ตอนที่ 8 ทะเลาะ
จางฉุ้ยเหลียนไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือว่าควรจะร้องไห้ออกมาดีสองวันมานี้เธอถูกพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอทำร้ายจิตใจจนมันชาชินไปหมดแล้ว ตอนนี้หัวใจของเธอไม่เหลือพื้นที่ว่างให้เ็ปได้อีกต่อไปแล้ว
ที่จางฉุ้ยหลินพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเธอพูดมามันก็ถูกถ้าไม่มีคนส่งเงินมาให้เธอ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอก็คงไม่เอาเงินของพวกเขามาสิ้นเปลืองกับเธอหรอกเพราะในใจของพวกเขามีลูกเพียงแค่คนเดียวนั่นก็คือจางฉุ้ยจวินน้องชายของเธอ
“พวกเขาเป็พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของฉุ้ยเหลียนเอ๋อนะทำไมถึงไม่ดูแลเธอให้เหมือนกับพ่อแม่บุญธรรมของเธอล่ะ ? แล้วฉุ้ยเหลียนเอ๋อทำไมถึงได้โง่ขนาดนั้น? จะมาทนอยู่ในบ้านหลังนี้ทำไมกัน ? หนีไปสิ ! ” เฉินเฉียวอิงพูดออกมาได้แทนใจใครหลาย ๆ คน ถ้าเป็คนปกติทั่วไปพวกเขาก็คงเลือกที่จะออกจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น : หลอกตัวเองจนกลายเป็คนโง่ถูกปั่นหัวทุกครั้งให้กระวนกระวายใจ
“แม้ว่าพวกเขาจะไม่ดีสักแค่ไหนแต่ถึงยังไงก็ยังเป็พ่อกับแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเองคนนอกจะไปดีกว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเองได้ยังไงล่ะ ? พระคุณผู้ให้กำเนิดกับพระคุณผู้เลี้ยงดูเธอว่าอันไหนมันยิ่งใหญ่กว่ากัน ? ” ถึงยังไงจางฉุ้ยหลินก็เป็คนของตระกูลจางเขาก็ยังเห็นแก่หน้าของคุณอาและอาสะใภ้รองทั้งสองของเขาอยู่
“ถ้านายพูดแบบนี้ ฉันจะขอให้แม่ของฉันหาครอบครัวที่ดีให้กับฉุ้ยเหลียนเอ๋อพึ่งแม่ผู้ให้กำเนิดไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหาแม่สามีที่ดีไม่ได้ไม่ใช่หรือ ?” เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินดังนั้น เธอก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาทันที ดูท่าโลกใบนี้จะยังมีคนที่ไม่เห็นแก่ตัวและไม่นึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองอยู่บ้าง
“ฉันว่าเธอพักเื่นี้ไปก่อนดีไหม เธอกลับบ้านไปแล้วค่อยไปบอกเื่นี้กับแม่ของเธอก็ได้อย่าไปสนใจเื่ในครอบครัวคุณอาของฉันเลย ไม่แน่ว่าอาสะใภ้รองของฉัน เธออาจจะป่วยจนมีทำให้มีความคิดที่ไม่ดีก็ได้เธอค่อยไปสนใจเื่ของพวกเขาทีหลังเถอะ ตอนนี้เื่ที่ฉันอยากจะรู้ก็คือเธอจะแต่งงานกับฉันได้ยังไง!” จางฉุ้ยหลินรีบเร่งให้เฉินเฉียวอิงคิดหาทางจนเขาร้อนใจพูดความในใจออกมา
“น่าเกลียด !ใครจะแต่งงานกับนายไม่ทราบ? ครอบครัวของนายมีอะไรดี ฉันไม่แต่ง !” น้ำเสียงของพวกเขาค่อย ๆ ไกลออกไป ดูเหมือนว่าเฉินเฉียวอิงน่าจะวิ่งออกไปแล้ว
จางฉุ้ยเหลียนจึงเดินออกมาจากใต้สะพาน แล้วเธอก็ไล่ต้อนเป็ดกลับบ้านด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกเมื่อเธอไล่ต้อนเป็ดกลับเข้าเล้า เปิดน้ำล้างเนื้อล้างตัวเรียบร้อยและเดินเข้าไปในบ้านเธอก็พบว่าพ่อแม่และน้องชายของเธอกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ และไม่ได้ทำงานทำการอะไรเลย
จางฉุ้ยเหลียนครุ่นคิดอยู่ในใจโดยที่เธอก็ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกไป เธอหมุนตัวแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเองเพื่อที่จะพักผ่อนแต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ล้มตัวลงนอน เธอก็ได้ยินเสียงของเช่าหวาะโขึ้นมาว่า : “กลับมาแล้วหรือ ? กลับมาแล้วก็ไปสับหมูทำไส้ซาลาเปาสิอย่ามัวแต่ี้เี !”
