ตอนที่33 : ความทรงจำไม่ใช่หลักฐาน
สองวันต่อมาลู่ชิงเหอกลับมาที่หน่วยผลิตพร้อมทหารหนึ่งนายและเอกสารเส้นทางเกวียน
เขาคุยกับหัวหน้าหน่วยเื่โรงเก็บเก่าหลังโรงสีใช้เวลาไม่นาน ก่อนเดินออกมาทางลาน
หลินซูเหยาเห็นเขาแต่แรก
ครั้งนี้เธอเป็ฝ่ายเรียก
“ผู้พันลู่คะ”
เขาหยุด“มีอะไร”
เธอมองคนงานรอบข้าง“ขอถามเื่หนึ่งได้ไหมคะ ไม่เกี่ยวกับงานของคุณ”
“ถามสิ”
“ถ้าคนหลายคนจำเหตุการณ์เดียวกันไม่เหมือนกันแต่มีบางอย่างตรงกัน เราควรเชื่อส่วนไหน”
ลู่ชิงเหอมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
“สิ่งที่ตรงกันใช้เป็ทิศทางได้”
“แล้วใช้ตัดสินได้ไหมคะ”
“ไม่ได้”
คำตอบสั้นมาก
หลินซูเหยาพยักหน้า
“แล้วถ้ามีคนหนึ่งโกรธหรือกลัวมากกว่าปกติทุกครั้งที่พูดเื่เดียวกัน?”
“ก็ยังไม่แปลว่าผิด”
“เพราะอาจกลัวเื่อื่น?”
“ใช่”
หลินซูเหยามองใบหน้าของเขา
่หลายวันที่ผ่านมาคนรอบตัวมักพยายามตอบเกินกว่าที่เธอถาม
หวังชุนฮวารีบอธิบาย
เสี่ยวเป่าพูดตามที่ได้ยิน
คนแก่เติมความทรงจำให้กัน
แต่ลู่ชิงเหอกลับทำตรงกันข้าม
เขาตอบแค่คำถาม
ไม่รีบยึดช่องว่างไปใส่เื่ของตัวเอง
คุณสมบัติเล็กๆ นี้ทำให้เธอสบายใจอย่างประหลาด
เขาไม่ถามว่าเธอกำลังพูดถึงใคร
ลู่ชิงเหอเพียงกล่าวต่อ
“ถ้าคุณเห็นอะไรให้แยกว่าเห็นเอง ได้ยินจากใคร และส่วนไหนเป็สิ่งที่คุณคิดต่อจากมันแค่นั้นจะช่วยไม่ให้เื่สามอย่างกลายเป็เื่เดียวกัน”
หลินซูเหยายิ้มบาง
“ผู้พันพูดเหมือนสอนงาน”
“คุณเป็คนถาม”
“ก็จริงค่ะ”
เขากำลังจะเดินต่อเธอกลับเรียกอีก
“ขอบคุณนะคะ”
ลู่ชิงเหอหันมา “เื่อะไร”
“ที่ไม่ถามว่าเป็เื่ของใคร”
ชายหนุ่มนิ่งไปเสี้ยวหนึ่งก่อนตอบ
“ถ้าคุณอยากบอกคุณคงบอกเอง”
ประโยคนั้นเรียบแต่หลินซูเหยาจำมันไว้
ก่อนแยกลู่ชิงเหอถามเธออีกอย่าง
“หน้าต่างเมื่อคืนยังปกติไหม?”
