สายตากลมโตจับจ้องไปที่ใบหน้าของเขาไม่วางตาก่อนจะค่อยๆไหลลงไปเกยคางไว้บนโต๊ะเล็กด้านข้างด้วยท่าทางประหลาด คิ้วบางเดี๋ยวขมวดเดี๋ยวคลายออกเช่นคนคิดไม่ตก จนกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มอ่อนโยนพูดขึ้นมาเบาๆจากคนที่อยู่สูงกว่า
“ ยามสายวันนี้ ข้าจะไปแล้ว “
กู้เซียนเซียนเงยหน้ายืดตัวตรงขึ้นมามองเขาทันที อากาศหนาวเย็นรอบตัวราวกับได้หอบเอาความอบอุ่นหายไปพร้อมๆกับคำพูดประโยคนี้ที่มาจากปากของเขา
‘ ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องมาถึง ถึงอย่างไรก็ต้องมีวันนี้ แค่ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น เรื่องนี้นางควรตระหนักได้มานานแล้ว ’
เพียงแต่มันช่างรวดเร็วจนตั้งรับไม่ทัน นางยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความอ่อนโยนดุจสายลมอุ่นที่เขานำมาก็ต้องแยกจากกันเสียแล้ว
แม้จะอยากยืดเวลาออกไปให้นานอีกสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะยื้อยุดฉุดให้เขายืนอยู่กับที่ได้ตลอดไป
ที่นี่ กระทั่งบ้านของเขาก็ยังไม่ใช่ ช่างยากเย็นเหลือเกินที่เขาจะกลับมาเพียงเพราะว่ามีนางรออยู่ตรงนี้ กู้เซียนเซียนส่งยิ้มขื่อให้กับตนเอง ลอบตัดสินใจบางอย่าง
‘ หากว่าได้ติดตามเขาไป ต่อให้เป็นวัวเป็นม้า ชีวิตนี้ก็คุ้มค่าแล้ว ’
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาผลุบลงจนเซียวหลงมองเห็นแพขนตาหนาของหญิงสาวด้านข้างอย่างได้ชัดเจน น้อยนักที่จะได้เห็นนางทำท่าไม่มั่นใจเช่นนี้ออกมา ท่าทางเช่นนี้กลับทำให้ใจเขารู้สึกหดเกร็งขึ้นมาทันใด กังวลกับปฏิกริยาของนางที่จะแสดงออกมาหลังจากนี้
“ข้าไปกับท่านด้วยได้ไหม” เสียงเล็กๆ เอ่ยขึ้นเบาๆ ใบหน้าแอบงุดลงต่ำ ไม่ได้มองดูเขาเลยด้วยซ้ำ หลังจากเอ่ยประโยคนี้ออกไป นางก็ทำเพียงก้มหน้ารอคำตอบ ราวกับรอฟังคำตัดสินชะตาชีวิตของตนเองอย่างเงียบๆ
ลมหนาวพัดโชยผ่านหน้าต่างด้านข้างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย ไรผมสีดำขลับของกู้เซียนเซียนปลิวขึ้นลงตามแรงลมเบาๆ ดวงตาสีนิลกลมโตจับจ้องไปยังนิ้วมือบนตักของตนเองด้วยท่าทางประหม่า ภายนอกเริ่มมีเกล็ดหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาบ้างแล้ว อากาศหนาวเหน็บถาโถมเข้าไปถึงหัวใจของคนทั้งคู่ ภายในห้องจึงเต็มไปด้วยความเงียบสงัด มีเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาของนางและเขา ก่อนจะได้ยินคำตอบ ฝ่ามือใหญ่ของบุรุษที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เลื่อนมาลูบหัวนางไปมาแผ่วเบา
‘ นี่เป็นคำตอบของท่านใช่หรือไม่ ’ กู้เซียนเซียนคิดอยู่ในใจ
