ณ หมู่บ้านทิวไผ่ มีบ้านเรือนจำนวน 250 หลังคาเรือน เป็หมู่บ้านขนาดกลางที่มีครอบครัวค่อนข้างมีฐานะที่ยากจนถึงปานกลาง รอบหมู่บ้านมีูเาล้อมรอบและมีต้นไผ่ล้อมรอบข้างในก่อนถึงหมู่บ้านทิวไผ่อีกที จึงเป็ที่มาของชื่อหมู่บ้านทิวไผ่ ซึ่งหมู่บ้านทิวไผ่ได้อาศัยอยู่ที่แคว้นหาน นอกจากแคว้นหานแล้วยังมีแคว้นฉี ฉู่ เยียน จ้าว เว่ย และฉิน โดยแคว้นฉี ฉู่ ฉิน เป็แคว้นที่มีขนาดใหญ่ ส่วนแคว้นหานนั้นเป็แคว้นที่มีขนาดเล็ก
ในหมู่บ้านทิวไผ่ได้มีครอบครัวหนึ่งที่มีฐานะยากจนเหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ในหมู่บ้านนั่นคือตระกูลไป๋ โดยประกอบไปด้วย ไป๋ ซีฮ่าว อายุ 35 ปี เป็บิดาและหัวหน้าตระกูล เจียง หลี่น่า อายุ 32 ปี เป็มารดา ไป๋ ลี่ิ อายุ 15 ปี เป็บุตรชายคนโต ไป๋ เยว่ชิง อายุ 13 ปี เป็บุตรสาวคนกลาง และ ไป๋ ลี่หยาง อายุ 10 ปี เป็บุตรชายคนเล็ก
ซึ่งในขณะนี้ครอบครัวไป๋เกิดวิตกกังวลเนื่องจากบุตรสาวของพวกเขาเกิดการจมน้ำที่ลำธารหลังหมู่บ้านที่ห่างจากบ้านของพวกเขาออกไปประมาณสองลี้ (1 กิโลเมตร) โดยเด็กสาวนอนไม่ได้สติมาหลายวันแล้วจึงทำให้ครอบครัวไป๋เกิดความวิตกกังวลเป็อย่างมาก ครอบครัวของพวกเขามีฐานะยากจนทำให้เงินเก็บของครอบครัวที่มีอันน้อยนิดมาใช้จ่ายค่ายาค่าหมอให้บุตรสาวจนหมด แต่บุตรสาวของพวกเขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นขึ้นมาจนทำให้พวกเขาต้องไปกู้ยืมครอบครัวผู้อื่นถึงจะได้มีเงินมาตรวจบุตรสาวอีกรอบ ตอนนี้พวกเขารอหมอในตำบลมาตรวจอาการบุตรสาวอีกครั้งโดยไป๋ ซีฮ่าวได้ไปตามหมอในตำบลมา ระหว่างรอจะได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนนั่นคือเจียง หลี่น่า ที่เป็มารดาของเด็กสาวนั่นเอง
"ฮึก.......ฮ........ฮื่อๆๆ เยว่เอ๋อร์ของแม่ ทำไมลูกยังไม่ฟื้นขึ้นมา ลูกรู้ไหมว่าแม่ใจจะขาดอยู่แล้ว ฮื่อๆ"
ลูกของเธอนอนไม่ได้สติมาห้าวันแล้ว คนเป็แม่อย่างเธอใจจะขาดเมื่อเห็นบุตรสาวของเธอเป็อะไรไป ก่อนที่เธอจะได้ร้องไห้ฟูมฟายไปมากกว่านี้หมอในตำบลก็ได้มาถึงบ้านของเธอพอดี
"หมอมาพร้อมกับท่านพ่อแล้วขอรับท่านแม่ ท่านแม่อย่าเพิ่งร้องไห้ไปเลยนะขอรับ พี่รองต้องฟื้นขึ้นมาหาพวกเราแน่นอนขอรับ"
ไป๋ ลี่หยางวิ่งเข้ามาในห้องของพี่สาวเพื่อบอกมารดาของเขาว่าหมอที่ท่านพ่อไปตามนั้นมาแล้ว
"อย่างนั้นเหรอเสี่ยวหยาง ลูกให้ท่านหมอเข้ามาตรวจรักษาอาการพี่รองของลูกเร็วเข้า"
เจียง หลี่น่าเช็ดน้ำตาก่อนที่จะหันมาตอบบุตรชายคนเล็ก ถึงนางจะเช็ดน้ำตาแต่ก็ยังคงปรากฏตาแดงให้เห็นว่านางผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักอยู่
"ขอรับท่านแม่" เขาตอบรับท่านแม่ก่อนที่จะวิ่งออกไปตามให้หมอเข้ามาในห้อง
"น้องหญิงพี่พาท่านหมอชุนมาแล้ว ลูกของเราต้องฟื้นขึ้นมาแน่นอน" ไป๋ ซีฮ่าวเดินเข้ามาในห้องพร้อมท่านหมอชุน ก่อนจะเดินมาหาภรรยาของเขาแล้วกอดปลอบหญิงสาวไว้ เขาก็เป็ห่วงบุตรสาวของเขาไม่ต่างจากภรรยามากนัก
