กาลเวลาผันผ่าน ผลัดเปลี่ยนยุคสมัย ทว่าดวงิญญาของเฉินม่อไป๋ราวกับตอกเข็มหมุดยึดไว้กับที่ ไม่สามารถจากไปไหนได้
สิ่งเดียวที่นางพอจะเตือนไม่ให้ตนเองหลงลืมตัวตนไปก็คือได้รู้ว่าดวงิญญาอีกส่วนหนึ่งเกิดใหม่เป็ครั้งที่สามสิบสามแล้ว!
เฉินม่อไป๋หลับตาลง เฝ้ารอคอยอย่างกระตือรือร้นเป็ที่สุด
ในครั้งที่ดวงิญญาแตกออกเป็สองส่วน เฉินม่อไป๋ก็ติดอยู่ที่นี่อย่างสิ้นหวัง แต่หลังจากผ่านไปหลายสิบปี จู่ ๆ นางก็รู้สึกถึงกระแสพลังอีกครึ่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป
เมื่อหลับตาลงก็พบว่าตนเองสามารถมองผ่านดวงตาของดวงิญญาที่เกิดใหม่อีกครึ่งหนึ่งได้ ถึงแม้ว่าเฉินม่อไป๋จะบังคับร่างกายไม่ได้ แต่ก็สามารถรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านทารกน้อยอย่างชัดเจน
แต่น่าเสียดายที่หลังจากทารกน้อยครบร้อยวัน นางก็มองไม่เห็นหรือััได้ถึงดวงิญญาส่วนนั้นอีกเลย เป็แบบนี้ทุกครั้งจนกระทั่งเฉินม่อไป๋หมดหวังกับการประกอบดวงิญญาเข้าด้วยกันแล้ว
แต่นางก็ยังคงเฝ้ารอคอยการเกิดใหม่ของตนเองอย่างใจจดใจจ่อ แม้จะเป็่เวลาสั้น ๆ แค่หนึ่งร้อยวัน แต่เฉินม่อไป๋กลับมีความสุขมากเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและใบหน้าครอบครัว
แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือชื่อหลังเกิดใหม่ นางยังคงได้รับชื่อ 'เฉินม่อไป๋' ทุกครั้ง อย่างน่าประหลาดใจ
มีครั้งหนึ่งที่นางเกิดเป็บุตรสาวศิษย์เอกของตนเอง ทำเอามึนงงสับสนไปพักใหญ่
แต่เมื่อวาสนาต้องกันเช่นนี้อีกชาติหนึ่ง เฉินม่อไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะทบทวนโลกใบนี้อย่างลึกซึ้งอีกครั้ง นางใช้เวลาหลายพันปีในร่างดวงิญญาเพื่อศึกษาวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนยามมีชีวิตให้แตกฉาน ทั้งยังคิดค้นวิชารูปแบบใหม่ออกมามากมาย เสียดายก็แต่ติดอยู่ที่นี่เท่านั้น
เฉินม่อไป๋ขณะนี้กำลังเชื่อมต่อกับดวงิญญาอีกครึ่งหนึ่ง ธรรมชาติของทารกน้อยนั้นไม่มีอะไรมากนอกจากนอนนิ่ง ๆ หรือขยับตัวเป็บางครั้ง มุมมองของเฉินม่อไป๋คล้ายกำลังดูละครฉากหนึ่ง ไม่อาจควบคุมร่างกายได้เลย
ทารกน้อยหรี่ตาเพราะไม่อาจสู้แสงในห้องพร้อมกับส่งเสียงอ้อแอ้คล้ายกำลังหัวเราะ
เฉินม่อไป๋พยายามกวาดดวงตาผ่านมุมมองที่เห็นก็พบว่าตนเองกำลังอยู่ในกล่องบางอย่างที่ค่อนข้างใส
หรือจะเป็เปลของยุคนี้?
น่าสนใจ
หญิงสาวกวาดดวงตาไปรอบๆ อย่างสงสัยใคร่รู้ ไม่นานก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าที่นี่มีทารกหลายคนกำลังหลับใหลอยู่เช่นกัน
ที่นี่คือที่ไหน!
ทุกครั้งที่เฉินม่อไป๋ลืมตาขึ้นหลังจากคลอดหนึ่งวัน นางก็มักจะอยู่ในเปลข้างเตียงนอนของมารดาบิดา หรือโรงหมอสักแห่ง แต่ที่นี่คล้ายกับเป็ห้องเอาไว้ขังทารกน้อย...
