บทที่ 25
ฮวาหลัวเฟยผู้มีเสน่ห์
“ศิษย์พี่ฉู่…”
วันต่อมา ฉู่ซิวอยู่ในถ้ำฝึกตนศึกษาตำราปรุงยาและวิชาอักขระลับสิงจื่อ ทันใดนั้นเขาก็รู้ว่ามีคนรออยู่ที่ค่ายกลป้องกันด้านนนอก และเสียงของฉู่เซียวหรานก็ดังเข้ามา
ฉู่ซิวลุกขึ้นก่อนจะเดินออกจากถ้ำ! ตรงมาที่ลานด้านนอก ฉู่เซียวหรานยังคงสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนงดงามเช่นเดิม
เมื่อเห็นเขาออกมา นางก็ค้อมตัวคำนับเล็กน้อย “ศิษย์พี่...เซียวหรานรบกวนการบำเพ็ญของท่าน” ฉู่ซิวเชิญฉู่เซียวหรานเข้ามาในถ้ำ
และรินชาิญญาให้นาง
“ศิษย์น้องฉู่ ไม่ทราบว่าวันนี้เ้ามาหาข้าด้วยเื่ใดหรือ?” แน่นอนว่าเขารู้ถึงจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายมาหา
“ศิษย์พี่ นี่คือข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนลับหวงเหยา และข้อมูลเกี่ยวกับผลหล่อิญญาที่ท่าน้า” ฉู่เสี่ยวหรานหยิบม้วนหนังสัตว์สองม้วนออกมาก่อจจะมอบให้ฉู่ซิว
ฉู่ซิวไม่ได้รีบเปิดอ่าน เขาส่งก้อนหินสีดำขนาดเท่ากำปั้นที่มีแสงสลัวรายล้อมให้กับอีกฝ่าย สิ่งนี้มีชื่อที่ฟังดูน่ากลัว แต่สำหรับเขาแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่นัก
“ทรายเงิน~” ฉู่เซียวหรานดีใจเป็อย่างยิ่ง ยกมือทั้งสองข้างประคองทรายเงินไว้
ในขณะที่ดีใจ ก็รู้สึกโล่งอกไปด้วย นางลุกขึ้นยืนคารวะฉู่ซิวหนึ่งครั้ง “ขอบคุณท่านมากจริงๆ ศิษย์พี่ใหญ่”
ฉู่ซิวโบกมือพลางยิ้มแล้วพูดว่า “ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่้า…”
“ดูเหมือนจะรีบร้อนมากสินะ!” เขายิ้มเล็กน้อย “คงจะรีบกลับไปช่วยท่านแม่ใช่ไหม?”
“...”
“เช่นนั้นก็ไปเถอะ ข้าไม่รั้งศิษย์น้องดีกว่า” ชายหนุ่มกล่าว
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่อีกครั้ง” ฉู่เซียวหรานโค้งตัวเล็กน้อย วิ่งออกจากถ้ำด้วยความดีใจ กลายเป็แสงงามบินจากไปบนท้อนภา
หลังจากที่นางจากไปแล้ว ฉู่ซิวจึงเปิดม้วนหนังสัตว์ทั้งสองม้วน เขา้าก้าวสู่ขอบเขตกงล้อสมุทรระดับสิบ จึงต้องได้ผลหล่อิญญา และต้องไปยังแดนลับหวงเหยา
“ข้อมูลละเอียดดี…” ฉู่ซิวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วม้วนหนังสัตว์ทั้งสองม้วนเก็บเข้าไป
เขาลุกขึ้นยืน เดินออกจากถ้ำฝึกตนอย่างเชื่องช้า เดินเล่นอยู่บนยอดเขาอวิ๋นเซี่ย
“ศิษย์พี่ใหญ่”
“ศิษย์พี่ฉู่”
ศิษย์แห่งยอดเขาอวิ๋นเซี่ย เมื่อเห็นเขาต่างก็คารวะทักทาย ท่าทีเมื่อเทียบกับแต่ก่อน แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ฉู่ซิวยิ้มพลางผงกศีรษะ คนอื่นในยามนี้เห็นเขสเป็คนที่ดูอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง แม้จะเดินห่างออกไปก็ยังได้ยินเสียงลูกศิษย์คุยกันอยู่เบาๆ
“พวกเ้าได้ยินหรือไม่ ศิษย์พี่ฉู่ซิวมีรายชื่อติดบัญชีัหลับแห่งหอเทียนจีแล้ว!”