“ปกติค่ะ”
“ดี”
ซูเหยาหัวเราะ“วันนี้หนึ่งครั้งแล้วนะคะ”
เขาเลิกคิ้ว“อะไร”
“คำว่า‘ดี’”
ลู่ชิงเหอส่ายหน้าเหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องนับ
เธอไม่ได้อธิบาย
หลินซูเหยากลับรู้สึกถึงความต่างบางอย่าง
เมื่อก่อนเวลาเจอปัญหาเธอคิดเป็ลำดับว่าใครมีข้อมูล ใครมีอำนาจ และควรถามอะไร
วันนี้เธอนึกถึงลู่ชิงเหอก่อนด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่ตำแหน่ง
เพราะเชื่อว่าเขาจะไม่ตอบเกินสิ่งที่รู้
ความไว้ใจแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอมีง่ายๆ แม้ในชีวิตก่อน
มุกเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายกลับทำให้การเรียกเขามาถามเื่จริงจังไม่หนักจนเกินไป
หลังบทสนทนาลู่ชิงเหอเดินกลับไปหาทหารของตนส่วนซูเหยากลับเข้ากองงาน
หญิงวัยกลางคนที่รับ่จดบัญชียื่นสมุดให้
“ตรงนี้ฉันเขียนถูกไหม”
ซูเหยาตรวจแล้วคืน
“ถูกค่ะ”
“เธอไม่เช็กทุกบรรทัดแล้วหรือ”
“ถ้าฉันเช็กทุกบรรทัดพี่ก็จะรอฉันทุกครั้งค่ะ”
“ถ้าผิดล่ะ”
“เราก็หาจุดผิดแล้วแก้”
คนฟังส่ายหน้าเหมือนยังไม่ชินแต่ก็รับสมุดกลับไป
ซูเหยามองแล้วนึกถึงตัวเอง
เธอกำลังเรียนรู้สิ่งเดียวกันกับที่สอนคนอื่น
ไม่ใช่ทุกเื่ต้องถือไว้ในมือคนเดียว
บางเื่ควรมีคนที่เราไว้ใจให้ช่วยมองโดยไม่ยกสิทธิ์ตัดสินใจให้เขา
่บ่ายคนงานหญิงคนหนึ่งถูกขอบตะกร้าบาดมือแผลไม่ลึกแต่เืออกมากหัวหน้ากลุ่มให้หลินซูเหยาพาไปสถานพยาบาลเพราะเธอเดินเร็วกว่าแม่เฒ่าที่อยู่ใกล้ ๆ
หมอเฉินจัดการแผลไม่นาน
“สองวันนี้อย่าให้โดนน้ำมาก” เขาบอกคนเจ็บ “กลับไปแล้วค่อยมาเปลี่ยนผ้าพรุ่งนี้”
หญิงคนนั้นขอบคุณแล้วออกไปก่อน
หลินซูเหยากำลังจะตามหมอเฉินกลับเรียก
“อาการเธอดีขึ้นแล้วหรือ?”
“ดีขึ้นมากค่ะ”
“กินได้แล้ว?”
“ได้ค่ะ”
เขาพยักหน้าแล้วเก็บของ
ซูเหยามองภาพถ่ายเก่าบนผนังเป็ภาพคนในหมู่บ้านยืนหน้าเรือนพยาบาลเมื่อหลายปีก่อน
“นี่ถ่ายตอนไหนหรือคะ”
“ปีที่ไข้หวัดลงหนัก”
“หมอยังจำได้หรือคะ”
“เื่ใหญ่ใครจะลืม”
เธอพยักหน้าก่อนถามด้วยน้ำเสียงเดิม
“ตอนฉันเด็กแม่มาที่นี่บ่อยไหมคะ”
มือของหมอเฉินหยุดเล็กน้อย
“่หลังสุขภาพไม่แข็งแรง”
“ก่อนหน้านั้นล่ะคะ”
“ก็ดี”
“ตอนแม่แท้งหมอเป็คนดูแลหรือคะ ฉันจำไม่ค่อยได้”
ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่
“เื่นานแล้ว”
“ค่ะ”
“จำรายละเอียดไม่ได้หรอก”
หลินซูเหยามองเขา