"ท่านพี่....ฮึก" เจียง หลี่น่า ซบไหล่สามีของเธอก่อนที่จะหันมาคุยกับท่านหมอชุนให้ทำการตรวจรักษาบุตรสาวของเธอ
"ท่านหมอชุนเ้าคะท่านช่วยตรวจดูเยว่เอ๋อร์ของข้าด้วยเถิดเ้าค่ะ ว่าทำไมเยว่เอ๋อร์ถึงไม่ฟื้นได้สติขึ้นมาสักที ไม่ว่าท่านหมอชุน้าอะไรข้าจะหามาให้หรือจะให้ข้าเป็ทาสข้าก็ยอม แต่ขอให้เยว่เอ๋อร์ฟื้นขึ้นมาข้าก็ยอมทั้งนั้นเ้าค่ะ"
นางยอมอย่างที่พูดจริงๆ ถ้าทำให้บุตรสาวของเธอฟื้นขึ้นมาได้ ตอนนี้ความหวังของเธอคือท่านหมอชุนแล้วนางหวังว่าท่านหมอชุนจะช่วยรักษาบุตรสาวของเธอได้
"ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกแม่นางเจียง ข้าเป็หมอมีหน้าที่รักษาคนไข้เท่านั้น"
"ขอบคุณท่านหมอชุนมากเ้าค่ะ บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืมเลยถ้าเยว่เอ๋อร์ฟื้นขึ้นมา" หญิงสาวได้ก้มหัวให้ท่านหมอชุน เธอจะจดจำบุญคุณไว้อย่างแน่นอนถ้าบุตรสาวของเธอฟื้นขึ้นมา
"เอาล่ะๆ แม่นางเจียง ข้าขอตรวจดูอาการแม่หนูเยว่ชิงนี่ก่อน"
ท่านหมอชุนโบกมือไปมาให้นางเจียงหยุดคำนับเขาสักที เพราะเขาเป็หมอไม่้าให้ใครมาตอบแทนบุญคุณอะไรเขาทั้งนั้นมันเป็จรรยาบรรณของหมอที่ต้องทำการรักษาคนไข้อยู่แล้ว ก่อนที่เขาจะหันมาตรวจดูอาการของไป๋เยว่ชิงต่อไป เมื่อตรวจดูอาการเสร็จแล้วจึงเอ่ยกล่าวถึงอาการของเด็กสาว
"อาการของแม่หนูเยว่ชิงไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง แค่ตอนนี้ยังไม่ได้สติเท่านั้นแต่ข้าตรวจดูแล้วไม่คืนนี้หรือพรุ่งนี้ก็ฟื้นขึ้นมาแล้วล่ะ พวกเ้าก็ก่อไฟเตียงเตาให้อุ่นขึ้นมากสักหน่อย พลังหยินในตัวแม่หนูเยว่ชิงแค่มีมากเกินไปนิดหน่อยเนื่องจากตกน้ำนานในฤดูหนาวแบบนี้ด้วย แต่ถ้าได้รับความอบอุ่นเดี๋ยวก็ดีขึ้นมาเอง ส่วนยานี่เป็ยาบำรุงร่างกายถ้าแม่หนูเยว่ชิงฟื้นขึ้นมา ให้กินสามเวลาเป็เวลาสามวันเดี๋ยวอาการก็จะดีขึ้นเอง" ท่านหมอชุนส่งยาบำรุงให้สามห่อแก่ไป๋ ซีฮ่าว
"ขอบคุณมากขอรับท่านหมอชุน แล้วค่ารักษาเท่าไหร่หรือขอรับ" เขารับห่อยาก่อนที่จะถามค่ารักษาไปว่าเท่าไหร่
"ข้าเก็บแค่ค่ายาพอส่วนค่ารักษาข้าไม่คิด ค่ายาห่อละ 1 ตำลึงเงิน สามห่อก็ 3 ตำลึงเงิน"
"ขอบคุณท่านหมอชุนมากขอรับ นี่ขอรับเงิน" เขาส่งเงินให้ท่านหมอชุนก่อนที่จะเรียกบุตรชายคนโตให้ไปส่งท่านหมอชุนในตัวตำบล
"เสี่ยวิ ลูกไปส่งท่านหมอชุนหน่อยลูก"
"ขอรับท่านพ่อ เดี๋ยวข้ารีบไปแล้วรีบกลับมานะขอรับ เชิญท่านหมอชุนขอรับ"
เขาตอบบิดาก่อนที่จะหันมาทางท่านหมอชุนเพื่อไปส่งท่านหมอชุนในตัวตำบลซึ่งห่างจากตัวหมู่บ้านทิวไผ่ประมาณสิบลี้ ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วยาม แต่ถ้าใช้เกวียนวัวใช้เวลาเดินทางประมาณสองเค่อก็จะถึงในตัวตำบล ซึ่งเขาได้เดินไปส่งท่านหมอชุนเนื่องจากเงินในครอบครัวของพวกเขานั้นได้หมดไปกับค่ายาของน้องรองแล้วจึงทำให้เขาต้องเดินไปส่งท่านหมอชุนโดยใช้เวลาไปกลับก็หนึ่งชั่วยามพอดีก่อนที่จะถึงบ้าน
ยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.)
