“ไฟไหม้... แผดเผาคนตายไปมากมายเหลือเกินเ้าค่ะ” ซุ่ยซุ่ยหดตัวลงเล็กน้อย เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ในหนังสือที่ระบุว่าคนทั้งหมู่บ้านแทบจะไม่มีใครรอดชีวิต
หัวหน้าหมู่บ้านสูดหายใจเข้าลึก หมัดทั้งสองข้างกำแน่น เขาเดินไปมาด้วยความกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของหลินซื่อที่มองอยู่ไกล ๆ ต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความกังวล
“นังหนูเหยียน เ้า...” หัวหน้าหมู่บ้านลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์อัสนีบาต์เมื่อวานที่ฟาดใส่ยายแก่สองคนนั้นจนป่านนี้ยังนอนซมอยู่บนเตียง เขาก็เริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมา
อีกทั้งความฝันเมื่อคืนนี้... เขายิ่งรู้สึกใจสั่นสะท้าน ในฝันนั้นเขาเห็นท่านปู่ทวดสามท่านที่อยู่บนตำแหน่งสูงสุดของศาลบรรพชนกำลังถกเถียงกันเื่ซุ่ยซุ่ย พวกท่านบอกว่าซุ่ยซุ่ย ‘ดุร้าย’ มาก
หัวหน้าหมู่บ้านก้มลงมองเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงเข่าของเขาคนนี้... ดุร้ายงั้นหรือ? ออกจะน่ารักน่าเอ็นดูเสียขนาดนี้! แต่ก็นะ ยามที่นางเรียกสายฟ้าลงมาฟาดคนเมื่อวานนี้ก็ดูไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่... แต่เื่นั้นจะไปโทษนางก็ไม่ได้กระมัง?
หัวหน้าหมู่บ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “นังหนูเหยียน เื่ความสามารถของเ้านี้ห้ามไปบอกใครเด็ดขาดนะ ส่วนเื่หมู่บ้านข้าง ๆ ข้าจะส่งคนไปแจ้งข่าวให้พวกเขาระวังตัวไว้”
หมู่บ้านใกล้เคียงล้วนมีความสัมพันธ์แบบเครือญาติกัน แม้ปกติจะกระทบกระทั่งกันเื่แย่งแหล่งน้ำอยู่บ่อยครั้ง แต่ในยามที่ความเป็ความตายมาเยือน หัวหน้าหมู่บ้านก็พร้อมจะละทิ้งความบาดหมาง หากเื่ที่นางพูดเป็จริง นังหนูเหยียนคนนี้ก็คือ ‘ดาวมงคล’ ดวงน้อยที่เป็สมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านเราแล้ว!
ซุ่ยซุ่ยพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ นางะโโลดเต้นกลับไปหาหลินซื่อ เหยียนฮั่นเซิงอุ้มลูกสาวขึ้นมาแล้วพากันเดินกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารก็อบอวลไปทั่ว หลินซื่อยิ้มพลางตักซุปไก่ชามโตพร้อมข้าวสวยให้สามี เหยียนฮั่นเซิงอยู่ที่บ้านเก่ามาหลายปี แม้แต่่ปีใหม่ยังไม่เคยได้กินของดีขนาดนี้เลย หากจะมีกิน คนที่ได้กินก็มีเพียงเหยียนเหล่าซานเท่านั้น
แม่เฒ่าเฉินรักใคร่ปัญญาชนและลำเอียงเข้าข้างลูกชายคนเล็กที่สุด ส่วนลูกชายคนรองก็แต่งกับหลานสาวของนางเอง เสี่ยวเฉินซื่อก็ช่างประจบประแจงเอาใจ นางจึงเอ็นดูเ้ารองมากกว่าเ้าใหญ่เสมอ
“รีบทานเถอะ วันนี้เ้าได้ลาภจากวาสนาของซุ่ยซุ่ยเชียวนะ” ความจริงแล้วหลินซื่อไม่ได้บอกเื่ราวในบ้านให้เหยียนฮั่นเซิงรู้ก่อนหน้านี้ ก็เพื่อให้การแยกบ้านดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