คนที่เพิ่งพูดว่าเื่ใหญ่ใครจะลืมกลับเลือกจำไม่ได้ตรง่ที่แม่เสียลูก
แต่เธอไม่ถามต่อ
“ขอบคุณค่ะหมอ”
หมอเฉินหันไปเปิดตู้ไม้หยิบขวดแอลกอฮอล์แล้วปิดแรงกว่าปกติเล็กน้อย
ซูเหยาเห็นเพียงเท่านี้
เธอไม่รู้ว่าความแรงนั้นมาจากคำถามของเธอจากบานตู้ฝืด หรือจากอารมณ์อื่น
จึงไม่เก็บมันเป็ข้อสรุป
สิ่งที่ชัดกว่าคือคำตอบของเขาเอง
ก่อนออกจากห้องหลินซูเหยาเหลือบเห็นหมอเฉินเก็บผ้าพันแผลเร็วเกินปกติเขาไม่ได้หันมาส่งเหมือนตอนคนไข้ทั่วไป
เธอไม่หยุดดู
ถ้ายืนสังเกตทุกลมหายใจของคนอื่นสุดท้ายเธอก็จะกลายเป็คนที่เห็นพิรุธในทุกอย่าง
สิ่งที่มีวันนี้ชัดพออยู่แล้ว
หมอจำเื่เก่าได้หลายเื่
แต่ไม่อยากแตะ่หลังแม่แท้ง
เธอเดินออกจากสถานพยาบาล
อากาศด้านนอกเย็นกว่าในห้อง
ระหว่างออกจากสถานพยาบาลเธอพบลู่ชิงเหอกำลังยืนคุยกับทหารตรงหัวทาง
เขาเห็นเธอก็เหลือบมองผ้าพันมือของคนงานที่เดินนำไปไกลแล้ว
“มีคนเจ็บ?”
“บาดมือค่ะไม่หนัก”
“แล้วคุณ?”
“ฉันไม่ได้เจ็บ”
“ผมเห็น”
เธอเลิกคิ้ว“งั้นถามทำไมคะ”
“คุณออกจากสถานพยาบาล”
คำตอบตรงเกินไปจนเธอหลุดยิ้ม
“แค่พาคนมา”
ลู่ชิงเหอพยักหน้าไม่ถามว่าเธอคุยอะไรกับหมอ
เขามีงานของเขาเธอมีเื่ของเธอ
แต่การที่เขามองเห็นเธออยู่ตรงนั้นกลับทำให้ระยะระหว่างสองคนสั้นลงอีกนิดโดยไม่มีใครพูดถึง
ระหว่างทางกลับบ้านหลินซูเหยาไม่พยายามเชื่อมหวังชุนฮวากับหมอเฉินเข้าด้วยกัน
สองคนอาจกลัวคนละเื่
สองปฏิกิริยาไม่ใช่หลักฐานว่าร่วมมือกัน
แต่คำอธิบายเดิมว่าแม่เพียงเดินพลาดล้มเองเริ่มไม่พอรองรับสิ่งที่เธอเห็นแล้ว
ก่อนกลับบ้านเธอแวะลานตากอีกครั้งเพื่อบอกหญิงที่รับ่ว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องรอเธอเริ่มงาน
“ใช้ตัวอย่างเดิมไปก่อนค่ะถ้ามีของแปลกค่อยแยกไว้”
“เธอจะไปไหน”
“ไม่ได้ไปไหนค่ะแค่อยากรู้ว่าถ้าฉันมาช้า งานจะยังเริ่มเองไหม”
หญิงคนนั้นหัวเราะ“แล้วถ้าไม่เริ่มล่ะ”
“ก็จะได้รู้ว่าต้องแก้ตรงไหน”
การทดสอบเล็กๆ นี้ทำให้เธอรู้สึกกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หลังคำตอบของหมอพาให้ใจของเธอย้อนอดีตไปทั้งบ่าย
คืนนั้นหลังอาหารหลินซูเหยาเปิดสมุดเล็กของตัวเอง
เธอไม่เขียนชื่อคนร้าย
ไม่เขียนคำว่าแผน
มีเพียงประโยคเดียว
แม่อาจไม่ได้ล้มเอง
ดินสอหยุดตรงจุดสุดท้าย
เธอปิดสมุด
ครั้งนี้คำถามไม่ได้ใหญ่ขึ้นเพราะเธอคิดมากกว่าเดิม
แต่มาจากคนหลายคนที่ต่างพยายามหลบเื่เดียวกันเพียงแต่คนละแบบ