เซียวหลงยื่นมือมาโอบไหล่ลูกศิษย์ตัวเล็กไว้หลวมๆ ก่อนจะกดร่างนางแนบชิดกับแผ่นอกของตนเอง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มเศร้าดวงตาสีนิลที่เคยมีประกายกลับฉายแววลังเลเมื่อมองสบตาของนางที่เงยหน้าขึ้นมาฝืนยิ้มจืดเจื่อนให้เขา
ไร้คำร่ำลาใดๆ มีเพียงความเงียบอันกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
ยามแสงทองสาดส่องเฉียงไปทางทิศตะวันออก เซียวหลงและอินั่วอันก็ควบม้าจากไปอย่างเงียบๆ เช่นเดียวกับตอนขามา
ก่อนจากไปตลอดช่วงเช้าชายหนุ่มได้พูดทุกอย่างที่อยากพูดกับกู้เซียนเซียนไปหมดแล้ว คำสอนเอ่ยย้ำซ้ำไปมาหลายต่อหลายเรื่องจนแลเห็นลูกศิษย์ตัวน้อยเริ่มตาลอย ภายหลังนางจึงตระหนักได้ถึงประโยชน์ของการจดจำตัวอักษรให้ได้เยอะๆ อย่างน้อยก็เพื่อขีดๆเขียนๆได้อย่างคล่องมือ ไม่ต้องคอยจดจำทุกอย่างที่อาจารย์พร่ำบ่นและให้นางท่องทวนอยู่เรื่อยๆเช่นนี้
ใช่แล้ว เพราะส่วนใหญ่เป็นคำบ่น ไม่ใช่คำสอน เขาลากทุกสิ่งทุกอย่างมากร่นบอกแก่นางทั้งหมดในคราวเดียว
กู้เซียนเซียนคลี่ยิ้มอยู่ตลอดเวลา ระหว่างยืนส่งพวกเขาสองคนอยู่หน้าประตูไม้ขนาดใหญ่หน้าเรือน มองพวกเขาค่อยๆ ควบม้าจากไปจนลับตา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะร่าเริงจึงค่อยๆเลือนหายไป จวบจนในใจของนางเหลือเพียงความว่างเปล่า โหยหาแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เพิ่งจากไปไกล
นางเข้าใจเซียวหลงเป็นอย่างดี เขามีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระบ้านเมือง ยังมีอนาคตที่รออยู่เบื้องหน้า ต่างจากนางที่ต้องลืมอดีต ไร้หนทางเดินต่อเพื่ออนาคต ชีวิตในปัจจุบันก็ยังไม่แน่นอน ต้องเริ่มต้นสร้างจากสองมือใหม่ทั้งหมด
ร่างบางยืนโงนเงนไม่ขยับไปไหน หวังเพียงให้สายลมเย็นเยียบทำให้ความคิดอ่านกระจ่างขึ้น ยามลมหนาวพัดผ่านร่างกลับเป็นการย้ำเตือนให้โหยหาอ้อมกอดอันอบอุ่นของเซียวหลงขึ้นมาแทน ทั้งสัมผัสอันอ่อนโยน สายตาที่คอยจับจ้องมองนางอยู่ตลอดเวลายามอยู่ด้วยกัน เตือนให้นางรับรู้ถึงความผูกพันที่พวกเขามีต่อกัน คล้ายเชือกที่ผูกเงื่อนรัดดึงให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ
ขาสองข้างค่อยๆก้าวเดินไปด้านหน้า มือเล็กบางกอบโกยรอยกีบเท้าม้าบนผืนหิมะหนาที่ถูกเหยียบย่ำครู่ก่อนขึ้นมากอบกุมไว้ หยาดน้ำอุ่นๆไหลหยดไปบนก้อนหิมะในมือหยดแล้วหยดเล่า ท่ามกลางสายตาและเสียงร้องห้ามของบ่าวหญิงสามคนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
