ย่านตลาดสมุนไพรทางเหนือของนครธรณีสามนั้นต่างจากตลาดทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อาคารทุกหลังสร้างจากหินน้ำตาลแดงที่ขัดเรียบ หน้าต่างมีแผงไม้กรองอากาศเพื่อระบายความชื้นจากสมุนไพรสดออกไป กลิ่นหญ้าแห้งและเครื่องเทศอบจางๆ ลอยปะปนอยู่กับกลิ่นดินชื้นที่ฟุ้งขึ้นมาเมื่อล้อรถม้าบดทับบนถนนหิน ไม่ไกลจากสี่แยกกลางย่าน อาคารสามชั้นสีน้ำเงินเข้มที่มีป้ายไม้ปักลายัเงินสี่เหลี่ยมตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า นั่นคือสาขาหลักของสมาคมการค้าตระกูลมู่ในนครธรณีสาม
จ้าวหานขี่ม้าอสูรนำหน้าขบวนเข้ามาในระยะที่มองเห็นอาคารได้ชัด เขาไม่รีบเร่ง แต่สายตาสีดำขลับกวาดไปรอบๆ อาคารโดยไม่หยุดแม้แต่วินาทีเดียว
[เ้านายครับ ตรวจพบสัญญาณความร้อนภายในอาคาร ชั้นหนึ่งมีคนอยู่ปกติราวสิบห้าคน แต่ชั้นสองและสามมีการกระจุกตัวของพลังปราณที่ผิดปกติ รวมแปดจุด ระดับก่อตั้งปราณทั้งหมด และที่สำคัญ มีหนึ่งจุดที่ระดับทองคำเขียวขั้นต้นซ่อนอยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของชั้นสอง!]
ศูนย์รายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง
'มู่ฉางหยวนมาก่อนแล้ว หรือส่งคนมา' จ้าวหานประเมินในใจ
เขาหันม้าช้าๆ ออกไปข้างทางพร้อมกับทำสัญญาณมือให้เว่ยกังที่ขี่ม้าอยู่ข้างหลัง ผู้บัญชาการผมเกรียนเข้าใจทันทีโดยไม่ต้องพูด เขาชะลอความเร็วของขบวนลงและส่งสัญญาณให้ทหารเตรียมพร้อม
มู่รุ่ยเสวี่ยโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า "มีอะไรผิดปกติหรือคะ?"
"ข้างในมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญรออยู่" จ้าวหานตอบเบาๆ "แม่นางมู่รู้จักใครในย่านนี้ที่เป็มิตรกับท่านโดยตรงและสามารถไว้ใจได้ไหม?"
นางคิดอยู่เสี้ยววินาที "ร้านยา 'ไท่เหอถัง' ตรงสี่แยกข้างหน้า เ้าของคือท่าน 'เฉิงหลาว' ที่ทำธุรกิจกับตระกูลมู่มานานสี่สิบปีโดยไม่เคยผ่านตัวกลาง เขาเป็คนที่ท่านพ่อเชื่อถือที่สุดคนหนึ่ง"
"ดี..." จ้าวหานพยักหน้า "ท่านและมู่เฉิงไปที่นั่นก่อน ให้เว่ยกังนำทหารส่วนใหญ่ไปด้วย ข้าจะเข้าไปทักทายแขกที่ไม่ได้รับเชิญเองก่อน"
"คนเดียวหรือคะ?" เว่ยกังถามด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าไม่เห็นด้วย
"ข้ามักจะทำงานดีกว่าเวลาอยู่คนเดียว" จ้าวหานตอบเรียบๆ
สาขาหลักของตระกูลมู่ภายในดูสงบกว่าที่ควรจะเป็ในยามบ่ายคล้อย พนักงานสี่ห้าคนที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะชั้นล่างต่างเงยหน้าขึ้นมองเมื่อชายในชุดคลุมดำก้าวเข้ามาผ่านประตู ทุกคนมีรอยกังวลที่ปิดไม่มิดอยู่บนใบหน้า บางคนสบสายตาแล้วรีบเบือนหน้าหนี
[ชั้นล่างปลอดภัยครับเ้านาย พนักงานเหล่านี้ไม่มีพลังปราณสูง ไม่ใช่นักรบ แต่พวกเขากลัวบางสิ่งที่อยู่ข้างบน!]