เธอรู้ได้ในทันทีว่าถึงเธอจะหลบยังไงก็หลบไม่พ้นเหอะ ถึงอย่างไรพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอก็ยังให้เธอเป็คนทำซาลาเปาอยู่ดี
โปะ โปะ โปะ จางฉุ้ยเหลียนใช้มีดสับเนื้ออย่างรุนแรงจนได้ไส้ซาลาเปามาทั้งหมด 3 กะละมัง ทางด้านเช่าหวาก็ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวหล่อนกินแรงของจางฉุ้ยเหลียน และเอาแต่ใช้ให้เธอเป็คนทำทุกอย่างเพียงคนเดียว
“ไอ้หยา จางฉุ้ยเหลียน !” จางฉุ้ยจวินะโออกมาจากในบ้าน: “พี่สับเนื้อเบา ๆ หน่อยไม่ได้รึไงฉันไม่ได้ยินอะไรเลยเนี่ย !”
เมื่อจางฉุ้ยเหลียนได้ยินประโยคนี้ ความโกธรของเธอก็ประทุขึ้นมาทันทีที่เธอกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดนั้นมันก็เป็สิ่งที่เธอควรทำ แต่ไม่ใช่ว่าน้องชายของเธอจะมีสิทธิ์มาออกคำสั่งอะไรกับเธอก็ได้เมื่อเธอนึกถึงท่าทางไม่เอาไหนของน้องชายเมื่อชาติที่แล้ว จางฉุ้ยเหลียนก็ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก
ตึง เธอทิ้งมีดปังตอลง แล้วเดินเข้าไปในบ้าน เธอก็เห็นพ่อแม่และน้องชายของเธอกำลังเคี้ยวแตงโมไปพลางดูโทรทัศน์ไปพลางอย่างสบายใจ
“แกมีความสุขมากนักใช่ไหม ? ฉันทำงานงก ๆ อยู่ในครัวแต่แกได้กินแตงโมและนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในบ้าน ไม่ทำงานไม่ว่า แต่แกยังมาว่าฉันทำเสียงดังอีกอย่างนั้นหรือ !ถ้าสับเนื้อใช้แรงน้อยมันจะไปละเอียดได้ยังไง ?เด็กอย่างแกยังมีหน้ามาพูดกับฉันแบบนี้อีกหรือ ? ”จางฉุ้ยเหลียนพูดเสียงดังใส่คนในบ้านอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน พร้อมทั้งยังชี้นิ้วใส่หน้าของจางฉุ้ยจวินอีกด้วยซึ่งท่าทางแบบนี้ของเธอมันก็ได้สร้างความใให้กับคนในบ้านไม่น้อย พวกเขาทั้งสามคนอึ้งงันงงจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมา
สุดท้ายก็เป็เช่าหวา ที่ได้สติกลับมาเป็คนแรกจากนั้นหล่อนจึงเขวี้ยงเปลือกแตงโมใส่จางฉุ้ยเหลียน : “ทำไม ฉันให้แกทำงานแค่นี้ แกคิดว่ามันไม่ได้รับความเป็ธรรมจนต้องลุกขึ้นมาด่าใครก็ได้งั้นอย่างนั้นหรือ? ”
จางกว่างฝูจึงรีบพูดโน้มน้าวจางฉุ้ยเหลียนออกไปว่า: “พอแล้ว !มากินแตงโมนี่เร็ว !”