กู้เซียนเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กะพริบตาถี่ๆหมายขับไล่ละอองความเศร้าที่เหลืออยู่ หมุนตัวหันหลังให้กับถนนที่ว่างเปล่า ก่อนเงยหน้ามองไปรอบๆตัว บ้านที่มีแค่นาง กับบ่าวรับใช้ ไม่มีกระทั่งคนที่จะพูดคุยด้วยได้อย่างจริงใจ แต่ถึงแม้จะมีคนเช่นนั้นอยู่จริง กระนั้นกู้เซียนเซียนก็ไม่คิดจะหันหลังกลับไปเชื่อใจใครอีกแล้ว ความผิดพลาดในอดีต ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนาง ฉับพลันดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางยังมีเส้นทางใหม่รอให้ค้นหา ยังมีชีวิตที่เหลือรอให้นางสร้างด้วยสองมือของตัวเอง และแม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่นางจะเผชิญหน้ากับมันด้วยความเข้มแข็งและอดทน ไม่ทำให้คนที่ทุ่มเทให้นางต้องทุกข์ใจอีก เพียงแค่คิดก็เริ่มรู้สึกมีแรงมากขึ้น แม้บ่าวข้างตัวจะพร่ำขอให้นางทิ้งเศษหิมะในอุ้งมือ หรือกระทั่งพยายามจะช่วยนางพยุงก้าวเดิน แต่นางทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมลากขาสั่นๆเดินกลับเข้าไปภายในเรือนว่างเปล่าด้านในเพียงลำพัง
ทุกๆความโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญ อย่างน้อยในบางช่วงเวลา นางยังมีคนแวะเวียนเข้ามาเติมเต็มชีวิตอันว่างเปล่า แม้จะเพียงพูดคุยทักทายแล้วจากไป หรือกระทั่งได้มีช่วงเวลาอยู่ด้วยกันห้วงขณะหนึ่ง แม้ไม่ได้เดินร่วมทางไปตลอด แต่สำหรับนางเพียงเท่านี้ก็ควรจะพอใจได้แล้ว ไฉนเลยจะเรียกร้องเก็บแสงสว่างเหล่านั้นไว้ได้ไกล้ตัวตลอดไป วันนี้ยังนับว่าดีที่มีพี่ชายหนาน มีอาจารย์ ที่รู้ว่านางยังมีตัวตน ยังคงมีชีวิตอยู่ให้ละลึกถึง บางทีอาจมีพี่ชาย มีพี่สาว ..ที่อยู่มุมใดมุมหนึ่งบนแผ่นดินนี้ ไม่แน่ว่าจะมีห้วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจะยังจดจำนางขึ้นมาได้บ้าง แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว
แม้อากาศจะหนาวจัด แต่เพราะไออุ่นจากมือเย็นเฉียบก็ยังทำให้หิมะในมือค่อยๆละลายลงช้าๆ กู้เซียนเซียนวางก้อนน้ำแข็งไว้รอบโคนต้นมู่กงจิ๋วที่ตั้งอยู่ในกระถางริมหน้าต่างอย่างเบามือโดยไม่ได้สนใจมือบอบบางที่เกิดเป็นปื้นสีแดงแต่อย่างใด ก่อนจะค่อยๆเดินไปเปิดกล่องไม้ที่ซ่อนไว้ไต้ตั่งนั่ง หยิบเสื้อตัวกลางของบุรุษที่พับวางไว้ภายในออกมากอดก่อนจะซุกหน้าลงไปชั่วขณะแล้วจึงฝืนพยุงตัวลุกขึ้น ขาสองข้างขยับก้าวสั้นๆฝึกเดินวนเวียนอยู่ภายในห้องเพียงลำพัง เหมือนเช่นทุกวันที่นางทำมาตลอด ราวกับเวลาได้ย้อนกลับไป ประหนึ่งว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีกลิ่นอายของเซียวหลงอยู่เลย หากไม่นับเสื้อสีขาวที่ถูกกอดไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหนในตอนนี้
ภายในห้องนอนที่ปิดประตูสนิท จึงมีเพียงเสียงเล็กๆแหบพร่าของนางดังแว่วออกมา