นางค่อย ๆ เล่าเื่ราวทั้งหมดให้เขาฟัง พร้อมกับชี้ให้ดูถังข้าวสารที่เต็มเปี่ยม เหยียนฮั่นเซิงฟังแล้วก็ได้แต่ยืนอึ้ง
“ช่างเป็ลูกรักของท่านพ่อจริง ๆ ด้วย... ที่แท้นักพรตเฒ่าผู้นั้นไม่ได้หลอกข้าเลย” ตอนที่เขาอุ้มซุ่ยซุ่ยในวัยทารกกลับบ้าน นักพรตเฒ่าคนหนึ่งเคยขวางทางไว้ไม่ให้ไป พร้อมกับยืนยันว่าเด็กคนนี้มีพลังโชคชะตาอย่างยิ่งใหญ่
ตอนนั้นเหยียนฮั่นเซิงเห็นว่าเขาดูไม่ใช่คนดี จึงเตะไปทีหนึ่งแล้วอุ้มเด็กวิ่งหนีมา
“เด็กคนนี้คงมีวาสนาจริง ๆ นั่นแหละ เ้ายังจำฤดูหนาวปีนั้นได้หรือไม่? ที่ข้าจะไปเจาะน้ำแข็งจับปลาในแม่น้ำ แต่ซุ่ยซุ่ยดึงรั้งขาข้าไว้ไม่ยอมให้ไปเด็ดขาด สุดท้ายข้าพลั้งมือเตะนางไปทีหนึ่งจนเสียเวลาไปมาก ปรากฏว่า... แผ่นน้ำแข็งตรงนั้นจมลงไปกะทันหัน คร่าชีวิตคนไปตั้งสี่ห้าคน ข้ารอดตายมาได้เพราะนางแท้ ๆ ” เหยียนฮั่นเซิงพึมพำ
หลินซื่อเม้มริมฝีปากแน่น แววตายังคงมีความโกรธกรุ่น “ทำไมข้าจะจำไม่ได้? ซุ่ยซุ่ยโดนเ้าเตะจนต้องนอนซมอยู่บนเตียงตั้งสามวัน!”
กินข้าวของซุ่ยซุ่ย ดื่มน้ำของซุ่ยซุ่ย แถมยังยืมดวงชะตาของนางมาใช้ แต่กลับเนรคุณได้ถึงเพียงนี้
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เ้าตัวเล็กก็โผล่หัวทุย ๆ ออกมาจากด้านหลังท่านแม่ “ท่านแม่มีน้องตัวน้อยแล้ว! ซุ่ยซุ่ยกำลังจะได้เป็พี่สาวแล้วเ้าค่ะ!”
ซุ่ยซุ่ยที่กำลังถือน่องไก่อยู่เอ่ยขึ้นทีละคำอย่างจริงจัง นางกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ย่อมต้องหิวบ่อยเป็ธรรมดา และดูเหมือนว่าวันนี้ ‘วาจาสิทธิ์’ ของนางจะถูกกระตุ้นออกมาหลายครั้งเสียด้วย
“จริงหรือ?” พอเหยียนฮั่นเซิงได้ยินเช่นนั้นก็รีบทิ้งชามข้าวมาพยุงหลินซื่อทันที
“จริงเ้าค่ะ ได้สองเดือนกว่าแล้ว” หลินซื่อปัดมือเขาออกเบา ๆ มุมปากประดับรอยยิ้ม วันนี้ช่างเป็วันมงคลซ้ำซ้อนจริง ๆ ไม่มีใครรู้ว่านางเฝ้ารอวันที่จะได้แยกบ้านมานานเพียงใด ดูเหมือนว่าั้แ่วันที่ซุ่ยซุ่ยฟื้นคืนสติขึ้นมา ชีวิตของนางก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ
“หว่านเหนียง... หลายปีมานี้เ้าลำบากมามากนัก หากมีโอกาสพวกเราไปตามหาครอบครัวเดิมของเ้าดีหรือไม่?” เหยียนฮั่นเซิงมองนางอย่างแน่วแน่
หลินซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง นางแต่งเข้าบ้านตระกูลเหยียนมาสิบห้าปีแล้ว แต่ไม่เคยได้กลับบ้านเดิมเลยสักครั้ง เดิมทีหลินหว่านเป็บุตรสาวตระกูลหลินในอำเภอข้าง ๆ แต่เพราะท่านแม่เสียชีวิตตอนคลอดน้องชาย ท่านพ่อก็ไปเป็ทหารยังไม่กลับมา
แม่เลี้ยงที่บ้านจึงกุมอำนาจยามนางถึงวัยปักปิ่น แม่เลี้ยงกลับจะยกนางให้เป็ภรรยาแต่งใหม่ของชายชราคนหนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านปู่ เมื่อขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้นางจึงตัดสินใจหนีงานแต่ง จนกระทั่งเหยียนฮั่นเซิงมาช่วยชีวิตไว้