จิตใจของเฉินม่อไป๋กระสับกระส่าย
ทว่าผ่านไปไม่นานเฉินม่อไป๋ก็ได้รับความกระจ่าง หลังจากการฟังคนรอบข้างคุยกันมาได้หลายวัน สถานที่ที่นางอยู่นั้นเรียกว่าโรงพยาบาล หรือก็คือโรงหมอขนาดใหญ่นั่นเอง
อีกทั้งยุคนี้ที่นางได้เกิดใหม่ก็ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อย เป็ยุคที่มนุษย์มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างก้าวะโ แต่ด้านวัฒนธรรมกลับลดน้อยลง ความเชื่อและสิ่งลี้ลับกลายเป็ความงมงายในสายตาคนส่วนใหญ่
ที่เฉินม่อไป๋รู้เื่นี้ก็เพราะพ่อแม่ของนางเคยทะเลาะกับปู่ย่าที่เอาของแปลก ๆ มาให้บุตรสาวกิน อ้างว่าสามารถช่วยให้หลานสาวหายป่วยได้ ซึ่งได้รับมาจากนักพรตชื่อดังท่านหนึ่ง
ั้แ่เฉินม่อไป๋อายุครบหนึ่งเดือน พ่อแม่ก็สังเกตว่าพฤติกรรมของลูกสาวดูแปลกเล็กน้อย พวกเขาเคยมีลูกชายมาคนหนึ่ง เลยคิดว่านี่ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ดังนั้นจึงพาไปให้หมอตรวจดู และแล้วเฉินม่อไป๋ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสมอง ทำให้ครอบครัวสกุลเฉินกังวลใจกันไปหมด แต่นางไม่ได้ใกับเื่นี้เพราะรู้ว่าในร่างมีเพียงดวงิญญาแค่ครึ่งเดียว การที่สติจะไม่สมประกอบก็ไม่แปลก
แต่เทคโนโลยีของยุคนี้ก็ถือได้ว่าล้ำหน้ามาก ตรวจร่างกายไม่ถึงครึ่งวันก็รู้ได้ว่าร่างนี้ไม่ปกติ ต่างจากยุคก่อน ๆ ที่กว่าจะรู้ก็ผ่านไปเกือบสามเดือนแล้ว
ขณะนี้หญิงสาวใช้มุมมองของทารกจ้องมองสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าโทรทัศน์อย่างสนอกสนใจ มันกำลังฉายภาพแอนิเมชันสีสันสดใสเื่หนึ่งเอาไว้ สถานภาพของครอบครัวนางในยุคนี้นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ดังนั้นจึงสามารถจ้างพี่เลี้ยงพิเศษมาคอยดูแลระหว่างเ้านายทั้งสองของบ้านออกไปทำงานได้
"คุณหนูน้อยหิวรึยังเอ่ย" พี่เลี้ยงสาวสวยดัดเสียงเล็ก ๆ ให้แหลมจนแสบแก้วหู แม้คำพูดจะดูเหมือนเอ็นดูคุณหนูตัวน้อยแต่แววตากลับรำคาญเต็มทน
แรก ๆ พี่เลี้ยงคนนี้ก็ดีอยู่หรอก แต่พอนานวันเข้ากลับเผยความร้ายกาจออกมา เธอแอบซ่อนนิสัยที่แท้จริงจากคุณนายและมักจะส่งสายตาให้คุณผู้ชายอย่างมีนัยเสมอ แต่โชคดีที่เขาไม่เล่นด้วย ไม่อย่างนั้นเฉินม่อไป๋คงผิดหวังมาก
เฉินม่อไป๋ดูออกว่าเธอไม่ได้เป็คนรักเด็กอย่างที่ให้สัมภาษณ์กับพ่อแม่ หากไม่ใช่ว่าในห้องตั้งกล้องวงจรปิดและเครื่องบันทึกเสียงเอาไว้ คาดว่าทารกน้อยคงไม่รอดพ้นเงื้อมมือนางปีศาจตนนี้เป็แน่
หญิงสาวกล้ำกลืนความไม่พอใจที่ต้องมาดูแลเด็กเอาไว้แล้วพยายามแสดงละครเป็พี่เลี้ยงที่แสนดีให้คุณผู้ชายได้เห็น และหวังว่าสักวันจะสามารถปีนขึ้นเตียงได้สำเร็จ
ในขณะที่พี่เลี้ยงกำลังยัดขวดนมใส่ปากให้ทารกน้อยทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่หิว ประตูก็ถูกผลักเข้ามาพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มของผู้เป็ย่า
"หลานย่าอยู่ในห้องรึเปล่า" ย่าของเฉินม่อไป๋ยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเห็นพี่เลี้ยงสาวสวยก็พลันหน้าตึง