“ ยี่สิบสอง.. ยี่สิบสาม… สี่…ก้าว.. แฮ่กๆ “
ไม่แน่ว่านับเช่นนี้ไปทุกวันๆ หากครบหนึ่งพันบางทีคงถึงกำหนดที่พี่ชายหนานจะกลับมาแล้ว ถ้าถึงวันนั้น นางจะเป็นคนแรกที่วิ่งออกไปรับเขาที่หน้าประตูเรือนด้วยตัวเอง
นางยิ้มอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง ใช้แรงใจผลักแรงกายให้ขาสองข้างก้าวเดินต่อไป
แต่ทว่าแม้เวลาจะล่วงเข้ากลางฤดูเหมันต์แล้ว หนานข่ายลี่ก็ไม่แม้แต่จะส่งข่าวกลับมา
จวนของจางกั๋วกงในเมืองหลวง
ปีนี้หลานสาวของจางกั๋วกงมีอายุย่างสิบเก้า แทบจะเลยวัยที่เหมาะสมกับการหมั้นหมายออกเรือน หากมิใช่เพราะนางรั้นจะรอคำตอบปฏิเสธจากปากของชายหนุ่มโดยตรง ป่านนี้ไม่แน่ว่าจางกั๋วกงจะมีเหลนวิ่งเล่นอยู่ในสวนกว้างสักคนสองคนไปแล้วก็เป็นได้
เย่วโลวนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง กำลังอ่านทวนจดหมายจากฉินสี่องครักษ์ติดดาบที่ติดตามเซียวหลงไปชายแดน แม้ในเนื้อหาจะเขียนเหมือนเช่นทุกครั้ง ไม่ได้มีอะไรให้นางต้องกังวลใจโดยเฉพาะเรื่องของเหล่าสตรีนอกด่านที่ไร้ความสำรวม จ้องแต่จะเข้ามาเกาะเกะเหล่าทหารเพื่อหวังเพียงเศษเบี้ยเล็กๆน้อยๆไว้ประทังชีวิต แต่กลับไม่มีแม้สักคนที่เข้าใกล้บุรุษของนางได้ หากไม่นับเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของเขา นอกจากการศึกสงครามและแก้ปัญหาประปรายรายวันแล้ว เรื่องอื่นๆ เซียวหลงนับว่าว่างเปล่าอย่างแท้จริง ตลอดหลายปีผ่านไปเช่นไร ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ราวกับวัฏจักรชีวิตในแต่ละวันของเขาถูกสร้างมาเพื่อรับใช้ผู้อื่นเพียงเท่านั้น นางอ่านจดหมายฉบับเดิมจบเป็นรอบที่สามแล้ว แทบจะจดจำรายละเอียดได้ทุกตัวอักษร จะว่าไปเนื้อหาทั้งหมดที่ขีดเขียนด้วยเส้นสายหนักแน่นก็มีอยู่ไม่ถึงห้าแถว
' นี่สิถึงจะเป็นบุรุษที่นางหมายตา ' เย่วโลวยกยิ้มที่มุมปากบางเบา ดวงตาฉายประกายแห่งความสุข ดูเอาเถิดเมื่อนำไปเทียบกับทหารอื่นๆ หากได้ช่วงเวลาพักผ่อนเสียหน่อยก็ยังเห็นวิ่งเข้าวิ่งออกร้านเหล้า หอพนัน กระทั่งหอโคมเขียวก็มีเกินครึ่ง เฉพาะบางคนที่มีภาระครอบครัวตามติดไปด้วย คนเหล่านั้นต่างก็รีบวิ่งไปดักรอสามีหรือลูกหลานตนเองให้กลับบ้านเพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้นานที่สุด
แต่เซียวหลงนั้นกลับแตกต่างอย่างชัดเจน เขาไม่เพียงแต่ไม่ออกจากค่ายไปไหน หากจะต้องออกไป ก็ไปเพื่อทำภารกิจหรือลาดตระเวณตามแนวชายแดนเพียงเท่านั้น