“บัญชีัหลับ? ไม่แปลกหรอก ในเมื่อเป็ผู้ทำลายขีดจำกัดแต่โบราณของหอเทพสถิต”
“อันดับเท่าไหร่หรือ?”
“บัญชีัหลับอันดับเจ็ด…”
“ต่ำขนาดนั้นเชียว?” มีลูกศิษย์พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
“แหม! หอเทียนจีจัดอันดับตามความสำเร็จในการต่อสู้ การติดอันดับเจ็ดได้ก็ว่ายากมากแล้ว”
“ถ้าข้าก็ติดบัญชีได้บ้างก็คงดี ข้าจะได้สารภาพรักกับศิษย์น้องเฉิน…”
“เฮอะๆ เ้ากลับไปนอนเถอะ! พักผ่อนซะบ้าง!”
ฉู่ซิวมาถึงก้อนหินขนาดใหญ่ที่ขอบหน้าผา นั่งลงมองไปทางทิศตะวันออกที่มีหมอกปกคลุม
เริ่มฝึกฝนวิชาอักขระลับสิงจื่อ
ดวงอาทิตย์ขึ้น จนดวงจันทร์โผล่ จากนั้นดวงจันทร์ก็ลับฟ้าไป
สามวันต่อมา ฉู่ซิวขยับริมฝีปากเล็กน้อยพ่นลูกศรอากาศออกมา ทะลุทะลวงหมอกรอบด้าน
ฉู่ซิวลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นบนเสื้อคลุมสีดำ พอหันตัวกลับ ม่านตาก็หดเข้าทันที
“เ้าเป็ใครกัน…”
ห่างออกไป มีหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมสีม่วงเฉพาะของยอดเขาเต๋าอวิ๋นยืนอยู่ กำลังมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้ม
หญิงสาวผู้นี้มีใบหน้าธรรมดา แต่กลับมีเสน่ห์ที่พิเศษ หน้าอกนั้นหากก้มหน้าลงก็คงมองไม่เห็นปลายเท้าตัวเองแน่ ๆ
อย่างน้อยก็ใหญ่กว่าอาจารย์ข้าไปครึ่งส่วน...
จริง ๆ แล้ว สองวันก่อนฉู่ซิวก็ััได้ถึงการมาถึงของนาง ตอนนี้ที่แสดงสีหน้าระแวดระวังก็แค่แสดงให้อีกฝ่ายดูเท่านั้น เพราะในร่างของนางมีตราแม่ลูกเทียนคู่จื่อ เมื่อนางปรากฏตัว ฉู่ซิวก็รู้ว่านางเป็ใครแต่แกล้งทำเป็ไม่รู้
“ที่นี่คือยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ข้าไม่ทำร้ายเ้าหรอก!” หญิงสาวรูปงามกล่าว ใบหน้ายิ้มแย้มดั่งดอกไม้ กวาดตามองฉู่ซิวั้แ่หัวจรดเท้า “ข้าคือฮวาหลัวเฟย ผู้าุโแห่งยอดเขาเต๋าอวิ๋น”
“เ้าคือฉู่ซิวใช่หรือไม่?”
ฉู่ซิวสงบความระแวงในดวงตาลง ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าฉู่ซิว คารวะท่านผู้อวุโส!”
“ไม่ทราบว่าผู้อวุโสฮวามาที่นี่ด้วยเหตุอันใดหรือ?”
