เวลาผ่านไปอีกหลายวันก็ถึงวันที่นัดหมายกับตงจื่อ
สวีหว่านหนิงหยิบของที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้วขี่จักรยานไปในเมือง
ตอนมาถึงบ้านของตงจื่อเพิ่งจะเก้าโมงเช้าเท่านั้น
แม้จะสวมเสื้อคลุมทหารของหลินอันปกป้องร่างกายตัวเองอย่างแน่นหนา แต่ลมหนาวอันร้ายกาจก็ยังทะลุผ่านเข้ามาปะทะกับร่างกายของเธอ
ด้วยเหตุนี้ตอนถึงบ้านของตงจื่อเธอจึงหนาวจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง
ชุ่ยเฟินรีบหยิบขวดน้ำเกลือที่เติมน้ำร้อนเอาไว้จนเต็มมาให้
“พี่สะใภ้ถือมันเอาไว้เพิ่มความอบอุ่นก่อนค่ะ ตงจื่อเพิ่งรินน้ำร้อนลงไป น่าจะยังอุ่นอยู่และคงไม่ลวกมือเอาไว้อุณหภูมิร่างกายของพี่อุ่นขึ้นแล้ว ฉันค่อยเปลี่ยนน้ำให้ใหม่”
สวีหว่านหนิงต้องการอุปกรณ์ทำความอบอุ่นให้กับร่างกายอย่างเร่งด่วนด้วยเหตุนี้จึงไม่ปฏิเสธความหวังดีของชุ่ยเฟิน
เมื่อร่างกายไม่ได้หนาวจนแข็งไปทั้งตัวแล้วสวีหว่านหนิงจึงย้ายไปนั่งหน้าเตาไฟ แล้วคุยกับตงจื่อ
“ของทำเสร็จแล้วหรือยังเอาของมาให้ฉันดูก่อนได้ไหม”
“ผมเอากลับมาอันหนึ่งพอดีเลยครับจะไปหยิบมาให้นะครับ”
ไม่นานนัก ตงจื่อก็หยิบโหลแก้วใบหนึ่งออกมา
โหลแก้วใบนี้รูปร่างแปลกประหลาดไม่เหมือนกับที่พบเห็นได้ทั่วไป ปากขวดค่อนข้างแคบ ตรงกลางอวบอ้วนแล้วถึงหดเล็กลงบริเวณก้นโหล
สวีหว่านหนิงถือมันแล้วมองดูอย่างละเอียด
แม้งานจะไม่ค่อยละเอียดมองเห็นริ้วรอยของโหลแก้ว แต่ถ้าอ้างอิงจากระดับเทคโนโลยีการผลิตแก้วในปัจจุบันถือว่าดีมากแล้ว
“พี่สะใภ้เป็นยังไงบ้างครับ พอใช้ได้หรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงไม่ตอบเธอปาโหลแก้วลงบนพื้นอย่างแรง
หัวใจของตงจื่อหล่นวูบไปพร้อมกับโหลแก้ว
พื้นบ้านของเขาเป็นพื้นปูนมันแข็งมาก ต่อให้ไม่พอใจก็ไม่ควรปามันลงพื้นหรือเปล่า?
โหลแก้วมีประโยชน์มากนะ!
ทว่าผลลัพธ์กลับเหนือความคาดหมายโหลแก้วกลิ้งหลุนๆ บนพื้น แต่ไม่ได้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆเหมือนอย่างที่ตงจื่อคาดการณ์ไว้
สวีหว่านหนิงเก็บโหลแก้วขึ้นมาจากภายนอกเห็นรอยร้าวอยู่บ้าง แต่ด้านในโหลแก้วกลับไม่เสียหายเลยสักนิด
เธอเอาน้ำร้อนในขวดน้ำเกลือใส่เข้าไปในโหลแก้วก่อนจะใช้มือเขย่ามัน แต่ก็ไม่มีน้ำซึมออกมา
“ไม่เลวตรงตามความต้องการของฉัน”
“พี่สะใภ้นี่คือ...”