เฉพาะในเวลานี้ที่เขาได้รับมอบหมายภารกิจลับ จึงไม่ได้กลับไปยังค่ายนานแล้ว เพียงแต่ฉินสี่เองก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนกระทั่งทหารคนสนิทก็ยังไม่พาไปด้วย เฉพาะข้อความนี้ แม้เย่วโลวจะไม่รู้ว่าเขาไปไหน แต่นางมั่นใจว่าแม้ภารกิจนี้จะไม่ได้เอ่ยปากบอกแก่ใคร แต่ท้ายที่สุดแล้ว งานของเขาก็ไม่พ้นสิ่งที่ทำเพื่อไพร่ฟ้าประชาชนอยู่ดี ช่างเป็นบุรุษในตำนานอย่างแท้จริง อนาคตหากนางแต่งเป็นฮูหยินเอกของเขา จะมิใช่เจ้าสาวที่ต้องคอยเฝ้าแต่เรือนหอว่างเปล่าหรอกหรือ บางทีการเดินทางติดตามเขาไปยังสถานที่ต่างๆนอกเมืองก็ไม่แน่ว่าอาจจะลดความเบื่อหน่ายของนางลงได้อีกทาง หลานสาวกั๋วกงเช่นนางยินดีติดตามเขาไปทุกแหล่งหล้า มีหรือที่คนฉลาดอย่างเขาจะไม่รู้จักเลือก
‘ นี่นับว่า ที่นางรอเขาอยู่ที่เมืองหลวง ยังคงมีความหวังมิใช่หรือ ‘
จินตนาการมาไกลถึงเพียงนี้ กระจกทองแดงที่สะท้อนใบหน้าสตรีแบบบางอยู่ในนั้น แทบจะมองเห็นแถบริ้วสีแดงเปื้อนเต็มใบหน้า ก่อนที่จะมีมืองามหยิบกระจกบานนั้นขึ้นมาโดยตรง และใช้มืออีกข้างลูบเก็บไรผมด้านข้างขมับไปมาช้าๆ
‘ อะไรที่ข้าสมควรได้มา ข้าไม่มีวันที่จะปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน ‘ เย่วโลวมองใบหน้างามในกระจกที่กำลังยกยิ้มเย็นชา เนตรหงส์ทอประกายขุ่นมัวแฝงความเอาแต่ใจ ก่อนใช้ปลายนิ้วเรียวไล้ไปบนริมฝีปากบางช้าๆ
“ เตรียมรถม้า ข้าจะไปหารัชทายาท “ นางเอ่ยขึ้นก่อนจะพับสอดจดหมายเอาไว้ในตู้หนังสือสลักลายดอกเหมยอ่อนช้อยที่ตั้งอยู่ข้างเตียงใหญ่
ตำหนักบูรพา
หวางเจียเหอเพิ่งเปลี่ยนชุดที่ใช้ออกว่าราชการยามเช้าเดินแหวกม่านมุกยาวที่ใช้กั้นแทนประตูห้องรับรองแขกส่วนตัวภายในตำหนักบูรพาออกมา เขายังคงมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ดวงตาคมมีประกายหยอกล้อสตรีที่กระทั่งจะนั่งรออย่างสงบ จิบน้ำชาอุ่นไปพลางๆก็ยังไม่ทำ กลับทำท่าเดินวนมาวนไปราวกับใต้ฝ่าเท้าเหยียบย่ำอยู่บนน้ำมันที่ร้อนลวกเสียได้
“วันนี้มาหาข้าได้ เพราะอยากรู้เรื่องชายแดน ? “ หวางเจียเหอเอ่ยทักขึ้นทันทีก่อนที่ขายาวๆจะก้าวเข้ามายืนอยู่ห่างจากนางไม่เกินห้าก้าว ที่ผ่านมานางก็มีแค่ไม่กี่เรื่องที่จำต้องวิ่งถ่อมาหาเขาถึงที่นี่ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เขาให้องครักษ์เงารายงานให้นางรู้อยู่แล้วก็ตามที กระนั้นนางก็ยังคงต้องมาฟังให้ได้จากปากของเขาอยู่ร่ำไป
“ หม่อมฉันมาเพราะเห็นฝ่าบาทไม่ได้มาหาที่จวนหลายวันแล้วต่างหาก วันนี้บังเอิญผ่านมา จึงถือโอกาสแวะมาทักทายสหายก็เท่านั้น ” เย่วโลวอมยิ้มตอบกลับ สายตายังจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างท้าทายเรื่องบางเรื่อง เพียงแค่เอ่ยอ้อมๆแค่นี้นางมั่นใจว่าบุรุษตรงหน้าล้วนเข้าใจนางเป็นอย่างดี หลายครั้งเขาเกือบจะรู้ใจนางมากกว่าตัวนางเองเสียอีก
