เสียงระฆังครั้งที่แปดดังแหวกท้องฟ้า เข้าสู่โสตประสาทของหลินฉางชิง
หลินฉางชิงหยุดนิ่งอยู่กับที่ มองไปยังทิศทางที่เสียงระฆังดังมาด้วยสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย
"เสียงระฆังแปดครั้ง..." เขาพึมพำกับตนเอง
นั่นหมายความว่าผู้ที่ปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ในครั้งนี้ สามารถขึ้นไปถึงระดับความสูงเดียวกับที่เขาเคยทำได้
"หรือว่าในสำนักชูซานจะมีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นมาอีกคน?"
เมื่อหลินฉางชิงคิดถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววซับซ้อน
ใน่พันปีหลังจากก่อตั้งสำนักชูซาน ผู้ที่สามารถทำให้ระฆังดังได้แปดครั้งขึ้นไปนั้นมีเพียงหยิบมือเดียว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน การที่ระฆังดังแปดครั้งก็นับว่าเป็ผู้โดดเด่นที่สุดในสำนักชูซานแล้ว
ทว่าตอนนี้ ตัวเขาเพิ่งถูกถอดถอนสถานะศิษย์สำนักชูซานได้เพียงสี่เดือน ในสำนักกลับมีศิษย์ที่มีพร์ซึ่งอาจไม่ด้อยไปกว่าเขาปรากฏตัวขึ้น ความรู้สึกกังวลและเสียดายวูบหนึ่งวนเวียนอยู่ในใจของหลินฉางชิง
"ระฆังแปดครั้ง จิ๊ ๆ ..."
ในขณะนั้น เหยียนเฉินที่เดิมทียืนเงียบไม่พูดจาอยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นกะทันหัน
เขาเดาะลิ้นเบา ๆ ในดวงตาที่ฝ้าฟางคล้ายมีประกายแสงวาบผ่าน พลางมองไปยังทิศทางที่เสียงระฆังดังมาเช่นกัน มือที่เหี่ยวย่นคู่หนึ่งกำลังลูบคางเบา ๆ ดูจากท่าทางของเหยียนเฉิน ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสนใจในเสียงระฆังแปดครั้งนี้อยู่บ้าง
"ฉางชิง เ้าพูดได้ถูกต้องแล้ว ศิษย์ที่สามารถปีนขึ้นไปถึงชั้นที่แปดของบันไดเจตจำนงกระบี่ได้ หากอยู่ในสำนักชูซานยุคนี้ ถือเป็อัจฉริยะที่สมคำร่ำลือจริง ๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเสียงระฆังแปดครั้งนี้ คือขีดจำกัดของศิษย์ผู้นี้แล้วหรือไม่?" เหยียนเฉินกล่าวช้า ๆ
แววตาของเขาเผยให้เห็นความคาดหวังบางอย่าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินฉางชิงก็ชะงักไปด้วยความใ เพราะเขาเพียงแต่ตกตะลึงในเื่พร์ของอีกฝ่าย จนไม่ได้พิจารณาถึงจุดนี้เลย
"เสียงระฆังเก้าครั้งหรือขอรับ?" เขามองไปยังเหยียนเฉินแล้วเอ่ยถามเสียงเบา
เสียงระฆังเก้าครั้งหมายถึงอะไร?