จางฉุ้ยเหลียนที่ยังคงโกรธอยู่ ก็พูดออกไปว่า : “หนูไม่กิน จะ 3 คำ หรือ 2คำหนูก็กินไม่ลง !” เมื่อพูดจบก็หันมาบ่นพ่อกับแม่ของเธอต่อ : “เพราะพ่อกับแม่เป็แบบนี้ไง ?เสี่ยวจวินถึงได้ไม่รู้ความ ไม่ว่าจะเื่อะไรพ่อกับแม่ก็โยนความผิดมาให้หนู? นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เขาเลิกเรียนกลับมาการบ้านก็ยังไม่ได้ทำแถมตอนนี้ก็ยังมานั่งดูโทรทัศน์สบายใจไม่หลับไม่นอนพรุ่งนี้ไปเรียนก็มาบ่นี้เี แล้วมันจะเรียนเก่งได้ยังไง ? ”
จางฉุ้ยจวินหมดความอดทน : “ฉันรู้ว่าพี่เรียนเก่ง แต่พี่ก็ไม่มีสิทธิ์มาสอนฉันแบบนี้ฉันไม่เรียน พี่มีปัญหาอะไรไหม ! ”
จางฉุ้ยเหลียนเบิกตากว้าง : “ไม่เรียนแล้ว ? พูดง่ายเนอะไม่เรียนแล้วแกจะไปทำอะไรได้ ? จะออกไปเป็ขอทานตาบอดหรือว่าคนเก็บขยะดีล่ะ ? ”
เมื่อเช่าหวาได้ยินจางฉุ้ยเหลียนดูถูกลูกชายของตัวเอง หล่อนจึงแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา : “แกมีอนาคต แกมีความสามารถ แล้วลูกชายของฉันมันแย่ตรงไหนไม่ทราบ? ทำไมไม่ใช้ความสามารถของแกออกไปทำงานหาเงินเป็แสน ๆ มาให้ฉันล่ะ ? เก่งแต่ปาก !”
จางฉุ้ยเหลียนกลอกตาไปมาเมื่อคิดถึงภาพในความทรงจำ ทุกครั้งที่เธอสั่งสอนน้องชายที่ไม่เอาถ่านคนนี้ แม่ของเธอก็มักจะหาเหตุผลมาปกป้องลูกชายของหล่อนอยู่เสมอลำเอียงไปทางลูกชาย แถมเขายังแต่งงานกับลูกสะใภ้ที่ไม่เอาไหนอีก สุดท้ายทั้งสองสามีภรรยาก็เอาแต่ไถเงินพ่อกับแม่ของเธอจนหมดตัว
“แม่ !ทำไมแม่ถึงได้สอนเขาแบบนี้ล่ะ? เขาไม่เรียนแล้วอนาคตของเขาล่ะจะทำยังไง ? เด็กหนุ่มทุกบ้านต่างก็อยากเป็หมอเป็ครู เป็พนักงานธนาคารกันทั้งนั้น แล้วแม่เตรียมความพร้อมให้ลูกชายของแม่ยังไ ง?แม้แต่ก่อไฟเตาถ่าน แม่ก็ยังไม่ให้เขาทำเลย ! ” คำพูดของจางฉุ้ยเหลียนดูเหมือนว่าจะไปกระตุ้นเช่าหวาได้ไม่น้อยเลยทีเดียวหล่อนครุ่นคิดอยู่สักพักจากนั้นก็ยกมือขึ้นมาตบไปบนหลังของลูกชาย
“ไป !ไปอ่านหนังสือไม่ต้องดูโทรทัศน์แล้ว !” จางฉุ้ยจวินยืนขึ้นอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็กระทืบเท้าเดินปึงๆ ออกไป
เช่าหวาเรียกจางฉุ้ยเหลียนที่กำลังจะกลับไปทำงานต่อในห้องครัวก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย : “ฉันถามอะไรแกหน่อย!”
