ประตูไม้แกะสลักปิดลงช้า ๆ พร้อมเสียง กึก แ่เบา แต่หนักแน่นพอจะทำให้หัวใจของคนในห้องสะดุ้ง นายแม่สุชาดาก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ส่าหรีไหมสีแดงเืนกสะท้อนแสงโคมไฟเหนือศีรษะ ราวกับเธอพกเอาเปลวเพลิงเข้ามาด้วยทุกย่างก้าว กลิ่นน้ำหอมเข้มข้นลอยคลุ้ง แทนที่กลิ่นกุหลาบหวานละมุนเมื่อครู่ ซินเธียลุกขึ้นทันที ธิดาที่นั่งข้าง ๆ ขยับตัวตามสัญชาตญาณ รอยยิ้มที่เคยมีเลือนหาย เหลือเพียงความเงียบที่กดทับอากาศ นายแม่ไม่ได้ขึ้นเสียง แต่แววตาคมกริบราวมีดบางเฉียบกวาดมองหญิงสาวทั้งสองอย่างพินิจ
“ถึงเวลาแล้ว ซินเธีย”
เพียงสี่คำ แต่เหมือนลมหายใจทั้งห้องหยุดลง ซินเธียขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่าอย่างไรคะ นายแม่” ริมฝีปากสีเข้มของสุชาดาโค้งขึ้นช้า ๆ เป็รอยยิ้มที่ไม่แตะต้องดวงตา
“คืนนี้…เธอจะรับแขก” คำพูดนั้นตกกระทบพื้นห้องเหมือนแก้วแตก สีเืบนใบหน้าซินเธียค่อย ๆ จางหาย กลายเป็ซีดขาวราวผ้ากระดาษ นิ้วเรียวที่เคยสงบนิ่งสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ ธิดาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้าง “แต่ว่า…นายแม่เคยบอกว่า—”
“ฉันบอกว่าเธอจะถูกเก็บไว้” สุชาดาตัดบท เสียงเรียบนิ่งแต่เย็นเยียบ “และคืนนี้คือคืนที่เหมาะสมที่สุด” เธอก้าวเข้าใกล้ซินเธีย แสงไฟสะท้อนดวงตาแข็งกร้าวจนดูเหมือนไร้เงามนุษย์ “ฉันจะทำอะไรเพื่อฮาเวลี ไม่ใช่เพื่อเธอ ถ้ามีลูกค้าที่...” เสียงกระซิบต่ำแ่ราวลมหายใจปีศาจ “เขาจ่ายในราคาที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ” หัวใจซินเธียเต้นแรงจนแทบทะลุอก ภาพความหวังเล็ก ๆ ที่เคยเกาะกุมไว้พังครืนในชั่วพริบตา เธอเคยเชื่อว่าอย่างน้อย…ยังมีเวลา
ยังมีโอกาส
ยังมีปาฏิหาริย์
แต่คืนนี้ ปาฏิหาริย์ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้ว ธิดาคว้ามือเพื่อนแน่น รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านจากปลายนิ้ว ซินเธีย สุชาดาหยุดยืนตรงหน้าเธอ เอื้อมมือเชยคางหญิงสาวขึ้นเบา ๆ ัันั้นไม่รุนแรง แต่หนักอึ้งราวโซ่ตรวน “อย่าทำหน้าราวกับกำลังจะถูกส่งไปปะา” เธอกระซิบช้า ๆ “เธอเกิดมาเพื่อคืนแบบนี้” เมื่อคำพูดสุดท้ายจบลง ความเงียบในห้องกลับหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม และในความเงียบนั้น ซินเธียรู้สึกชัดเจนเป็ครั้งแรกว่า กรงทองคำที่เธออยู่มาตลอด กำลังจะปิดตายลงอย่างแท้จริง