หากเกิดเื่เช่นนั้นขึ้นจริง คาดว่าศิษย์ผู้นี้คงจะถูกกำหนดให้เป็ผู้สืบทอดตำแหน่งเ้าสำนักชูซานคนต่อไปโดยตรง
เหยียนเฉินได้ยินคำพูดของหลินฉางชิงก็เพียงแต่หันกลับมามองเขาเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร
ทั้งสองเผชิญหน้ากันเช่นนั้นและรออยู่ครู่หนึ่ง ทว่าเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ เสียงระฆังอันกึกก้องที่คาดหวังไว้ก็ไม่มีการดังขึ้นอีกเลย
"เฮ้อ"
สีหน้าของเหยียนเฉินดูผิดหวังเล็กน้อย ถึงขั้นถอนหายใจยาว
"ครั้งนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นอัจฉริยะในระดับที่สูงกว่านี้แล้ว" เขาเอ่ยอย่างแ่เบา
พร้อมกันนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองมาทางหลินฉางชิง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นเดินจากไป
หลินฉางชิงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองไปยังตำแหน่งของสำนักชูซาน สีหน้าของเขาก็ซับซ้อนเช่นกัน
"ก็จริง"
ครู่ต่อมา หลินฉางชิงคล้ายจะดึงสติกลับมาได้ เขาหัวเราะเบา ๆ และทำตามอย่างเหยียนเฉินด้วยการส่ายหน้าเล็กน้อย
"เื่นี้ บางทีพวกเราอาจจะคิดมากเกินไป ดูจากสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน ศิษย์ที่ทำให้ระฆังดังเก้าครั้งจะปรากฏตัวขึ้นง่าย ๆ ได้อย่างไร?" หลินฉางชิงรำพึงในใจ
เขาลุกขึ้นและเริ่มเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึง่บ่าย
ขณะนี้ หลินฉางชิงกำลังเช็ดป้ายศิลาจารึกในป่าศิลาจารึกบนูเาเหมือนเช่นปกติ เพื่อทำความเข้าใจตำราวิชาจากสิ่งเ่าั้
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : ปราณกระบี่ชมจันทร์]
เมื่อััได้ถึงตำราวิชาที่ได้รับมาใหม่ หลินฉางชิงก็พ่นลมหายใจยาวออกมา
"ฟู่..."
เขาลืมตาขึ้น ในดวงตามีประกายแสงวาบผ่าน
นับั้แ่รากปราณฟื้นคืนกลับมา ใน่สามเดือนนี้ หลินฉางชิงไม่เคยหยุดยั้งการฝึกฝนเลยแม้แต่น้อย
ใน่วันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็การทำความเข้าใจหรือการหยั่งรู้ เขาได้รับตำราวิชาสำหรับการฝึกฝนมากมาย มีทั้งวิชาสายโจมตีอย่างเคล็ดกระบี่เมฆครามและแน่นอนว่ามีวิชาการฝึกปราณอยู่ด้วย
หลังจากฝึกฝนมาสามเดือน ระดับพลังของหลินฉางชิงก็ได้มาถึงขั้นฝึกปราณขั้นสูงสุด
ความเร็วระดับนี้แม้จะเป็การฝึกฝนรอบที่สอง หากอยู่ในสำนักชูซานหรือสำนักอื่น ๆ ก็นับว่าเป็ตัวตนที่ฝืนลิขิต์อย่างยิ่ง
"ปราณกระบี่ชมจันทร์นี้ แม้จะเป็วิชากระบี่ที่ดีวิชาหนึ่ง แต่หากเทียบกับเคล็ดกระบี่เมฆครามของข้าแล้ว กลับด้อยกว่าขั้นหนึ่ง เกรงว่าด้วยความสามารถของข้าในตอนนี้ ยังไม่มีความจำเป็ต้องฝึกฝนในขณะนี้" หลินฉางชิงพึมพำขณะััถึงตำราวิชาที่เพิ่มเข้ามาในห้วงความคิด
ใน่เวลาสี่เดือน หลินฉางชิงสะสมตำราวิชาไว้มากมายจนตัวเขาเองก็จำไม่ได้หมดแล้ว
แม้เขาจะทราบรายละเอียดของตำราวิชาเหล่านี้ทั้งหมด แต่ไม่ใช่ว่าทุกตำราวิชาจะเหมาะสมกับการฝึกฝนของหลินฉางชิง