สวีหว่านหนิงยิ้มพลางอธิบาย“โหลแก้วที่ฉันอยากได้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างมากมันจำเป็นต้องแข็งแรงทนทาน”
ตามหลักแล้วอาหารกระป๋องควรทำจากโลหะ เพื่อสะดวกในการเก็บรักษาและการขนส่ง
เทียบกันแล้วโหลแก้วทั้งหนักและแตกง่ายอีกทั้งต้นทุนยังสูง ข้อด้อยมากกว่าข้อดี
แต่ความเป็นกรดของผลไม้ในโหลแก้วจะกัดกร่อนโลหะได้ง่ายอีกทั้งโหลแก้วยังมีลักษณะโปร่งใส สามารถมองเห็นเนื้อของผลไม้ได้อย่างชัดเจนช่วยส่งเสริมเรื่องรูปลักษณ์และเพิ่มความดึงดูดให้แก่ผลิตภัณฑ์
ดังนั้นสวีหว่านหนิงจึงเลือกที่จะทำโหลแก้วตั้งแต่แรก เพราะสิ่งที่เธอทำคือการแปรรูปผลไม้
มณฑลเฮยมีคุณภาพดินที่ดีสภาพดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการปลูกผลไม้เมืองหนาวที่สุด
ชาติที่แล้วผลไม้ที่สวีหว่านหนิงกินอยู่บ่อยๆ คือสตรอว์เบอร์รีจากเมืองตานตง [1]สตรอว์เบอร์รีประเภทนี้มักจะปลูกในนาข้าว ชั้นดินของนาข้าวแน่นและกักเก็บน้ำได้ดีดังนั้นสตรอว์เบอร์รีของเมืองตานตงจึงมีรสชาติหวานเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าราคาก็สูงตามไปด้วย
นาข้าวกักเก็บความเย็นได้ดีเพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับการปลูกผลไม้เมืองหนาวอย่างสตรอว์เบอร์รี
ช่วงนี้สวีหว่านหนิงไม่ได้นิ่งนอนใจเธอหยิบต้นกล้าสตรอว์เบอร์รีออกมาจากช่องมิติแล้วปลูกมันไว้ในนาหลังบ้านตระกูลหลิน ไม่กี่วันนี้มันเริ่มแตกหน่อแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเจริญเติบโตได้ดีหรือไม่
เธอกำลังทำการทดลองถ้าประสบความสำเร็จล่ะก็ ไม่แน่อาจจะทำการเพาะปลูกในวงกว้างได้
หากเป็นเช่นนั้นช่วงฤดูหนาวหมู่บ้านต้าเจียงก็จะผลิตผลไม้บรรจุโหลแก้วขายได้
อีกอย่างคือมณฑลเฮยเหมาะกับการปลูกลูกท้อ
ภูเขาหลังหมู่บ้านมีป่าท้อเมื่อถึงฤดูกาลของลูกท้อ ชาวบ้านมักจะไปเด็ดมากินเพราะมันทั้งอร่อยและเต็มปากเต็มคำ เป็นของกินเล่นที่หาได้ยากสำหรับพวกเด็กๆ
อีกอย่างลูกท้อกระป๋องถือเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเด็กจำนวนมากที่มาจากมณฑลเฮย!
รวมถึงแอปเปิลสาลี่...
เทียบกับอาหารประเภทเนื้อกระป๋องที่มีต้นทุนสูงแทบทุกบ้านมักจะปลูกผลไม้กันหมด ผลไม้จึงเหมาะกับการนำมาทำอาหารแปรรูปมากที่สุด
ถึงอย่างไรต้นทุนก็ค่อนข้างต่ำทั้งยังเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วไปได้ง่าย
“จริงสิตอนเพื่อนของเธอทำโหลแก้ว เธอควรเรียนรู้วิชาการทำจากเขาด้วย มันจะเป็นผลดีกับเธอไม่มีผลเสีย”
ตงจื่อมีนิสัยอยู่นิ่งไม่ค่อยได้และไม่ชอบสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดเกินไป แต่ในเมื่อพี่สะใภ้พูดเช่นนี้เขาก็ตั้งใจฟังทุกคำ
พี่สะใภ้คงไม่ทำร้ายเขาหรอกจริงไหม?
