“หลังจากหอคอยชั้นแรกทั่วทั้งโลกได้เปิดออกก็ได้เปิดเหตุการณ์มอนสเตอร์บุกจู่โจม! พวกมันถูกส่งออกมาจากประตูมิติที่เปิดออกแบบสุ่มทั่วทุกมุมโลกทำให้บ้านเมืองหลายแห่งถูกทำลาย มนุษย์ถูกเข่นฆ่านับล้าน”หญิงสาวกล่าวออกมา ใส่อารมณ์ลงไปเล็กน้อย
“เหล่ามอนสเตอร์ค่อย ๆ รุกคืบบุกรุกโลกมาขึ้นเรื่อย ๆจนมันบุกมาได้ถึงประมาณ 20% ของพื้นที่บนโลกทุกคนบนโลกก็พากันตื่นตะหนกกันหมด เพราะอาวุธต่าง ๆของโลกใช้ต่อกรกับพวกมันได้ยากมาก ขนาดเื่บินทิ้งจรวดยังทำได้แค่สร้างาแให้มอนสเตอร์ระดับหนึ่งได้เพียงเท่านั้นเอง”
“แต่เหมือนพระเ้าจะทรงเมตตา เพราะหลังจากหอคอยถูกเปิดออกทุกแห่งแท่นปลุกพลังก็สามารถใช้งานได้! มนุษย์คนใดที่ขึ้นไปยืนบนแท่นแห่งนั้นถ้าเป็ผู้ถูกเลือกก็จะได้รับพลังบางอย่างกลับมาโดยพวกเขาจะได้รับอาชีพจากสิ่งที่เรียกว่าระบบผู้พิชิตซึ่งอาชีพก็จะถูกสุ่มให้ตามศักยภาพของคนนั้น ๆ มีทั้งอาชีพสายก่อสร้าง สายผลิตสายสนับสนัน สายต่อสู้ มากมายจนนับไม่ถ้วน”ในที่สุดก็ถึงเื่ราวสำคัญ ทำให้หญิงสาวเล่าออกมาด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่รู้ตัว
“ดูเหมือนจะได้รับโชคดี ในความโชคร้ายสินะ”ชายหนุ่มที่ได้ยินก็กล่าวออกมา
“ใช่ มันเป็อย่างนั้นจริง ๆ นั่นแหละ”หญิงสาวตอบกลับไป
“แล้วหลังจากนั้นเป็ยังไงต่อล่ะ” ชายหนุ่มกล่าวออกมาทำให้หญิงสาวได้เล่าต่อถึง่สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น
“มันทำให้เกิดยุคของผู้ปลุกพลังยังไงล่ะ นอกจากอาชีพที่ได้รับแล้วแต่ละคนจะยังได้รับคุณสมบัติเสริมอีกด้วย ส่วนใหญ่ก็ได้รับแค่หนึ่งถึงสองอย่างถ้าเป็ผู้มากพร์ที่ถูกยกย่องก็จะได้รับสามถึงสี่อย่างเลยล่ะ”
“อย่างของฉันก็ได้อาชีพเป็นักดาบ คุณสมบัติเสริมเป็ผู้ใช้ไฟ กับเพิ่มความแข็งแกร่งเมื่อใช้อาวุธระยะประชิดน่ะ”หญิงสาวกล่าวออกมาพลางเรียกไฟออกมาให้ดู
“ด้วยการมีอยู่ของผู้ปลุกพลังเหล่านี้ทำให้มนุษยชาติทำการกำจัดมอนสเตอร์ส่วนใหญ่ออกไปได้พวกเขาร่วมกันก่อตั้งสมาคมผู้ปลุกพลังขึ้นยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกและทุกประเทศที่ไม่มีหอคอยก็จะส่งสมาชิกของประเทศตนไปลองปลุกพลังยังประเทศใกล้เคียงที่มีแท่นปลุกพลังโดยแลกกับสิ่งตอบแทน”
“มนุษย์เผชิญกับสถานการณ์ถูกบุกโจมตีบ่อยเข้าก็เริ่มเคยชินถึงจะไม่สามารถกำจัดมอนสเตอร์จนหมดทั้งโลกได้แต่ก็พลักดันพวกมันไปอยู่กระจุกรวมกันยังพื้นที่ซึ่งถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ได้ทำให้อัตราส่วนของพื้นที่ซึ่งมอนสเตอร์ยึดครองไปถูกหยุดอยู่ที่ 35% ของโลกใบนี้มาเป็เวลาห้าปีแล้ว”
“หลังจากมนุษย์สามารถปลุกพลังได้พวกเขาก็ส่งผู้ปลุกพลังที่ได้อาชีพเกี่ยวกับการต่อสู้ เข้าลุยแท่นวาร์ปในหอคอยทำให้พบว่ามอนสเตอร์ในนั้นก็เป็ประเภทเดียวกันกับโลกภายนอกแต่ต่างกันตรงที่เมื่อกำจัดมอนสเตอร์ในหอคอยได้พวกมันจะถูกแปรเป็พลังงานบางอย่างไหลเข้าสู่ร่างกายโดยตรงช่วยเพิ่มความสามารถต่าง ๆ ให้ผู้ปลุกพลัง”
“แต่กับเหล่ามอนสเตอร์ที่บุกโลกภายนอกเมื่อพวกมันตายจะไม่มีสิ่งใดมอบให้นอกจากเลเวล ความชำนาญของทักษะและซากศพรวมถึงแก่นเวทย์ของพวกมัน ซึ่งของเหล่านี้นี่แหละที่นำมาใช้สร้างอาวุธชุดเกราะ สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ของเหล่าผู้ปลุกพลังสายผลิต และสายสนับสนุน”
“นอกจากนี้ก็ยังมีข่าวลือว่ามีเหล่าเทพเ้าหรือสิ่งมีชีวิตระดับสูงคอยจับตามองเหล่าผู้ปลุกพลังอยู่หากผู้ใดที่ไปเข้าตาเทพเ่าั้เข้า ก็จะได้รับข้อเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกับบางอย่างทำให้พวกเขาเก่งกาจมากขึ้นไปกว่าเดิม”หญิงสาวเล่าจบก็ดื่มน้ำเข้าไปต่อ นับว่าที่นางเล่าก็คือเื่ราวเกือบทุกอย่างแล้วที่เกิดขึ้นในโลกนี้
“ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกถึงพลังเวทย์ล่ะ รวมถึงใช้มันไม่ได้ด้วย ? ” ชายหนุ่มกล่าวถามสิ่งที่เขาคาใจอยู่ั้แ่แรก
ครึ่งหลัง
“นายจะต้องไปปลุกพลังก่อน เมื่อได้รับการปลุกพลังแล้วมนุษย์ที่ถูกเลือกจะใช้พลังเวทย์ได้ รวมถึงจะได้มิติเก็บของมาใช้งานด้วย” หญิงสาวกล่าวตอบพลางเรียกของออกมาจากมิติเก็บของให้ชายหนุ่มดู
“และถ้าปลุกพลังได้แล้วนายก็จะสามารถเรียกดูค่าสเตตัชของตัวเองได้เพื่อตรวจสอบความแข็งแกร่งของตัวเองแบบคร่าว ๆ”หญิงสาวกล่าวเสริม
“ดูเหมือนจะมีเื่น่าประหลาดใจเกิดขึ้นมากมายเลยนะ”ชายหนุ่มกล่าวตอบ เขารู้สึกว่าเื่ราวที่ได้ยินค่อนข้างจะเป็สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา
ในโลกของเขาถึงแม้จะไม่ได้เกิดเหตุการณ์ทุกอย่างแบบโลกใบนี้แต่ก็มีบางสิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือการถูกบุกจู่โจมจากเหล่ามอนสเตอร์แต่น่าเสียดายที่โลกของเขาไม่มีเหล่าผู้ปลุกพลัง ไม่มีทักษะพิเศษมีเพียงวิทยาการที่ก้าวหน้า ชุดเกราะแห่งอนาคต พลังแห่งวิทยาศาสตร์ที่ดัดแปลงแก่นเวทย์ของพวกมันเข้ามาร่วมด้วยถึงยืนหยัดต่อสู้กับพวกมันมาได้เกือบร้อยปี ก่อนที่โลกของเขาจะดับสิ้นลง
“ฉันว่าหลังจากนี้ฉันจะกลับเมืองเพื่อรายงานภารกิจแล้วนายมีแผนจะทำอะไรต่อหลังจากนี้ล่ะ ?”หญิงสาวกล่าวถามออกมา
“คิดว่าคงจะไปทดลองปลุกพลังดังเช่นที่เ้าว่าถ้ายังไงรบกวนเ้าพาข้าไปด้วยจะได้หรือไม่ ?”ชายหนุ่มได้ยินสิ่งที่หญิงสาวกล่าวถามเขาจึงตอบเป้าหมายของเขาไป