หญิงสาวรูปงามยิ้มน้อย ๆ พูดอย่างอ่อนโยนว่า “ข้ามาจัดการธุระที่ยอดเขาอวิ๋นเซี่ย พอเสร็จธุระก็เดินเล่นไปเรื่อย บังเอิญมาเจอเ้ากำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่พอดี จึงไม่ได้รบกวน”
“จริงสิ เ้าบำเพ็ญเพียรอย่างหนักเช่นนี้ หรือว่าตั้งใจจะไปที่แดนลับหวงเหยา?"
นางพูดไปพลางเดินไปนั่งบนหินบริเวณผา ซึ่งไม่ไกลจากฉู่ซิวนัก
เขาไม่ได้ปิดบังอะไร ด้วยตำแหน่งของนาง หาก้ารู้ ก็แทบจะไม่มีอะไรที่ซ่อนจากนางได้อยู่แล้ว ทั้งสองสนทนากันอย่างเป็ธรรมชาติ
หลังจากคุยกันไปราวครึ่งชั่วยาม
ฉู่ซิวถามว่า “ผู้อวุโสฮวา ก่อนยุคจักรพรรดิล่มสลาย หนึ่งหมื่นปีถือเป็หนึ่งยุค แต่ละยุคจะมีเพียงหนึ่งขอบเขตจักรพรรดิหรือหนึ่งขอบเขตจักรพรรดิมารปรากฏขึ้นเท่านั้น"
“เหตุใดเมื่อขอบเขตจักรพรรดิปรากฏกาย จึงไม่ทำลายเผ่าพันธุ์ปีศาจให้สิ้นซาก?”
“ในทางกลับกัน เมื่อพวกปีศาจป่าเถื่อนพวกนั้นมีขอบเขตจักรพรรดิมารปรากฏกาย ก็ไม่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สิ้นซาก?”
ต้องรู้ว่าทั้งสองฝ่ายเป็ศัตรูกันมาั้แ่ยุคโบราณ จนถึงยุคที่ขอบเขตจักรพรรดิล่มสลาย
เขามาถึงทวีปต้าเทียนฉงก็สงสัยเื่นี้มาโดยตลอด วันนี้ได้พบ ‘ท่านผู้นี้’ จึงตัดสินใจไขข้อข้องใจ
ท่านไท่ซู่ผู้ปกครองดินแดนศักดิสิทธิ์เป็ขอบเขตจักรพรรดิองค์สุดท้ายก่อนยุคของท่านจะล่มสลาย
ท่านผู้นี้น่าจะรู้ความลับบางอย่างเป็แน่
เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวผู้มีเสน่ห์ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก็เล่าต่อว่า “ได้ยินว่า เมื่อกลายเป็ขอบเขตจักรพรรดิแล้ว ขอบเขตจักรพรรดิจะได้รับความลับบางอย่างเกี่ยวกับผืนฟ้าแห่งดาวและทวีปต้าเทียนฉง…”
“ดูเหมือนระหว่างขอบเขตจักรพรรดิ กับขอบเขตจักรพรรดิมารจะมีข้อตกลงบางอย่าง แม้ว่าฝ่ายหนึ่งจะมีขอบเขตจักรพรรดิปรากฏตัวขึ้น ก็สามารถกดดันได้ แต่ไม่สามารถใช้พลังของขอบเขตจักรพรรดิทำลายล้างอีกฝ่ายได้”
“ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องเป็เช่นนั้น ไม่มีใครรู้?”
หลังจากเงียบไปนาน ฉู่ซิวก็เปลี่ยนคำถาม “อายุขัยสูงสุดของขอบเขตจักรพรรดิ คือสามหมื่นปี”
“ในโลกนี้...มีคนที่เป็ะจริงๆ หรือ?”
