื่อฟังคำของมารดาจึงซ่อนตัวไม่ยอมออกมาส่งนาง
ลู่อวิ๋นจือถอนหายใจกับตนเองแล้วขึ้นรถม้า
หมู่เมฆมืดครึ้มเคลื่อนคลาคล้อยต่ำเกลื่อนพื้นดินราวกับจะกลืนกินคน
เห็นทีพายุฟ้าคะนองคงใกล้ตกแล้วกระมัง
ตามแถบชานเมืองค่ายประจำการปรากฎในสายตาลู่อวิ๋นจือนับไม่ถ้วน ทุกหนแห่งล้วนแต่เป็ทหารถือดาบแบกปืนของฉู่ทั้งสิ้นพลานุภาพความมั่นใจอย่างแรงกล้านั้นทำให้คนไม่อาจมองตรงๆ ได้ ลู่อวิ๋นจือข่มความกลัวเดินไปยืนข้างๆ ทหารเฝ้ายามพลางกล่าวแนะนำตัวและจุดประสงค์การมาเยือนของตนอีกทั้งยังขอพบผู้บัญชาการใหญ่ของฉู่อย่างจ้าวสุย
ในยามนี้เหล่าขุนนางและคนใหญ่คนโตต่างพากันแวะเวียนมาไม่น้อยพลทหารของฉู่พบเห็นจนเคยชิน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมาั้แ่อดีตอนุญาตให้เข้าไปได้เพียงคนเดียว
ด้วยหัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ นางเดินตามพลทหารฉู่เข้าไปด้านในกระโจมทหารที่จัดตกแต่งไว้อย่างโล่งโปร่งสบาย
คนที่นั่งอยู่ตรงกลางเป็บุรุษร่างสูงกำยำสวมผ้าคลุมสีดำและชุดเกราะบุรุษผู้นี้ไว้เคราดกดำดั่งน้ำหมึก ภายใต้รูปลักษณ์อันหยาบกระด้างกลับมีมาดสุขุมคมในฝักเขาเท้าศอก ไหสุราในมือแกว่งไปมาั์ตาสุขุมลุ่มลึกสำรวจสอดส่องอวิ๋นจือั้แ่หัวจรดเท้า ท้องฟ้ายามนี้คำรามสลับกับสายฟ้าฟาดแสงแวบวาบสีขาวแต่ละสายประทับบนใบหน้าเหี้ยมโหดกระหายเืเล่นเอาอวิ๋นจือขนพองสยองเกล้า
“ฮูหยินจวนเว่ยเหวินโหวงั้นหรือ”เขาปริปากด้วยเสียงทุ้มต่ำ เอ่ยถามขอไปที
“จวนเว่ยเหวินโหวยินดีแสดงความภักดีเต็มกำลังโดยขอร่วมสมทบค่าอุปการะทางการทหารให้แก่ท่านแม่ทัพจ้าวเ้าค่ะ” เมื่อลู่อวิ๋นจือกล่าวจบพลทหารฉู่ด้านหลังก็เปิดหีบสมบัติแก้วแหวนเงินทองใบใหญ่
ดูเหมือนจ้าวสุยมิได้อยากกล่าวความใดมากนักเขาโบกมือสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ยกหีบสมบัติออกไป
อวิ๋นจือกล่าวแสดงความจงรักภักดีอีกเล็กน้อยครั้นเห็นจ้าวสุยเอาแต่จับจ้องนางก็อดเคอะเขินมิได้ จึงลุกขึ้นอำลาโชคดียิ่งนักที่จ้าวสุยหาได้รั้งตัวนางไว้ไม่
ครั้นเดินออกมาจากค่ายประจำการหัวใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ มิเป็สุขของอวิ๋นจือถึงกลับเป็ปกติได้
“ฮูหยินวันนี้ฝนยังตกอยู่พวกเราหาโรงเตี๊ยมพักเหนื่อยสักหน่อย รอจนฟ้าโปร่งค่อยออกเดินทางก็ยังไม่สาย”จูอู่เสนอ
“ไม่ได้ ต้องรีบกลับ”ลู่อวิ๋นจืออยากกลับจวนจนแทบอดใจรอมิไหวแล้ว จึงรีบขึ้นรถม้า
ยังไม่ทันจะนั่งให้ดีจูอู่ก็ตามเข้ามา มุมปากแสยะยิ้ม “ฮูหยิน ข้าขอโทษ...”
อวิ๋นจือยังไม่ได้ทันตั้งตัวศีรษะก็ถูกกระแทกพลันหมดสติไป...
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/bda8e0532a28be00bbebbbebb7b3e4f6