เขาวางแผนไว้ว่าจะตามหาปริศนาของเื่ราวต่างๆ แต่ในตอนนี้คงต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองเสียก่อนเมื่อเขาแข็งแกร่งแล้วการจะทำอะไรก็ย่อมง่ายดายตามไปด้วย
“ได้สิ พวกเราเข้าเมืองด้วยกันเลยจะได้ปลอดภัย”หญิงสาวกล่าวออกมาอย่างยินดีเธอยังคิดอยู่เลยว่าถ้าต้องเดินทางกลับคนเดียวจะรอดไหมแต่ในเมื่อชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาเช่นนี้ก็หมดปัญหาไปได้เื่หนึ่ง
“ข้ามีคำถาม ในเมืุ่์สามารถปลุกพลังและขับไล่มอนสเตอร์ได้แล้วทำไมไม่บุกกำจัดจุดที่มอนสเตอร์รวมตัวกันล่ะเพราะพื้นที่ถูกมอนสเตอร์เข้ายึดครองถึง 35% ก็ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเอาเสียเลย” ชายหนุ่มถามถึงจุดที่เขามองว่ามันแปลกออกมา
“นั่นก็เพราะตามที่เ่าั้ ไม่ว่าจะส่งผู้ปลุกพลังเข้าไปมากเพียงใดก็ล้วนไม่ได้กลับมาน่ะสิ ถึงขนาดที่ว่าเคยมีนักผจญภัยแรงค์ S ได้ลองลอบเข้าไป แต่ก็ได้รับาเ็กลับมาเขากลับมาเล่าว่ามันมีมอนสเตอร์ที่มีสติปัญญาแฝงอยู่ในนั้นแต่พวกมันเหมือนจะติดม่านพลังบางอย่างทำให้ถูกจำกัดพื้นที่เอาไว้ส่งออกมาได้แต่มอนสเตอร์ระดับหนึ่งถึงสี่ ที่ไร้สติปัญญาทั่วไป” หญิงสาวตอบข้อสงสัยของชายหนุ่ม
“ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง” ชายหนุ่มกล่าวออกมาเขาเริ่มเข้าใจเื่ราวมากขึ้นแล้ว
“เมืองอยู่ห่างจากที่นี่ไกลแค่ไหน ?”ชายหนุ่มถามออกมา เขาอยากจะเข้าเมืองให้เร็วที่สุด
“ก็อีกประมาณ...” หญิงสาวกล่าวออกมาค้างไว้ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูตำแหน่งปัจจุบัน
“300 กิโลเมตร” เธอดูระยะทางคร่าว ๆ แล้วตอบกลับไป
“ถ้าวิ่งด้วยความเร็วเต็มที่ คงใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะไปถึงสินะ” ชายหนุ่มลองคำนวณอยู่ในใจก่อนจะพึมพำออกมาทำให้อีกฝ่ายที่ได้ยินทำหน้าตาแปลก ๆ
“เอ่อ ฉันเดินทางได้อย่างมากก็วันละ 100 กิโลเมตรเท่านั้นแหละไหนเราจะต้องระวังมอนสเตอร์ตามทางอีก มันต้องค่อย ๆ ไปนะ”เธอรีบกล่าวออกมาก่อนที่ชายหนุ่มจะเข้าใจผิดว่าทุกคนจะต้องเก่งกาจดุจสัตว์ประหลาดแบบตัวเขา
“ไม่ต้องเป็ห่วง ข้ามีแผนอยู่พวกเราคงกลับถึงเมืองภายในเวลาไม่นานเท่านั้นแหละ”ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยซึ่งนับว่าหาได้ยากมากที่เขาจะแสดงอาการออกมาบนใบหน้า
“นายแน่ใจใช่ไหม ว่าแผนที่ว่ามันจะใช้ได้ ?”หญิงสาวกล่าวถามด้วยความลังเล
“แน่นอน กินให้เสร็จแล้วเรารีบออกเดินทางกันเลยดีกว่า” ว่าแล้วเขาก็หยิบเนื้อหมูป่าขึ้นมากัดกินต่อทันที