“ดีเ้าค่ะ ท่านย่าเป็เพียงคนเดียวในบ้านที่ปฏิบัติต่อข้าอย่างดี ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านจะเป็อย่างไรบ้าง” หลินซื่อเช็ดน้ำตาเบา ๆ นางเคยแอบกลับไปดูครั้งหนึ่ง แต่ที่บ้านเดิมนั้นย้ายหนีไปเสียแล้ว ยามนี้ได้แยกตัวเป็อิสระไม่ต้องคอยดูสีหน้าแม่สามีอีก นางจึงสามารถเป็นายในบ้านของตัวเองได้เสียที หลินซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน
“ที่ดินตรงนี้เป็ของหมู่บ้าน ว่างเว้นมานานหลายปีแล้ว ใน่เวลาเช่นนี้เราไม่อยากให้ใครเอาไปนินทาได้ คิดว่าใช้เงินสักสิบตำลึงก็น่าจะซื้อขาดได้แล้ว เดี๋ยวเ้าเอาเงินสิบตำลึงไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อขอซื้อที่นี่เสียนะ”
“และนี่อีกห้าสิบตำลึง...” หลินซื่อวางแผนต่อ “หมู่บ้านเรายังมีวัสดุก่อสร้างเหลืออยู่บ้าง ไปจ้างคนมาช่วยงานเถิด ยามนี้เงินเริ่มไร้ค่าแล้ว เราต้องให้ค่าแรงสูงหน่อยให้วันละสามสิบอีแปะ พร้อมข้าวเที่ยงหนึ่งมื้อ”
แต่ก่อนเงินสามสิบอีแปะซื้อข้าวกล้องได้ตั้งห้าชั่ง ยามนี้ซื้อได้เพียงสองสามชั่งเท่านั้น ในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ ครอบครัวเหยียนเพิ่งจะแยกบ้านแบบตัวเปล่าออกมา จำเป็ต้องมีที่ซุกหัวนอน เงินจำนวนนี้จึงประหยัดไม่ได้เลย
ตำบลซิ่วซานหิมะตกหนักทุกปี หลายคนรอดพ้นฤดูร้อนมาได้แต่กลับต้องมาตายในฤดูหนาว หรือแม้แต่สัตว์ป่าในป่าลึกก็มักจะออกมาเพ่นพ่าน หลินซื่อไม่กล้าเอาชีวิตคนในครอบครัวมาเสี่ยง การมีชีวิตรอดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
“เสบียงในบ้านยังพอหรือไม่?” เหยียนฮั่นเซิงเช็ดปากพลางเคี้ยวเศษกระดูกจนละเอียด เขาไม่ได้กินเนื้อมานานเหลือเกิน ไม่นึกเลยว่าในชีวิตนี้จะได้พึ่งบารมีของลูกน้อยช่างน่าละอายใจนัก
“เดิมทีแบ่งข้าวกล้องมาได้ร้อยชั่ง แต่ซุ่ยซุ่ยเปลี่ยนเป็แป้งขาวกับข้าวฟ่าง มาอีกสองร้อยชั่งของพวกนี้เป็ของดีมีราคา ไว้คราวหน้าถ้าคนในหมู่บ้านจะเข้าเมืองค่อยลองไปหาซื้อเพิ่มดู”
นอกจากนี้ยังมีข้าวสารเ้าอีกเจ็ดแปดสิบชั่ง หลินซื่อคำนวณดูแล้วว่าจะเก็บส่วนหนึ่งไว้กินเอง ข้าวดี ๆ เช่นนี้จะเอาออกมาให้คนเห็นไม่ได้ จึงตั้งใจจะกินเพียงข้าวกล้องร้อยชั่งนั่นก่อน
“พอเ้าค่ะ” นางเป็คนขยัน ปลูกผักสวนครัวไว้ไม่น้อย แม้มันจะแห้งเหี่ยวไปบ้างแต่ก็พอประทังชีวิตได้
“เช่นนั้นข้าจะไปจัดการให้ เ้าพักผ่อนเถิด ยามตั้งครรภ์เช่นนี้จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด” หลินซื่อร่างกายทรุดโทรมมาหลายปี หลังจากคลอดลูกคนที่สามมาเจ็ดปีนางก็ไม่เคยตั้งครรภ์อีกเลย
“ที่บ้านจะสร้างบ้านใหม่แล้ว... ซุ่ยซุ่ยเ้าคือสมบัติล้ำค่าของพวกเราจริง ๆ ั้แ่เ้าฟื้นมาชีวิตบ้านเราก็ดีวันดีคืน” เหยียนิอุ้มน้องสาวขึ้นมาอย่างดีใจ ราวกับกำลังอุ้มูเาเงินูเาทองอยู่
“แน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ ซุ่ยซุ่ยจะเลี้ยงดูท่านพ่อกับท่านแม่เอง!” ซุ่ยซุ่ยน้อยเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ นางคือผู้ที่จะทำเื่ใหญ่เชียวนะ!