จ้าวหานเดินตรงไปยังบันไดกลางอาคารโดยไม่หยุดพูดกับใคร เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเขาดังก้องบนพื้นไม้ทุกก้าว
ชั้นสอง
ทันทีที่ก้าวขึ้นมาถึงชั้นสอง ประตูสามบานที่เรียงรายอยู่ทั้งซ้ายและขวาของทางเดินกลางเปิดออกพร้อมกัน ชายในชุดนักรบสีเทาออกมายืนขวางทางทั้งหมดหกคน แต่ละคนประคองมือไว้หน้าอก แผ่พลังปราณระดับก่อตั้งปราณขั้นเจ็ดและแปดออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"แขกที่ไม่ได้รับเชิญ..." หัวหน้ากลุ่มซึ่งเป็ชายวัยสี่สิบรูปร่างสันทัดพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านผู้าุโมู่ฉางหยวนสั่งว่าไม่ให้ใครเข้าถึงชั้นสองและสามจนกว่าการตรวจสอบบัญชีพิเศษจะเสร็จสิ้น"
จ้าวหานหยุดยืนอยู่ในระยะสิบก้าวจากแนวหน้า ไม่รีบร้อน กวาดสายตาไปยังทุกคน
"การตรวจสอบบัญชีพิเศษ..." เขาทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเบื่อหน่าย "คำอธิบายที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ถ้าจะทำการตรวจสอบจริงๆ ไม่ควรให้คนถืออาวุธมายืนขวางทางก็ได้นะ"
"ออกไปจากอาคารนี้" หัวหน้าพูดซ้ำ คราวนี้เย็นกว่าเดิม
"ข้าปฏิเสธ"
ฉวาดดด!
หัวหน้ากลุ่มดึงดาบสั้นออกจากฝักอย่างรวดเร็ว พลังปราณสีเหลืองอ่อนพุ่งขึ้นมาห่อหุ้มใบดาบ สัญญาณมือที่เขาส่งออกไปทำให้ลูกน้องห้าคนแยกออกไปโอบล้อมจ้าวหานจากสองข้าง
จ้าวหานไม่ถอยและไม่เรียกปืนออกมา เขาแค่ย่อตัวลงเล็กน้อย กายาเหล็กไหลขั้นกลางตอบสนองโดยอัตโนมัติ ิัสีดำมันวาวเกร็งตัวพร้อมรับแรงกระแทก
ปร้าดดดด!
คนแรกพุ่งเข้ามาจากทางซ้ายด้วยหมัดพลังปราณหนัก
ตึงงง!
จ้าวหานรับหมัดนั้นด้วยท่อนแขนซ้ายตรงๆ แรงสะท้อนกลับทำให้ข้อมือของอีกฝ่ายสั่นอย่างรุนแรง เขาคว้าข้อมือนั้นแล้วหมุนตัวเหวี่ยงออกไป
ตูมมม!
ร่างของคนแรกพุ่งไปกระแทกกับคนที่สองที่กำลังวิ่งเข้ามาพร้อมกัน ทั้งสองล้มกองอยู่กับพื้นทางเดิน
ซวบบบ!
คนที่สามฟาดดาบเข้ามาจากด้านขวา จ้าวหานเอนหลบได้พอดีขนาดที่คมดาบแล่ผ่านิัด้านข้างลำตัว แต่แทนที่จะได้ยินเสียงเนื้อถูกกรีด กลับได้ยินแต่เสียง...
เคลั้งงง!
คมดาบกระทบกับชั้นเหล็กไหลบนิัแล้วเบี้ยวออก ทิ้งไว้แต่รอยขาวจางๆ บนเสื้อ
"ไม่ได้เื่..." จ้าวหานพึมพำ แล้วใช้ศอกขวากระแทกเข้าที่ยอดอกของชายนั้น
ป้องงงงง!
ศอกหนักเหล็กไหลกดทับลงบนบาเรียลมปราณแล้วทะลุผ่าน แรงกระแทกส่งให้ร่างของนักรบคนนั้นถอยหลังตัวลอยขึ้นก่อนจะตกลงบนพื้น
สามคนในห้าวินาที
หัวหน้ากลุ่มและลูกน้องสองคนที่เหลือหยุดชะงัก สายตาพวกเขาจ้องมองจ้าวหานด้วยความไม่เชื่อ ไม่มีพลังปราณ ไม่มีแสงสว่างอาวุธ ไม่มีอะไรที่จะอธิบายว่าทำไมคนธรรมดาิัแข็งกว่าเกราะเหล็กและหมัดหนักกว่าค้อนใหญ่ได้
"สามคนสุดท้าย..." จ้าวหานพูดเรียบๆ "ข้าไม่้าทำร้ายพวกท่านอีก วางอาวุธแล้วออกไปข้างนอก ข้ามีธุระกับคนที่อยู่ชั้นบน ไม่ใช่กับพวกท่าน"
หัวหน้ากลุ่มกัดฟัน นิ้วมือรัดด้ามดาบแน่น ความเกรงขามต่อสู้กับความเป็มืออาชีพอยู่ในแววตาของเขาชัดเจน ในที่สุดเขาก็ชักดาบกลับเข้าฝัก
"ถอย" เขาสั่งลูกน้องสองคนที่เหลือ
ชั้นสาม
บันไดแคบๆ ที่ขึ้นมาชั้นสามนั้นมืดกว่าชั้นล่าง หน้าต่างถูกปิดด้วยผ้าหนาทำให้แสงแดดยามบ่ายส่องเข้ามาได้น้อย กลิ่นหมึกและกระดาษเก่าฟุ้งอยู่ในอากาศ
จ้าวหานขึ้นบันไดช้าๆ
[เ้านายครับ เป้าหมายระดับทองคำเขียวขั้นต้นอยู่ตรงหน้าห้องใหญ่สุด ห้องที่สองจากซ้าย มีคนอีกสองคนอยู่ข้างในด้วย ระดับก่อตั้งปราณขั้นเก้าทั้งคู่!]
จ้าวหานเดินตรงเข้าหาห้องนั้น ไม่เคาะ ไม่รอ เพียงแค่กดมือที่ลูกบิดและเปิดประตูออก
ภายในห้องทำงานกว้างขวาง โต๊ะไม้มะเกลือขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะเต็มไปด้วยกองเอกสาร ตราประทับ และบัญชีสมุดที่ถูกเปิดกางออก ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะมีอายุประมาณห้าสิบต้น ผมและหนวดสีเงินตัดกับผิวหน้าที่แดดเผาเข้ม เขาไม่ได้แสดงอาการใเมื่อประตูเปิดออก เพียงแต่วางปากกาลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ
"ข้าคาดว่าจะมีคนมาถึงช้ากว่านี้" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ข้าเดินเร็ว" จ้าวหานตอบ ก้าวเข้าไปในห้องโดยไม่รอเชิญ
สองนักรบที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างโต๊ะทั้งซ้ายและขวาขยับมือไปที่อาวุธทันที
"หยุด" ชายผมเงินพูดเพียงคำเดียว สองคนนั้นก็หยุดนิ่ง
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างช้าๆ ร่างกายสูงใหญ่กว่าที่เห็นตอนนั่ง พลังปราณระดับทองคำเขียวขั้นต้นแผ่ออกมาเบาๆ ไม่ใช่เพื่อข่มขู่ แต่ราวกับเป็นิสัยที่ทำติดตัวมาตลอด
"ข้าชื่อ 'ต้วนหยาง' ผู้ดูแลสาขาหลักในนามของท่านผู้าุโมู่ฉางหยวน" เขาแนะนำตัว "ท่านล่ะ?"
"จ้าวหาน ผู้คุ้มกันของมู่รุ่ยเสวี่ย"
ต้วนหยางพยักหน้าช้าๆ เหมือนกำลังประเมินบางสิ่ง "ข้าได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นในหุบเขา... และที่เมืองเมฆาคราม ท่านเป็ผู้ทำลายกระบี่ของผู้าุโชิงเฟิงหรือ?"
"ใช่"
"และสยบท่านผู้าุโมู่ฉางหยวนที่หน้าม่านวารีคลั่ง?"
"เขาถอยไปเอง ไม่ใช่ว่าข้าสยบ"
ต้วนหยางเดินออกมาข้างหน้าโต๊ะ สายตาประเมินจ้าวหานจากหัวจรดเท้าอย่างระมัดระวัง "ท่านมาที่นี่้าอะไร?"
"ข้ามาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าแม่นางมู่รุ่ยเสวี่ยมาถึงนครธรณีสามแล้ว และจะเข้ามาใช้สาขาหลักนี้ในฐานะทายาทของผู้นำตระกูลมู่" จ้าวหานพูดตรงๆ "ใครที่รับคำสั่งจากมู่ฉางหยวนและ้าขัดขวาง ก็จะได้รับการปฏิบัติตามนั้น"
"คำขู่ที่น่าฟัง..." ต้วนหยางพูดพลางก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง พลังปราณของเขาเริ่มหนาแน่นขึ้น "แต่ท่านอยู่คนเดียวในห้องนี้ ในขณะที่ข้ามีนักรบสำรองอีกสิบห้าคนในอาคารนี้"
"ข้าทราบ" จ้าวหานพูดเงียบๆ
ดึ้งงงง!
ต้วนหยางดึงกระบี่ออกจากฝักสวมที่เอวในท่าเดียวกันกับการก้าวเข้าหา ใบกระบี่สีเงินสะท้อนแสงจากโคมไฟในห้อง พลังปราณสีเหลืองทองเพิ่มขึ้นสองเท่าทันที สองนักรบด้านหลังก็พุ่งออกมาพร้อมกัน
จ้าวหานไม่ถอยก้าวเดียว เขายกมือขวาขึ้น กดลงบนรอยสักมิติ
วาบบบ!
แสงสีฟ้าสว่างวูบออกมาจากรอยสัก ปืนมหาประลัยดำทมิฬปรากฏขึ้นในอ้อมแขนขวาพร้อมกับเสียงกลไกดังขึ้น เข็มนาโนพุ่งเข้าเชื่อมต่อกับไหล่และกระดูกสันหลังในพริบตา
วิ้งงงงงง!
บาเรีย Blue Ripple ะเิออกมาจากตัวจ้าวหานเป็วงกลมสั่นะเืสีฟ้าอ่อน แรงดันอากาศที่เกิดขึ้นซัดสองนักรบที่กำลังพุ่งเข้ามาให้กระเด็นถอยหลังก่อนที่จะถึงตัวเขา
ตุ้บ! ตุ้บ!
สองร่างล้มกลิ้งบนพื้นห้อง
ต้วนหยางยืนอยู่ห่างสองก้าวจากจ้าวหาน กระบี่ยังอยู่ในมือ แต่เท้าของเขาไม่ได้ก้าวเข้ามาอีก แววตาของเขาตรึงอยู่กับวงแสงสีฟ้าที่สั่นะเืรอบตัวชายหนุ่ม และปากกระบอกปืนสีดำที่ชี้อยู่ตรงหน้าเขา
"นั่นคืออะไร..." เขาพึมพำ
"ของที่ท่านไม่มีทางรู้จัก" จ้าวหานตอบเหมือนที่เคยตอบคนอื่นๆ มาแล้ว "ข้าจะถามอีกครั้งเพื่อความสุภาพ ท่านต้วนหยาง ท่านเลือกที่จะรับใช้มู่ฉางหยวน หรือจะยอมรับอำนาจของแม่นางมู่รุ่ยเสวี่ยในฐานะทายาทที่ถูกต้องของตระกูล?"
ต้วนหยางจ้องอยู่ที่ปลายกระบอกปืนนานพอสมควร ในความเงียบนั้น เสียงครางต่ำของสองนักรบที่ล้มอยู่บนพื้นค่อยๆ ดังขึ้น
"ข้าไม่ได้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วยหัวใจ..." ต้วนหยางพูดในที่สุด น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปจากเมื่อกี้ ดูเหนื่อยกว่า "ข้าแค่ปฏิบัติตามผู้ที่มีอำนาจในขณะนั้น"
"นั่นก็ยังเป็การเลือกอยู่ดี" จ้าวหานพูด แต่ไม่ตวาด "ตอนนี้คนที่มีอำนาจแท้จริงในตระกูลมู่กำลังจะเข้ามาในอาคารนี้ ท่านจะยืนอยู่ฝ่ายใด?"
สิบห้านาทีต่อมา ประตูหน้าของสาขาหลักเปิดออก มู่รุ่ยเสวี่ยก้าวเข้ามาพร้อมกับมู่เฉิงและเว่ยกัง ตามด้วยทหารคุ้มกันสิบคน
พนักงานในชั้นล่างต่างลุกขึ้นยืนและก้มศีรษะให้เมื่อเห็นนาง บางคนมีแววตาโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
"มีอะไรเกิดขึ้น?" มู่รุ่ยเสวี่ยมองเห็นนักรบหกคนที่นั่งอยู่บนพื้นชั้นหนึ่งบางคนยังถือาแอยู่ที่ข้อมือ
"แขกที่ไม่ได้รับเชิญ ข้าดูแลแล้ว" จ้าวหานที่ยืนรออยู่บนบันไดพูดขึ้นจาก้า "ชั้นสองและสามปลอดภัยแล้ว ต้วนหยางยังอยู่ที่ห้องทำงาน รอคำสั่งของท่านอยู่"
มู่รุ่ยเสวี่ยเดินขึ้นบันไดด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและสง่างาม "ขอบคุณค่ะ"
เมื่อนางผ่านหน้าจ้าวหานไปบนบันได เขาสังเกตเห็นว่านางไม่ได้มองเขา แต่ไหล่ของนางผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อเดินผ่าน
[เ้านายครับ สถานการณ์ภายในอาคารเสถียรแล้ว ต้วนหยางยอมรับอำนาจของแม่นางมู่รุ่ยเสวี่ยโดยไม่มีการต่อต้านเพิ่มเติม ผมประเมินว่าเขาเป็นักปฏิบัติที่ประเมินสถานการณ์ได้ ไม่ใช่คนที่ภักดีต่อมู่ฉางหยวนอย่างแท้จริง!]
'น่าสนใจ' จ้าวหานคิด 'คนแบบนี้อาจจะมีประโยชน์'
เขาลงมาชั้นล่างและออกไปยืนหน้าอาคาร สายลมยามเย็นในนครธรณีสามพัดเย็นสบาย แตกต่างจากอากาศชื้นในหุบเขาที่ทิ้งไว้เื้ั เมืองสามแยกที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและกลิ่นอายธุรกิจล้อมรอบเขาอยู่ทุกด้าน
[เ้านายครับ ในย่านนี้มีร้านขายเนื้อสัตว์อสูรแห้งระดับดีอยู่อย่างน้อยเจ็ดร้าน และยังมีร้านอาหารที่เสิร์ฟเนื้อสัตว์อสูรสดอีกสามร้านในรัศมีห้าร้อยเมตร! มวลสารสำรองของคุณตอนนี้อยู่ที่ 88 เปอร์เซ็นต์ แนะนำให้เติมให้เต็มครับ!]
จ้าวหานมองไปตามถนน แล้วก็เดินออกไปในทิศทางที่กลิ่นเนื้อย่างฟุ้งกระจายมาแรงที่สุด
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขากลับมาพร้อมถุงผ้าใหญ่สองใบที่อัดแน่นด้วยเนื้อตากแห้งระดับสามและซี่โครงสัตว์อสูรย่างห้าชิ้น ทั้งหมดซื้อมาด้วยหินปราณระดับต่ำที่เขาได้รับจากมู่รุ่ยเสวี่ยก่อนออกจากถ้ำ
เว่ยกังที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าอาคารมองดูถุงสองใบด้วยสีหน้าที่อธิบายยาก
"ท่านเพิ่งจัดการนักรบในอาคารเสร็จ..." เขาพูด "แล้วออกไปซื้ออาหาร?"
"ข้าหิว" จ้าวหานตอบเรียบๆ
เว่ยกังอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกลับไปยืนตรงตามปกติ
ชั้นสามของสาขาหลัก ห้องทำงานที่เคยเป็ฐานของต้วนหยางถูกจัดเตรียมใหม่อย่างรวดเร็ว โต๊ะมะเกลือยังอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้มู่รุ่ยเสวี่ยเป็คนนั่งอยู่หลังมัน ไม่ใช่ต้วนหยาง เอกสารและบัญชีที่เคยกองอยู่ถูกจัดแยกประเภทออกเป็สองกอง กองหนึ่งที่นางกำลังตรวจอยู่ และอีกกองที่ถูกพับรวมไว้รอการสอบสวนในภายหลัง
ต้วนหยางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ อาการของเขาเปลี่ยนไปจากเมื่อกี้อย่างสิ้นเชิง ไม่มีกระบี่ ไม่มีพลังปราณที่แผ่ออกมา เหลือแต่ชายวัยห้าสิบที่ดูเหนื่อยล้าและพร้อมให้ข้อมูล
"เอกสารที่สำคัญที่สุดคือสมุดบัญชีแดง ฉบับที่ท่านผู้าุโมู่ฉางหยวนสั่งให้ข้าซ่อนไว้" ต้วนหยางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านสั่งให้ข้าบันทึกการโอนเงินออกนอกบัญชีหลักใน่หกเดือนที่ผ่านมา ข้าทำตามเพราะไม่มีทางเลือก แต่ข้าก็เก็บสำเนาไว้เองด้วย"
มู่รุ่ยเสวี่ยหยิบสมุดบัญชีหนาเล่มหนึ่งขึ้นมา ใบหน้าของนางเย็นลงเมื่ออ่านตัวเลขที่อยู่ในนั้น
"จำนวนมหาศาล..." นางพึมพำ
"เพียงพอที่จะซื้อกองกำลังระดับทองคำเขียวมาได้สิบกว่าคน" ต้วนหยางยืนยัน "ท่านผู้าุโเตรียมการนี้มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว"
จ้าวหานที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องพร้อมถุงเนื้อแห้งในมือรับรู้บทสนทนานั้นโดยไม่แสดงความคิดเห็น เขากำลังกินอยู่อย่างสงบ เตาปฏิกรณ์ชีวภาพทำงานรับมวลสารทุกชิ้น
[เ้านายครับ ข้อมูลที่ได้ยินอยู่นี้น่าสนใจมาก ถ้ามู่ฉางหยวนเตรียมการมาหนึ่งปีและมีกำลังนักรบระดับสูงสนับสนุนอยู่ การเผชิญหน้าครั้งต่อไปจะหนักกว่าที่ผ่านมาทั้งหมดครับ!]
'ข้ารู้อยู่แล้ว' จ้าวหานตอบในใจ 'แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เื่ของข้า แม่นางมู่ต้องแก้ปัญหานี้เองผ่านระบบของตระกูล ข้าแค่ต้องทำให้เธอไปถึงจุดนั้นได้'
ค่ำคืนแรกในนครธรณีสาม
ห้องพักที่เว่ยกังจัดให้จ้าวหานอยู่ชั้นสองของอาคาร กว้างพอสมควร มีหน้าต่างใหญ่มองออกไปเห็นถนนสายหลักที่ยังคงมีคนเดินขวักไขว่แม้ในยามค่ำ แสงโคมไฟสีทองส่องอยู่ตามแผงขายของที่เพิ่งจะเก็บแผงในบางร้าน กลิ่นอาหารปิ้งย่างยามเย็นลอยเข้ามาทางหน้าต่าง
จ้าวหานนั่งอยู่ที่ขอบเตียงซึ่งส่งเสียงดัง เอี๊ยดดดดด! ทันทีที่รับน้ำหนักของเขา เขาเฝ้ามองรอยสักบนแขนขวา อักขระโบราณสีทองจางๆ ยังคงอยู่ที่ขอบล่างของรอยสักมิติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
"ศูนย์... ลองถอดรหัสอักขระนั้นอีกครั้งได้ไหม?"
[กำลังพยายามอยู่ตลอดเวลาครับเ้านาย แต่รูปแบบของมันไม่ใช่ภาษาใดๆ ที่มีบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของผม มันออกจะคล้ายกับรหัสควอนตัมมากกว่าภาษาลายลักษณ์อักษรธรรมดา ราวกับว่ามันไม่ได้ออกแบบมาให้อ่าน แต่ให้รู้สึก!]
"รู้สึก?"
[ใช่ครับ บางทีความหมายของมันอาจจะปรากฏขึ้นเองเมื่อถึงเวลา ไม่ใช่จากการถอดรหัส!]
จ้าวหานพิจารณาคำตอบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนเื่
"สถานะรวมตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง?"
[กายาเหล็กไหลขั้นกลาง เสถียรที่ 100 เปอร์เซ็นต์ เตาปฏิกรณ์ชีวภาพทำงานที่ประสิทธิภาพ 92 เปอร์เซ็นต์ มวลสารสำรอง 94 เปอร์เซ็นต์หลังจากมื้อเย็นที่ดี บาเรียระดับ 1 และ 2 พร้อมใช้งาน ปืนมหาประลัยสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยรวมแล้วสถานะดีที่สุดนับั้แ่มาถึงโลกนี้!]
"แล้วก้าวต่อไปสู่กายาขั้นสูงสุด ้าอะไรอีก?"
[นั่นแหละปัญหาครับเ้านาย กายาเหล็กไหลขั้นสูงสุด้า 'สารเชื่อมโยงคาร์บอนนาโน' บริสุทธิ์ซึ่งหาได้ยากมากในโลกนี้ ในทางฟิสิกส์มันเทียบได้กับวัสดุที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้ความดันมหาศาลเป็เวลานานมาก ซึ่งตรงกับคำอธิบายของ 'หัวใจเพชรพระอาทิตย์' หรือ 'แก่นดาวตก' ที่ตำนานในโลกนี้กล่าวถึง แต่ผมไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าจะหาได้จากไหน!]
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
"เชิญเข้ามา"
ประตูเปิดออก มู่รุ่ยเสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูถือถาดไม้เล็กๆ ที่มีชาร้อนสองจอกและขนมถั่วกรอบวางอยู่
"ข้าคิดว่าท่านอาจจะหิวอยู่..." นางพูดพลางมองหน้าเขาตรงๆ
"ข้าหิวเสมอ" จ้าวหานยืนยัน ก่อนจะขยับตัวออกมาให้มีที่ว่างบนเตียง เสียงดัง เอี๊ยดดดด! อีกครั้ง
มู่รุ่ยเสวี่ยวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียงแทนที่จะนั่งลง นางยืนอยู่อย่างนั้นด้วยท่าทีที่ดู้าพูดบางสิ่งแต่ยังหาคำเริ่มต้นไม่ได้
"แม่นางมู่..." จ้าวหานเอ่ยขึ้นก่อน "มีเื่อะไรที่ต้องพูดก็พูดตรงๆ ได้เลย ข้าไม่ค่อยถนัดเื่อ้อมค้อม"
นางถอนหายใจเบาๆ แล้วก็พูดออกมา "เอกสารในสมุดบัญชีแดง... มากพอที่จะนำมู่ฉางหยวนออกจากสภาผู้าุโได้ แต่ถ้าเขาหมดอำนาจ บทบาทของท่านในฐานะผู้คุ้มกันของข้าก็สิ้นสุดลงด้วย"
"ข้ารู้อยู่แล้ว"
"และหลังจากนั้น ท่านจะไปทางไหน?"