หากนำตำราวิชาที่หลากหลายเกินไปมาผสมปนเปกัน นอกจากจะไม่ช่วยในเส้นทางการฝึกฝนแล้ว กลับจะทำให้พลังปราณปั่นป่วนและขัดขวางความคืบหน้าในการฝึกฝน
ด้วยเหตุนี้ หลินฉางชิงจึงเลือกวิชาที่มีคุณภาพสูงอย่างเคล็ดกระบี่เมฆครามจากตำราวิชาที่ตนมาฝึกฝน ส่วนวิชาที่ธรรมดาสามัญก็ได้แต่รอให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นก่อน แล้วค่อยหาเวลาว่างกลับมาศึกษามันอีกครั้ง
"อย่างไรเสีย ตอนนี้การเพิ่มความแข็งแกร่งคือสิ่งที่สำคัญที่สุด" หลินฉางชิงเอ่ยอย่างแ่เบา
ในขณะที่เขากำลังคิดจะเดินไปยังป้ายศิลาจารึกแผ่นถัดไป ด้านหลังกลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
"เ้าหนูฉางชิง" เสียงเรียกของเหยียนเฉินดังขึ้น
หลินฉางชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะั้แ่ส่งมอบงานเช็ดป้ายศิลาจารึกให้เขา เหยียนเฉินก็ไม่เคยมาที่นี่อีก และเพราะเหตุนี้ หลินฉางชิงจึงสามารถทำความเข้าใจตำราวิชาในนั้นได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนนอกมารบกวน
แต่การที่เหยียนเฉินมาเยือนอย่างกะทันหันในครั้งนี้ ทำให้หลินฉางชิงตั้งตัวไม่ติดจริง ๆ ทว่าสิ่งที่น่าโชคดีคือเขาเพิ่งจะทำความเข้าใจเสร็จสิ้นพอดี จึงไม่ถูกเหยียนเฉินจับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้
"ผู้าุโเหยียน มีอะไรหรือขอรับ?"
หลินฉางชิงปรับสภาวะของตนเองให้สีหน้าดูเป็ปกติ จากนั้นจึงหันหลังกลับมาพร้อมกับพูด
แต่ในวินาทีถัดมา เขาก็ต้องชะงักอยู่กับที่ เพราะคนที่มาไม่ได้มีเพียงเหยียนเฉิน
ข้างกายเขามีเด็กสาวผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างสง่างาม นางสวมชุดคลุมศิษย์สำนักชูซาน เดินตามหลังเหยียนเฉินมาอย่างเรียบร้อย และสายตาของเด็กสาวจับจ้องมาที่หลินฉางชิงโดยตรง
เมื่อนางเห็นหลินฉางชิงหันกลับมา ในดวงตาสวยคู่นั้นก็ฉายแววตื่นเต้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ใช่ข้าที่อยากมาหาเ้า แต่เป็แม่หนูนี่ที่อยากมาหาเ้า"
เหยียนเฉินมองไปที่หลินฉางชิงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญเล็กน้อย ท่าทางนั้นราวกับว่าการมาของเด็กสาวตรงหน้า ได้รบกวนแผนการเดิมของเหยียนเฉิน เขาจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์
"คราวหน้าถ้ามีเื่แบบนี้อีก เ้าก็มาหาเขาที่นี่ได้เลย ไม่ต้องมากวนตาแก่คนนี้" เหยียนเฉินหันไปพูดกับเด็กสาว
คำตอบเช่นนี้ หลินฉางชิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย ตอนที่เขามาที่นี่ใหม่ ๆ เหยียนเฉินก็แทบจะไม่เคยให้สีหน้าที่ดีกับเขาเลย
"เ้าค่ะ ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ ผู้าุโ"
เด็กสาวไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่กลับตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อได้ยินดังนั้น เหยียนเฉินก็ใช้ดวงตาฝ้าฟางของเขามองสำรวจคนทั้งสองตรงหน้าครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก