ความมืดมิดและเงียบงันปกคลุมภายในถ้ำหลังประตูหินั์ มีเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ของหญิงสาวที่ดังก้องสะท้อนผนังถ้ำ
หลี่จงวางร่างของท่านเ้าสำนักเทียนหยุนลงบนแท่นหินเรียบอย่างทะนุถนอม เขาใช้เสาหินกระแทกพื้นเบาๆ เพื่อควบคุมธาตุดิน ให้หินงอกขึ้นมาโอบล้อมร่างไร้ิญญานั้นไว้ ก่อเกิดเป็โลงศพหินธรรมชาติที่แข็งแกร่งและสมเกียรติ
"หลับให้สบายเถิดท่านเ้าสำนัก..." หลี่จงคุกเข่าลงโขกศีรษะสามครั้ง "ข้าหลี่จง ขอสาบานด้วยชีวิต... ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ตระกูลอู๋และพรรคมารจะต้องชดใช้ด้วยเื!"
หงเหลียนปาดน้ำตาที่แก้ม "พวกเราจะทำยังไงต่อดี? ข้าวของเสบียงก็ไม่มี ทางออกก็ถูกปิดตาย"
"เราต้องเดินหน้าต่อ" หลินชิงอวี่กล่าวเสียงเรียบ นางตรวจสอบาแของตนเอง "ท่านเ้าสำนักบอกให้ไปที่แสงสีคราม... แสดงว่าข้างในต้องมีอะไรบางอย่าง"
ซูหว่านกางแผนที่หนังแกะเก่าคร่ำครึที่นางพกติดตัวมาตลอด "นี่คือแผนที่โครงสร้างูเาบรรพตเมฆา... ตำนานเล่าว่าูเาลูกนี้กลวงใน และแกนกลางของมันคือ 'นครโบราณ' ที่ล่มสลายไปเมื่อพันปีก่อน สุสานบรรพชนอาจจะเป็ทางเข้าสู่นครนั้น"
"นครโบราณ?" หลี่จงลุกขึ้นยืน แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเศร้าเป็ความมุ่งมั่น "งั้นก็ไปกันเถอะ... ไปดูให้เห็นกับตาว่าบรรพชนทิ้งอะไรไว้ให้เรากอบกู้สำนัก"
...
ทั้งสี่คนเดินลึกเข้าไปในถ้ำตามแสงสีครามที่เรืองรองอยู่ปลายทาง ทางเดินลาดชันลงสู่เบื้องล่างเรื่อยๆ อากาศเริ่มแห้งสนิทและเย็นเยียบ กลิ่นอายความเก่าแก่รุนแรงขึ้นทุกย่างก้าว ผนังถ้ำสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากหินธรรมชาติ เป็อิฐบล็อกสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่เรียงต่อกันอย่างปราณีต บนอิฐแต่ละก้อนสลักลวดลายการต่อสู้ของคนยุคโบราณ
หลังจากเดินลงมานานนับชั่วโมง... ภาพเบื้องหน้าก็เปิดกว้างออก ทำเอาทุกคนต้องหยุดฝีเท้าด้วยความตกตะลึง
"์ช่วย..." หงเหลียนอ้าปากค้าง
เบื้องหน้าพวกเขาคือ "โถงถ้ำขนาดมหึมา" ที่กว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นเพดาน เพดานถ้ำประดับด้วยผลึกหินเรืองแสงนับล้านเม็ด ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน และภายใต้ท้องฟ้าจำลองนั้น... คือ "เมืองศิลา"
อาคารบ้านเรือน วิหาร และป้อมปราการที่สร้างจากหินสีขาวนวล เรียงรายกันอยู่อย่างเงียบสงบ ไร้ผู้คน ไร้สิ่งมีชีวิต มีเพียงความว่างเปล่าที่งดงามและน่าเกรงขาม ตรงใจกลางเมือง มีพีระมิดขั้นบันไดขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน และบนยอดพีระมิดนั้น... มีแสงสีครามพุ่งขึ้นสู่เพดานถ้ำ
"นครศิลาขาว..." ซูหว่านพึมพำ "ตำนานเป็เื่จริง! นี่คือรากฐานที่แท้จริงของสำนักเรา!"
"พวกเ้ารู้สึกไหม?" หลี่จงกระชับเสาหินในมือแน่น "ที่นี่... แรงโน้มถ่วงแปลกๆ"
ทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าสู่เขตนครศิลา วูบ! ร่างกายของทุกคนหนักอึ้งขึ้นทันทีราวกับมีเหล็กถ่วงขา
"โอ๊ย! หนักชะมัด!" หงเหลียนบ่น นางต้องเร่งพลังปราณเพื่อพยุงตัว "เหมือนแบกข้าวสารห้ากระสอบเลย!"
"นี่คือ 'เขตแดนกดดันิญญา'" หลี่จงวิเคราะห์ "มันถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองผู้บุกรุก... คนที่จิตใจและร่างกายไม่เข้มแข็งพอ จะถูกแรงดันบดขยี้จนตายก่อนจะถึงใจกลางเมือง"
"แต่สำหรับข้า..." หลี่จงยืดตัวตรง สีหน้าผ่อนคลาย แรงกดดันนี้... มันช่างคุ้นเคย เหมือนกับพลังของเสาหินคู่กายเขาไม่มีผิด เสาหินสีดำในมือของเขาสั่นระริกเบาๆ ราวกับมันกำลัง "กลับบ้าน"
ครืนนนนน...
เสียงกลไกหินบดกันดังสนั่นมาจากสองข้างทางของประตูเมือง รูปปั้นนักรบศิลาขนาดใหญ่ั์ สูงกว่า 5 เมตร สองตนที่ยืนเฝ้าประตู... ขยับ!
เศษฝุ่นร่วงกราวออกจากร่างหิน ดวงตาของพวกมันสว่างวาบเป็สีเหลืองอำพัน พวกมันก้าวออกมาขวางทาง พร้อมอาวุธหินขนาดั์ในมือ... ตนหนึ่งถือ "ขวาน" อีกตนถือ "ค้อน"
[ผู้พิทักษ์นครศิลา - ระดับ: ผสานจิต ขั้นต้น]
"ระดับผสานจิต!" หลินชิงอวี่หน้าถอดสี "แถมเป็หินทั้งตัว... กริชของข้าฟันไม่เข้าแน่!"
"ผู้บุกรุก..." เสียงทุ้มต่ำดังก้องมาจากรูปปั้น "จงแสดงป้ายผ่านทาง... หรือไม่ก็จงกลายเป็ส่วนหนึ่งของถนนเส้นนี้!"
"ป้ายผ่านทาง?" ซูหว่านรีบค้นตัว "ตราประทับเ้าสำนักใช้ได้ไหม?" นางชูตราหยกขาวขึ้น
รูปปั้นั์มองดูตรานั้น แล้วส่ายหัว "ตรานั้นอนุญาตให้เข้าถึงเพียงสุสาน... แต่นครแห่งนี้ ้าสิ่งที่ 'หนักแน่น' กว่านั้น"
รูปปั้นง้างอาวุธั์ขึ้น เตรียมจะฟาดลงมา "ถอยไป!" หงเหลียนะโ นางเตรียมจะพ่นไฟใส่
"ไม่ต้อง"
หลี่จงก้าวออกมาข้างหน้า เขาเก็บเสาหินพาดบ่า แล้วเดินตรงเข้าไปหารูปปั้นั์อย่างไม่เกรงกลัว "สิ่งที่หนักแน่นกว่างั้นรึ?..."
หลี่จงหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารูปปั้น ระยะห่างเพียงเอื้อมมือ เขามองตาหินสีเหลืองอำพันนั้น แล้วค่อยๆ ปลดปล่อย "จิตแห่งราชันย์" ออกมา
ไม่ใช่จิตสังหาร... ไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่เป็ความรู้สึกที่เหมือนกับูเาไท่ซาน ความรู้สึกที่พร้อมจะแบกรับทุกสรรพสิ่ง... ทั้งความแค้น ความหวัง และชะตากรรมของผู้คน
เคล็ดวิชาปฐีแบก์ ขั้นที่ 2: ราชันย์ไร้บัลลังก์ (Uncrowned King)
ตึง!
หลี่จงกระแทกเสาหินลงพื้นเพียงเบาๆ แต่แรงสั่นะเืที่ส่งออกไป กลับทำให้รูปปั้นั์ทั้งสองตนชะงักค้าง อาวุธในมือของพวกมันสั่นระริก... ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะ "ยอมรับ"
คลื่นความถี่ของเสาหินหลี่จง ปรับจูนเข้ากับคลื่นพลังของนครศิลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสาหินของเขา... คือกุญแจที่แท้จริง!
รูปปั้นั์ค่อยๆ ลดอาวุธลง พวกมันคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสั่นะเื "ยินดีต้อนรับ... ผู้สืบทอดแห่งศิลาจารึก"
ประตูเมืองศิลาค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นเส้นทางสู่พีระมิดใจกลางเมือง
"สุดยอด..." หงเหลียนตาโต "เ้าทำได้ไงเนี่ย? แค่ยืนเฉยๆ พวกมันก็กราบแล้ว?"
"พวกมันไม่ได้กราบข้า" หลี่จงลูบเสาหินเบาๆ "พวกมันกราบ 'เ้านี่' ต่างหาก... ดูเหมือนเสาต้นนี้จะมีศักดิ์ฐานะสูงส่งในเมืองนี้มาก"
"ไปกันเถอะ" หลี่จงหันไปบอกเพื่อนๆ "ที่พีระมิดนั่น... ต้องมีคำตอบว่าทำไมตระกูลอู๋ถึง้าเสาต้นนี้นักหนา"
ทั้งสี่เดินผ่านประตูเมืองเข้าสู่ถนนสายหลัก ทันทีที่ผ่านพ้นประตู... แสงไฟตามเสาตะเกียงสองข้างทางก็ติดพรึ่บขึ้นเอง ไล่ยาวไปจนถึงยอดพีระมิด
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่จงต้องขมวดคิ้ว คือภาพวาดฝาผนังที่เรียงรายอยู่ตลอดทางเดิน มันเล่าเื่ราวของ "าา" ภาพของบุรุษผู้หนึ่งที่ถือเสาหิน... กำลังต่อสู้กับ "ปีศาจเงา" ที่มีรูปร่างเหมือน... อู๋กวง ในร่างมารไม่มีผิด!
"ศัตรูของเราไม่ใช่แค่พรรคมารธรรมดา..." ซูหว่านอ่านจารึกใต้ภาพ "แต่มันคือ 'เผ่ามารเงา' ที่ถูกผนึกไว้ใตู้เานี้... และตระกูลอู๋... คือผู้เฝ้าผนึกที่ทรยศ!"
หลี่จงกำหมัดแน่น "มิน่าล่ะ... พวกมันถึงอยากได้เสาของข้า เพราะเสานี้คือกุญแจเดียวที่จะ 'ผนึก' หรือ 'ปลดปล่อย' าาของพวกมันได้!"
การเดินทางในนครใต้ดินเพิ่งเริ่มต้น... หลี่จงต้องรีบไปให้ถึงยอดพีระมิด เพื่อชิง "มรดกชิ้นสุดท้าย" ก่อนที่พวกตระกูลอู๋จะหาทางเจาะเข้ามาได้!