จางฉุ้ยเหลียนถามกลับไปด้วยความแปลกใจ : “อะไรคะ?”
ยังไม่ทันที่เช่าหวาจะพูดอะไร หล่อนก็เห็นจางฉุ้ยจวินที่เพิ่งจะเดินออกไปข้างนอกเมื่อสักครู่นี้เดินหอบเอาแตงโมง 4 ถึง 5 ซีกเดินโซซัดโซเซกลับเข้ามาในบ้าน เขาถือมันไว้ในอ้อมแขนจากนั้นก็เดินเข้าห้องของตัวเองไป
เช่าหวามองดูลูกชายของตัวเองก่อนจะขมวดคิ้วพร้อมกับถามว่า : “เมื่อกี้แกพูดว่าถ้าน้องแกไม่เรียนแล้วจะไปมีอนาคตได้ยังไงอย่างนั้นใช่ไหม !ฉันเลยอยากจะถามแกว่านักเรียนที่เรียนเก่ง ๆ พวกนั้นเขาไปเรียนโรงเรียนอะไร ? จบมาแล้วทำงานได้เงินเดือนเท่าไหร่? ”
จางฉุ้ยเหลียนครุ่นคิดอยู่สักพัก : “บ้างก็ไปเรียนไปรษณีย์ หลังจบออกมาก็เข้าไปเป็พนักงานไปรษณีย์”
เช่าหวาเม้มปากครุ่นคิด : “พนักงานไปรษณีย์มันดียังไงขับรถส่งจดหมายมันมีอนาคตตรงไหนกัน !”
จางกว่างฝูพูดแทรกขึ้นมาว่า : “ไม่แน่อาจจะได้เข้าไปเป็พนักงานธนาคารก็ได้นะน่าจะเข้าข่ายเป็พวกชามข้าวเหล็ก ”
เช่าหวาครุ่นคิดพร้อมกับยิ้มจนตาหยี : “อื้อทำงานธนาคารก็ดี แล้วมีอะไรอีก ? ”
จางฉุ้ยเหลียนก็พูดขึ้นว่า “ซ่อมทางรถไฟไม่ก็วิศวกรไฟฟ้าก็ได้ หรือเรียนแพทยศาสตร์จบไปก็ไปเป็หมอ ไม่ก็เป็ครูได้ทั้งนั้นแหละ !”
เช่าหวาส่ายหน้า “หมอก็ได้ถ้าลูกชายของฉันได้เป็หมอ เราก็เปิดคลินิกที่บ้าน เหมือนกับคุณหมอเกาไงบ้านนั้นมีเงินเยอะจะตาย !”
จางกว่างฝูเองก็พยักหน้า “เป็คุณครูก็ดีนะเป็ครูก็ไม่หนักหนาอะไร !”
เมื่อเช่าได้ยินก็พูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจทันที“ได้ที่ไหน !เป็ครูดีตรงไหนกัน เงินเดือนน้อยแบบนั้น วันวันก็ได้แต่คอยดูแลเด็กๆ ไม่เอาหรอก !”
จางฉุ้ยเหลียนกลอกตาไปมา เธออยากจะพูดออกไปมากว่าถ้าลูกชายของแม่ได้เป็คุณครูคงได้ถูกเรียกว่าเป็ตัวถ่วงของเด็ก ๆ ซะมากกว่าเธออดที่จะพูดเตือนขึ้นมาไม่ได้ว่า “แม่ !ลูกชายของแม่น่ะ เขาไม่ยอมไปเรียนหนังสือ สอบอะไรก็ไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่มัธยมต้นก็ไม่รู้ว่าจะเรียนจบรึเปล่าแม่ก็เห็นว่าเขาไม่ยอมเรียนหนังสือ !”