ทางด้านตระกูลไป๋นางเจียงได้จุดไฟเตียงเตาก่อนที่จะใส่ฟืนในห้องของบุตรสาวให้มากขึ้นเธอทำตามคำแนะนำของท่านหมอชุนอย่างเคร่งครัด เธอหวังว่าบุตรสาวของเธอจะฟื้นขึ้นมาในคืนนี้
"น้องหญิงพักผ่อนก่อนเถิด ไปพักกินข้าวนอนหลับพักผ่อนกันก่อน คืนนี้ไม่แน่ลูกรองอาจจะฟื้นขึ้นมาก็ได้ ถ้าเ้าป่วยขึ้นมาอีกคนพวกข้าจะทำอย่างไร"
เขากังวลภรรยาของเขาจะป่วยไปด้วยอีกคน ถ้าภรรยาเขาเกิดป่วยขึ้นมาครอบครัวพวกเขาคงได้กังวลมากกว่านี้แน่ เขาอยากให้ภรรยาพักผ่อนมากเหลือเกินตอนนี้ภรรยาเขาร่างกายโทรมเนื่องจากเฝ้าดูแลบุตรสาวทั้งวันทั้งคืนจนเขากลัวว่านางจะป่วยไปด้วยอีกคนจึงต้องรีบให้นางไปพักผ่อนกินข้าวแล้วให้นอนหลับพักผ่อน
"ก็ได้เ้าค่ะท่านพี่ ข้าขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านพี่เป็ห่วง ข้าจะพักผ่อนกินข้าวแล้วนอนหลับพักผ่อนจะไม่ให้ทุกคนเป็กังวลมากกว่านี้"
"ดีแล้วน้องหญิงเ้าควรจะพักผ่อนให้มากๆ ตอนนี้เสี่ยวหยางยกสำรับมาให้แล้ว เราสองคนออกไปกินข้าวกันก่อนเถิด"
"เ้าค่ะ" หญิงสาวขานตอบรับก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกจากห้องของบุตรสาวไป
ยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.)
ในคืนที่เงียบสงัด มีเพียงแสงสว่างนวลเย็นตาของดวงจันทราระเด่นหง่าในค่ำคืนที่มีดวงดาราล้อมรอบ ค่ำคืนนี้ครอบครัวไป๋ได้สูญเสียบุตรสาวของพวกเขาไปแล้วโดยที่เด็กสาวไม่สามารถมีชีวิตได้ต่อไปอีกเนื่องจากเด็กสาวได้หมดชะตาในร่างนี้แล้วดวงจิตของเธอจะไปใช้ชีวิตที่แดนเซียนเพราะเธอหมดเคราะห์กรรมจากชาตินี้แล้ว แต่ก็ได้มีจิติญญาร่างหนึ่งที่เข้ามาแทนที่จิติญญาของเด็กสาวแทน
"เฮือก!!!" เสียงหายใจหอบหนักของเด็กสาวในบ้านตระกูลไป๋นั่นคือเสียงของไป๋ เยว่ชิง แต่ดวงจิตได้เปลี่ยนเป็ของจิติญญาคนอื่นแล้วนั่นเอง
"เฮ้อ.......นึกว่าจะตายไปแล้วซะอีก ทำไมเหนื่อยเหมือนคนขาดอากาศหายใจแบบนี้นะ" เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ
เกือบจะตายไปแล้วไหมล่ะ โดนหลุมดำดูดขนาดนั้นดีนะยังที่รอดมาได้ หญิงสาวได้บ่นพึมพำไปก่อนที่เธอจะได้เอะใจว่าเสียงไม่ใช่ของเธอ
"เอ๊ะ!....นี่ไม่ใช่เสียงของฉันนี่ ทำไมเสียงฉันเล็กเป็เด็กสาวแบบนี้ล่ะ แล้วนี่มันอะไรกันล่ะเนี่ย!" หญิงสาวใกับเสียงของตัวเองก่อนที่เธอจะสำรวจร่างกายของตัวเองเมื่อสรุปได้ว่าตัวเธอนั้นมีสิ่งผิดปกติจึงได้ร้องหาระบบคู่หูของเธอออกมา
"ฟูฟู่!!! ที่นี่ที่ไหน ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วนี่มันอะไรกัน! ทำไมร่างกายฉันเล็กลงแบบนี้ ไม่สินี่ไม่ใช่ร่างกายของฉัน หรือฉันทะลุมิติมาแบบในนิยายงั้นเหรอ ม่ายยยย" ใช่แล้วล่ะจิติญญาที่เข้ามาแทนที่ของไป๋ เยว่ชิง ก็คือ ชาล็อตเต้ เกรซ นั่นเอง