“แต่น่าเสียดายที่ดินผืนนั้นจริง ๆ ข้าได้ยินมาว่าคนในหมู่บ้านพากันไปที่บ้านเก่าเพื่อขอคำแนะนำกันใหญ่เลย” เหยียนิบ่นกระปอดกระแปดอย่างแค้นเคือง เ้าตัวน้อยที่สูงยังไม่ถึงเอวโบกมือหยอย ๆ
“พรุ่งนี้มันก็เฉาตายแล้วเ้าค่ะ”
เหยียนหลางมองน้องสาวพลางครุ่นคิด เขารู้สึกว่าเื่นี้มันช่างประจวบเหมาะเกินไป ที่ดินบ้านเราเมื่อวานยังแห้งเหี่ยวอยู่เลย แต่พอซุ่ยซุ่ยพูดว่า ‘เ้าต้นกล้าน้อยจงรีบโตเร็ว ๆ ’ วันต่อมามันกลับเขียวขจีขึ้นมาทันตา?? เหยียนหลางเกิดความคิดที่น่าเหลือเชื่อขึ้นมาทันที
“ซุ่ยซุ่ย ไปกันเถอะ ไปดูที่ดินบ้านเรากันดีกว่า” เหยียนหลางยิ้มละไมพลางล่อหลอกน้องสาว ซุ่ยซุ่ยเองก็อยากไปอยู่พอดี จึงรีบตามพี่รองและพี่สามไปทันที
ระหว่างทางนางยังหยิบลูกอมออกมาหนึ่งกำมือ “พี่รองทานสิ พี่สามทานสิเ้าคะ... ฮูหยินท่านนั้นแอบให้ซุ่ยซุ่ยมาเ้าค่ะ...” ซุ่ยซุ่ยโกหกพี่ ๆ หน้าตาย
นางหยิบออกมาเป็กำมือ แต่พี่ชายทั้งสองกลับยอมกินเพียงคนละเม็ด ส่วนที่เหลือตั้งใจจะเก็บไว้ให้ท่านพ่อกับท่านแม่
เด็กทั้งสามเดินไปตามคันนา ตลอดทางมีแต่ใบไม้สีเหลืองแห้งเหี่ยว ชวนให้รู้สึกหดหู่ใจนัก หากปีนี้ไม่มีผลผลิต ฤดูหนาวที่จะถึงนี้คนในหมู่บ้านคงต้องตายไปกว่าครึ่ง แค่นึกถึงหัวใจก็พลอยหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
“ซุ่ยซุ่ย... ต้นกล้าพวกนี้ยังจะรอดหรือไม่?” เหยียนหลางมองดูต้นกล้าที่แห้งเหี่ยวจนแทบเป็สีน้ำตาล น้ำตาเริ่มคลอ “ท่านปู่ท่านย่าใจร้ายเกินไปแล้ว ต่อไปข้าจะไม่เรียกพวกเขาอีก ที่ดินผืนนั้นท่านพ่อกับท่านแม่เป็คนฟูมฟักมา แต่ที่ดินตรงนี้กลับใกล้จะเฉาตายหมดแล้ว” เหยียนิร้องไห้ออกมาด้วยความโกรธ
“ท่านพี่ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง... เดี๋ยวรวงข้าวก็จะงอกออกมาเยอะแยะเลย เขียวขจี สูงใหญ่... รวงข้าวจะต้องหนักอึ้งเลยเ้าค่ะ!” เด็กหญิงตัวน้อยเท้าสะเอว พลางเบ่งความตั้งใจจนหน้าแดงก่ำ