เช่าหวารู้และเข้าใจ และหล่อนก็ไม่อยากจะเห็นจางฉุ้ยเหลียนยืนอยู่ตรงนี้อีกหล่อนจึงได้โบกมือไปมาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะจ้องเขม็งไปบนโต๊ะแล้วออกคำสั่งว่า“เอาล่ะ แกอย่ามัวมายืนอยู่ตรงนี้เลย เก็บโต๊ะซะ แตงโมที่เหลือแกก็เอาไปกินให้หมด แล้วก็สับไส้ซาลาเปาให้เสร็จพรุ่งนี้ฉันกับพ่อแกจะออกไปขายซาลาเปากันั้แ่เช้า !”
จางฉุ้ยเหลียนรีบเก็บกวาดโต๊ะทันทีจากนั้นก็ใช้ผ้าสะอาดมาเช็ดโต๊ะหลาย ๆ รอบ จนปัญญาจริง ๆ ถ้าทำตามนิสัยของแม่เธอที่ไม่ยอมเช็ดโต๊ะพรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็คงจะเห็นแมลงวันบินเกาะอยู่เต็มโต๊ะอย่างแน่นอนน่าขยะแขยงจะตาย
เมื่อกลับเข้ามาในครัว จางฉุ้ยเหลียนก็เริ่มโบกมีดปังตอด้วยมือทั้งสองข้างของเธอใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในที่สุดก็สับไส้ของซาลาเปาเสร็จเรียบร้อย เธอใช้ผ้าสะอาดๆ คลุมมันไว้ ส่วนตัวเธอก็ไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว จากนั้นก็เดินมาล้มตัวลงนอนบนเตียงเล็กๆ ของตัวเอง
ทั้ง ๆ ที่เหนื่อยมาทั้งวัน แต่จางฉุ้ยเหลียนกลับนอนไม่หลับซะอย่างนั้นการที่ได้เกิดใหม่ในครั้งนี้ เธอหวังแค่ว่าจะได้เปลี่ยนแปลงเื่ราว ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่ของเธอจะไม่ได้ดีกับตัวเธอเลยก็ตามแต่พวกเขาก็ยังอยู่ในสถานะที่เลี้ยงดูเธอมา เธอยังหวังว่าเธอจะสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาเพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้
ส่วนพ่อแม่บุญธรรมของเธอ จางฉุ้ยเหลียนก็หวังที่จะหาโอกาสไปเยี่ยมเยือนพวกเขาเช่นกันเธอคงจะทำร้ายความรู้สึกของพวกเขามาก เพราะตลอดชีวิตนี้พวกเขาไม่สามารถมีลูกได้ ความจริงแล้วที่เธอทำมันก็ไม่ถูกต้องราวกับว่าเธอเป็สัตว์เดรัจฉานที่ลืมกำพืดของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
ส่วนเื่ความรัก เธอก็หวังแค่ว่าเธอจะได้แต่งงานกับกู้จื้อเฉิงและเป็สามีภรรยากับเขาอีกครั้งก็เพียงพอแล้วการที่เธอได้เกิดใหม่ในครั้งนี้ เธอคิดไว้ว่าเธอจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยามากเป็พิเศษเพราะเธอไม่รู้ว่าตัวเองนั้นจะมีคุณธรรมและความสามารถเพียงพอที่จะหาผู้ชายที่ใจกว้างอย่างกู้จื้อเฉิงได้อีกไหม
ถ้าเป็สามีคนอื่นก็คงจะบ่นว่า“ถ้าไม่เอาเงินให้ครอบครัวของคุณล่ะ มันจะเป็อย่างไร ? ”
หรือจะถามตรง ๆ ว่า “คุณเอาสมุดบัญชีมาให้ผมดูหน่อยเื่การซ่อมแซมบ้านของครอบครัวคุณ ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าพวกเขาจะไม่มายืมเงินผม !”