ซูไป๋ไม่ชอบแม่คนนี้สักเท่าไหร่ สายตาที่ใช้มองลูกชายของตนก็แฝงอะไรบางอย่างเสมอ คิดว่าคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีจะไม่รู้หรืออย่างไร เพียงแต่เื่นี้พูดกับลูกชายและลูกสะใภ้แล้วก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซูไป๋ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพวกเขาจึงโต้แย้งอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ได้แต่เก็บความอึดอัดนี้ไว้ในใจ
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยขอเลี้ยงเฉินม่อไป๋ระหว่างพวกเขาไปทำงานเอง แต่เพราะเจี้ยนลู่ แม่ของเฉินม่อไป๋กลัวว่าเธอจะพาลูกสาวไปเตร็ดเตร่หาพวกต้มตุ๋นด้านนอกจึงปฏิเสธและจ้างพี่เลี้ยงแทน
"เธอออกไปเถอะ ฉันจะป้อนนมให้หลานเอง" หญิงวัยกลางคนยืดตัวขึ้นอย่างมีมาด แต่เดิมซูไป๋เป็เพียงชาวนายากจนทว่าหลังจากสามีประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจนมีตำแหน่งระดับสูงในบริษัท เธอก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้บารมีเข้าข่มผู้น้อยเพื่อไม่ให้โดนดูถูก
พี่เลี้ยงสาวยิ้มแล้วส่งทารกให้ซูไป๋แต่ในใจก็แอบขบเคี้ยวฟันอย่างบ้าคลั่ง ยัยป้านี่ช่างจุ้นจ้านเสียจริง คราวก่อนได้ยินว่าอยากให้ลูกชายไล่เธอออก โชคดีที่เขาเห็นว่าเธอทำงานไม่เลวจึงให้อยู่ต่อ
เมื่อเฉินม่อไป๋ในวัยทารกอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของซูไป๋ เธอก็ส่งเสียอ้อแอ้อย่างน่ารัก
ดวงิญญาของหญิงสาวที่มองอยู่ก็ผ่อนคลายเช่นกัน สายตาของแม่นางผู้นี้ทำเอาร่างทารกของข้าหวาดกลัวไปหมดแล้ว น่าสงสารจริงๆ
ซูไป๋ป้อนนมหลานสาวด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อเห็นว่าเ้าตัวน้อยเหมือนจะยังไม่หิวก็ไม่ได้บังคับให้กินอีก เธออยู่ดูแลเฉินม่อไป๋จนกระทั่งเฉินซานและเจี้ยนลู่หลับมาจากทำงาน
เจี้ยนลู่เปิดประตูเข้ามาในห้องบุตรสาวก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย "อ่าว คุณแม่สวัสดีค่ะ มาคนเดียวเหรอคะ แล้วคุณพ่อล่ะ"
"เขาออกไปเที่ยวกับเพื่อนน่ะ แล้วนี่ทำงานเป็ยังไงบ้างลูกสะใภ้" ซูไป๋พูดยิ้ม ๆ หลังจากที่เฉินซานจบมหาวิทยาลัย เฉินม่อตงก็นำเงินเก็บทั้งหมดไปให้ลูกชายลงทุน จากนั้นก็ลาออกจากงานเนื่องด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพที่ย่ำแย่ลงทุกวัน
เฉินซานนำเงินจำนวนนั้นไปสร้างบริษัทเล็ก ๆ เขาบริหารงานอยู่สามปีก็เริ่มมีชื่อเสียงและได้ติดต่อค้าขายกับบริษัทขนาดกลางของตระกูลเจี้ยน ซึ่งนั่นก็ทำให้พบซูไป๋ซึ่งเป็ลูกนอกสมรสของผู้นำตระกูลขณะนั้น
หลังจากพบปะร่วมงานกันมาเกือบปี ทั้งคู่ก็ตัดสินใจคบหาและแต่งงานกันในที่สุด เมื่อเจี้ยนลู่แต่งงานเข้าสกุลเฉิน เธอก็เปลี่ยนมาทำงานให้เฉินซานในฐานะเลขาของเขาอย่างเต็มตัว
"อย่าหักโหมเกินไปล่ะ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะ" ซูไป๋เตือนด้วยความเป็ห่วง เธอเห็นตัวอย่างแบบสามีมาแล้วจึงค่อนข้างกังวลเื่นี้ไม่น้อย
"หนูทราบแล้วค่ะคุณแม่" เจี้ยนลู่พยักหน้าให้แม่สามียิ้ม ๆ
เฉินม่อไป๋ที่มองอยู่เองก็ยิ้มออกมาด้วยเช่นกัน แม่สามีกับลูกสะใภ้ปรองดองกันเช่นนี้ นับได้ว่าเป็ครอบครัวที่ดีมาก เธอมีความสุขจริงๆ ที่ได้เห็น
่เวลาสงบสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ และแล้วก็ถึงวันที่เฉินม่อไป๋ต้องจากลากับทุกคน
ดวงิญญาหญิงสาวในร่างทารกน้อยจากไปอย่างอาลัย