จ้าวหานหยิบขนมถั่วขึ้นมากินหนึ่งชิ้น เคี้ยวช้าๆ "ข้าเป็คนพเนจร แม่นางมู่ ข้าเดินไปตามที่้าจะไป"
"โดยไม่มีจุดหมาย?"
"โดยไม่มีข้อจำกัด" เขาแก้คำ
มู่รุ่ยเสวี่ยเงียบไปสักครู่ สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่าง "ข้าอยากจะเสนอบางสิ่ง..."
"เสนอมา"
"สมาคมการค้าตระกูลมู่มีเครือข่ายอยู่ทั่วทวีปเทียนหยวน มีข้อมูล มีทรัพยากร และมีสายสัมพันธ์กับแทบทุกตระกูลและอำนาจใหญ่" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและมั่นคง "ถ้าท่านจ้าวหาน้าข้อมูลเกี่ยวกับ 'แก่นดาวตก' หรือ 'หัวใจเพชรพระอาทิตย์' หรือสมุนไพรและทรัพยากรระดับสูงใดๆ ที่ท่าน้าสำหรับการพัฒนากายา... ข้าสามารถช่วยได้"
จ้าวหานหันมามองนาง
"แลกกับอะไร?" เขาถาม
"แลกกับการที่ท่านยังคงอยู่เคียงข้างข้าต่อไป" นางตอบตรงๆ ตาของนางไม่หลบ "อย่างน้อยจนกว่าเื่ภายในตระกูลจะเรียบร้อย และถ้าหลังจากนั้นท่านยัง้าออกเดินทางพเนจรต่อ ข้าก็จะไม่ขัดขวาง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าพบว่าตระกูลมู่ขาดคนที่ท่านเป็ไปมาก"
[เ้านายครับ นี่คือดีลที่น่าสนใจมากนะ! แก่นดาวตกหรือหัวใจเพชรพระอาทิตย์คือสิ่งที่ผม้ามากที่สุดสำหรับการอัปเกรดกายาขั้นต่อไป!]
'เงียบ ศูนย์'
จ้าวหานมองนางอยู่นานพอที่จะทำให้มู่รุ่ยเสวี่ยเริ่มรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แล้วเขาก็พยักหน้า
"ข้าตกลง"
มู่รุ่ยเสวี่ยปล่อยลมหายใจออกมาเบาๆ ไม่แน่ใจว่านางรู้ตัวหรือเปล่า
"ขอบคุณค่ะ คุณชายจ้าว"
เธอเดินออกจากห้องพร้อมกับถาดชาเปล่า ทิ้งไว้แต่จอกชาร้อนหนึ่งจอกและขนมถั่วที่ลดลงไปครึ่งถาด
จ้าวหานนั่งอยู่กับตัวเองในห้องที่เงียบ มองออกไปนอกหน้าต่างสู่นครธรณีสามที่ยังมีชีวิตชีวา
สัญญาใหม่ เมืองใหม่ และพายุที่ยังไม่ผ่านพ้นไปไหน
เขาหยิบขนมถั่วชิ้นสุดท้ายขึ้นมาใส่ปาก
[เ้านายครับ ข้อมูลจากเครือข่ายตระกูลมู่อาจช่วยให้เราค้นหา 'แก่นดาวตก' ได้เร็วขึ้นมาก เป็ดีลที่คุ้มค่าจริงๆ ครับ!]
'ข้าก็คิดอย่างนั้น' จ้าวหานตอบในใจ ก่อนจะเอนหลังลงนอนพร้อมกับเสียง เอี๊ยดดดดดดด! อันดังลั่นที่ทำให้ทหารยามชั้นล่างหันหน้าขึ้นมองเพดานพร้อมกัน