หญิงสาวผู้มีเสน่ห์ชำเลืองมองเขา แล้วหัวเราะเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม้แต่ขอบเขตจักรพรรดิยังทำไม่ได้ ดูท่าทางของเ้า ความทะเยอทะยานยังไม่น้อย อยากแสวงหาความเป็ะงั้นหรือ?”
ฉู่ซิวขมวดคิ้ว “เหนือขอบเขตจักรพรรดิไปแล้ว ไม่มีสิ่งที่แข็งแกร่งกว่านั้นอีกหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวเปี่ยมเสน่ห์ก็ชะงักงัน คำพูดเหล่านี้ของฉู่ซิวราวกับขจัดหมอกควันบางส่วนที่บดบังสายตานางไป
“ข้าไม่รู้ว่าเหนือขอบเขตจักรพรรดิไปแล้วจะยังมีที่เหนือกว่าอีกหรือไม่? หากมี จริง ๆ บางทีอาจเป็ความเป็ะก็ได้”
“แต่ว่า…”
หญิงสาวพึมพำ “ั้แ่ก่อนยุคโบราณถึงยุคโบราณ ยุคโบราณยิ่งใหญ่จนถึงยุคจักรพรรดิ ในตอนนั้นถึงปัจจุบันแผ่นดินแห่งนี้มีขอบเขตจักรพรรดิปรากฏตัวขึ้นทั้งหมดสิบเจ็ดองค์”
“แต่ในที่สุดพวกเขาก็ล้วนสิ้นชีพไปตามกาลเวลา หายไปจากกระแสแห่งกาลเวลา ไม่มีร่องรอยของพวกเขาหลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกต่อไป”
“ผู้ที่สามารถเป็ขอบเขตจักรพรรดิได้ ย่อมเป็ผู้มีพร์อันน่าตะลึงทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็อย่างนั้นทำไมพวกเขาถึงไม่ก้าวข้ามขีดจำกัด ทะยานสู่ความเหนือกว่า?”
“เป็เพราะไม่มีกว่าเหนือกว่าอีกแล้วหรือ? หรือไม่มีทางให้ก้าวต่อไปอีกแล้ว เื่นี้น่าคิดยิ่งนัก”
ฉู่ซิวลูบคางของตน ก็ยังคิดไม่ตกถึงความเกี่ยวข้องสำคัญในเื่นี้
“อื้ม~”
“นี่พวกเรากำลังถกเถียงกันถึงปัญหาการฝึกฝนขอบเขตจักรพรรดิหรือ? คิดไม่ถึงจริง ๆ”
หญิงงามลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้มก่อนจะปัดฝุ่นทรายที่เลอะอยู่ประปราย
“ศิษย์พี่ฮวาเตรียมจะกลับแล้วหรือ?” หญิงงามชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเขาเรียกนางว่าพี่ เขาเองก็ใที่หลุดปากออกไปเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นว่านางก็ไม่ได้โต้แย้ง ทั้งยังยิ้มอ่อนโยนตอบ “อืม กลับแล้ว”
“เ้าก็จงตั้งใจฝึกฝนให้ดีล่ะ” กล่าวจบ มุมปากคลี่ยิ้มหมุนกายจากไปอย่างงดงาม
ฉู่ซิว มองตามแผ่นหลังนางะโเสียงดัง “ศิษย์พี่ฮวา พวกเรายังจะได้พบกันอีกหรือไม่?”
หญิงงามหันหลังให้เขา ก่อนจะโบกมือ “รอเ้าออกมาจากอดนลับหวงเหยาแล้วค่อยพบกันใหม่เถิด”
“ดี เช่นนั้นหากข้ากลับมาแล้ว จะรอท่านพี่อยู่ที่นี่”
“ได้~”
ฉู่ซิว มุมปากผุดรอยยิ้ม
[เฮ่อ เฮ่อ...นายท่านเ้าช่างเป็คนหน้าไหว้หลังหลอกนัก]
“ไสหัวไปเลยไอ้ระบบเวร~” ฉู่ซิวกัดฟันพูด
[ฮ่า ๆ…]