“ฉันเอามันมาให้ชุ่ยเฟิน”
สวีหว่านหนิงหยิบของออกมาจากกล่องพัสดุ
“มันคือเสื้อผ้าบางส่วนที่ต้าชุนกับเยาเม่ยเคยใส่แล้วสองวันก่อนแม่สามีฉันเอามันไปผึ่งแดด ก่อนจะเอาไปซักและตากจนแห้ง สะอาดแน่นอน”
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้” ชุ่ยเฟินรับเสื้อผ้ามา “เนื้อผ้าดีมากจริงๆ”
ก็ใช่น่ะสิตอนลูกของร่างเดิมยังเล็ก ร่างเดิมก็เคยมีความรักของคนเป็นแม่อย่างเต็มเปี่ยมเพราะมีเงินใช้ไม่ขาดมือ ข้าวของที่เตรียมเอาไว้ให้ลูกจึงมีแต่ของดีทั้งนั้น
เสื้อผ้าที่ต้าชุนเคยใส่ร่างเดิมไม่เคยเอาให้เยาเม่ยใส่ต่อด้วยซ้ำ เธอซื้อผ้าผืนใหม่แล้วจ้างช่างตัดเย็บที่ฝีมือดีที่สุดในหมู่บ้านช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ให้
เสื้อผ้าที่ทางปักกิ่งส่งมาให้ก็มีจำนวนไม่น้อย
ทว่าตอนหลังร่างเดิมคล้ายถูกหลี่เชี่ยนเชี่ยนและกู้จวิ้นกล่อมประสาทจนค่อยๆ ตีตัวออกหากลูกๆและไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พวกเขาอีก
“วางใจได้ค่ะฉันจะเก็บรักษามันอย่างดี ลูกฉันใส่เสร็จแล้วจะซักจนสะอาดแล้วเก็บมันไว้ พี่มีลูกอีกคนเมื่อไรจะได้ใส่ต่อได้”
“ไว้ชีวิตฉันเถิด!” สวีหว่านหนิงโบกมือรัว“ตอนคลอดเยาเม่ยฉันเสียเลือดมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดชาตินี้ฉันไม่อยากมีลูกเพิ่มอีกแล้ว”
สภาพร่างกายของร่างเดิมไม่เหมาะกับการมีลูกแล้วจริงๆ
อีกอย่างในเมื่อเธอได้รับความทรงจำทั้งหมดของร่างเดิมมาด้วยต้าชุนกับเยาเม่ยก็คือลูกของเธอ
พูดอย่างไรพวกเขาก็คือลูกในไส้!
ได้เป็นแม่คนแบบไม่ต้องเจ็บตัวไม่ดีตรงไหน?
ทำไมต้องคิดสั้นด้วยการเอาตัวเองไปเสี่ยงอีกรอบด้วย?
สำหรับเรื่องการมีลูกสวีหว่านหนิงเคารพแต่ไม่คิดจะสัมผัสด้วยตัวเอง
หลังคุยกันเสร็จสวีหว่านหนิงก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าสีหน้าของชุ่ยเฟินไม่สู้ดีนัก
ชุ่ยเฟินใกล้คลอดแล้วเดิมทีก็รู้สึกกระวนกระวายใจ พอได้ยินคำพูดของสวีหว่านหนิงเมื่อครู่มันทำให้เธอกลัวมากกว่าเดิม
สวีหว่านหนิงจับมือชุ่ยเฟินแล้วปลอบว่า“เพราะฉันเคยไม่สบายตอนเด็กๆ ร่างกายจึงไม่ค่อยแข็งแรง เธอไม่มีปัญหาหรอกเชื่อฉันสิ ที่จริงการคลอดลูกไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น”
ตอนพูดประโยคนี้สวีหว่านหนิงอดถ่มถุยตัวเองในใจไม่ได้
คลอดลูกจะไม่น่ากลัวได้อย่างไรยุคนี้ที่ศาสตร์การแพทย์ยังล้าหลังทุกครั้งที่ผู้หญิงคลอดลูกแทบไม่ต่างจากการเดินผ่านประตูยมโลก
แต่เธอทำได้เพียงปลอบใจชุ่ยเฟินเท่านั้น
“ขอให้คิดแค่ว่าอนาคตจะมีหนูน้อยตัวนุ่มนิ่มนอนอยู่ข้างกายคอยเรียกเธอว่าแม่ไม่หยุด เธอก็จะรู้สึกว่าทุกอย่างช่างคุ้มค่า”
คงเพราะคิดภาพนั้นตามใบหน้าของชุ่ยเฟินจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความรักของผู้ให้กำเนิด
“จริงสิของพวกนี้ฉันก็เตรียมมาให้เธอด้วย”
เชิงอรรถ
[1]เมืองหนึ่งในมณฑลเหลียวหนิง