แต่กู้จื้อเฉิงกลับเป็ผู้ชายที่จริงใจมากคนหนึ่งไม่เคยมานั่งคิดคำนวณเลยว่าผู้หญิงของตัวเองนั้นใช้เงินไปเท่าไหร่ เขามักจะพูดอยู่เสมอว่าถ้าเงินในบ้านไม่พอผู้ชายก็ย่อมทนไม่ได้
คิดไปคิดมาจางฉุ้ยเหลียนก็ผล็อยหลับไปตอนไหนไม่รู้จนกระทั่งตื่นเช้าขึ้นมาอีกวัน เพราะถูกเสียงแสบแก้วหูของเช่าหวาปลุกให้ตื่นขึ้น
“06.00 น. แล้ว ยังไม่ตื่นกันอีก ฉันทำอะไรไม่เสร็จสักอย่างเลยเนี่ย!” จางฉุ้ยเหลียนถูกเช่าหวาเขย่าแขนอย่างรุนแรงจนเธอะโลุกขึ้นมานั่งด้วยความใ
จากนั้นเธอก็รีบลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะวิ่งเข้าไปในครัวก่อนจะพบว่าเช่าหวาก็เพิ่งตื่นเช่นเดียวกัน สองสามีภรรยาต่างก็เข้านอนเร็วทำไมถึงได้ตื่นสายกันอย่างนี้ล่ะเนี่ย ?
เช่าหวาเตรียมแป้งทำซาลาเปาไปพลางพร้อมกับบ่นพึมพำไปพลาง: “ฉันตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่แต่เห็นว่าฝนมันกำลังจะตกด้วยความที่สะลึมสะลือ ใครจะไปคิดล่ะว่าพอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็ 06.00 น. กว่าฟ้าสว่างแบบนี้แล้ว”
จางฉุ้ยเหลียนไม่ได้เห็นแก่เงินแต่อย่างใดเธอรีบวิ่งไปล้างมือ จากนั้นก็รับแป้งที่อยู่ในมือของเช่าหวามานวด และเริ่มรีดมันให้เป็แผ่นแบนๆ เธอรีดแป้งไปพลางะโบอกพ่อของเธอไปพลางว่า“พ่อ ตรงนี้ทำไม่ทันแล้ว พ่อมาช่วยตรงนี้หน่อย”
จางกว่างฝูกำลังนั่งฟังวิทยุอยู่ในบ้าน เขาส่งเสียงตอบรับแต่กลับไม่เดินออกมาจากบ้านแต่อย่างใดจางฉุ้ยเหลียนจึงไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ ออกไปอีก แม่ของเธอจึงเริ่มบ่นขึ้นมาบ้างว่า“ชีวิตฉันมันโคตรเฮงซวยเลยจริง ๆ ดันมาแต่งงานกับคนที่ี้เีสันหลังยาวแบบคุณวัน ๆ ก็เอาแต่ฟังวิทยุ ไม่ทำการทำงานอะไรสักอย่าง”
“ฉันปวดแขนจนยกไม่ขึ้นแล้วเนี่ย ไม่บอกให้มาช่วยก็เลยคิดว่าจะรอจนเสร็จ......” บลาๆ คำด่าเสีย ๆ หาย ๆ ก็ได้ดำเนินต่อไปจนถึง 8 โมงกว่า
จางกว่างฝูได้แต่ฟังวิทยุราวกับไม่ได้ยินเสียงบ่นด่าของเช่าหวาอย่างไรอย่างนั้นทางด้านเช่าหวาก็ด่าไปพลางและทำงานไปพลาง สองแม่ลูกช่วยกันยกซาลาเปา 100ลูกลงจากเตา และเอาไปใส่ไว้ในกล่องเก็บอุณหภูมิ
ทั้งสามคนกินอาหารเช้ากันแบบง่าย ๆ จากนั้นจางกว่างฝูและเช่าหวาก็ออกไปขายซาลาเปาที่ริมถนนส่วนจางฉุ้ยเหลียนเมื่อเก็บกวาดบ้านเสร็จ เธอก็รีบตรงไปยังบ้านคุณน้าเฉินทันที
โดยที่เธอไม่รู้ว่า วันนี้จะมีหนุ่มหล่อหน้าใสมาดูลูกศิษย์ยอดฝีมือในตำนานที่บ้านของตระกูลเฉิน!