หวางเจียส่ายหน้าไปพร้อมกับเปล่งหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างไม่รักษากิริยา เฉพาะเมื่่ออยู่ต่อหน้านางเท่านั้น ที่เขารู้สึกปลดปล่อยตัวตนได้อย่างแท้จริง “ คิดว่าข้าเชื่อเช่นนั้นหรือ เอาเถอะอยากรู้เรื่องอะไร หากข้ารู้สัญญาว่าจะไม่ปิดบัง “
เขาย่อมต้องรู้อยู่แล้ว ว่าสตรีเบื้องหน้ามาพบเขาด้วยเรื่องอะไร ถึงขนาดนั่งรอเขากลับจากเข้าร่วมราชการเช้าอยู่นาน หากไม่ใช่เพราะเรื่องของเซียวหลงแล้วจะเป็นเรื่องของอะไรไปได้อีก
เขาลอบมองรายละเอียดใบหน้างามด้านข้างของนางเงียบๆก่อนค่อยๆเสไปมองทางอื่นแทน มือข้างหนึ่งของเขาผายไปที่ตำแหน่งที่นั่งด้านข้างภายในห้อง เชื้อเชิญนางให้ลงมานั่งคุยกันดีๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งด้านข้างเว้นระยะห่างไว้เพียงเล็กน้อย
“ เขาสบายดี ไม่แน่ว่าอาจจะกลับมาพักที่เมืองหลวงเร็วๆนี้ นี่ใช่เรื่องที่เจ้าอยากรู้หรือไม่ “
เย่วโลวที่มาโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบเยี่ยงนี้ เมื่อได้ยินประโยคที่รอคอยมาตลอดหลายปี สายตาของนางพลันเปล่งประกาย ใบหน้าคลี่ยิ้มงดงามอย่างลืมตัว แม้ไม่ได้เอ่ยรับอะไรออกมา แต่สีหน้าและแววตาของนางได้ตอบคำถามทุกอย่างออกไปหมดแล้ว
หลายปีก่อน เป็นตัวนางที่จงใจปล่อยข่าวลือเรื่องหมั้นหมายกับจวนเซียวหนานออกไป เรื่องเช่นนี้ชาวบ้านทั่วไปต่างหลงเชื่อไปเต็มสิบส่วน ไม่มีใครคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือ กอรปกับนางเป็นถึงหลานสาวของจางกั๋วกง ข่าวลือไม่มีมูลใดๆแค่เพียงครึ่งวันก็พลันมลายหายราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นที่พัวพันมาถึงนางและไม่เคยสักครั้งที่จวนกั๋วกงจะออกมาแก้ข่าว กระทั่งลือจนดับไปเองหลังจากเฝ้ารอชมขบวนหมั้นหมายที่คาดว่าสินสอดจะยาวไปหลายลี้แต่กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่เพราะข่าวลือนี้เองก็ทำให้เซียวหลงไม่เป็นที่จับจ้องของสตรีเรือนอื่นๆอีก และนางเองก็ไม่ต้องคอยพะวักพะวงกับการดูตัว เลือกคู่อยู่ทุกๆเดือนเหมือนตอนที่นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่นอีกด้วย แต่หากเซียวหลงไม่มาสู่ขอหมั้นหมายนางตามข่าวลือ จะให้นางเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถึงจะรู้ทั้งรู้ว่านางสามารถแก้ไขปัญหาโดยการแต่งให้กับชายที่นั่งอยู่ด้านข้างของนางในตอนนี้ได้ แต่หากยังพอมีความหวังกับบุรุษในใจได้ นางก็ยังพร้อมจะรอ
หลังจากชะงักไปเล็กน้อย ริมฝีปากบางสีชาดยังคงยื่นยาวแสดงอาการแง่งอนเอ่ยตอบรัชทายาทออกไป “ เขามาเยี่ยมบ้านเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า “ ก่อนก้มหน้าลงซ่อนใบหน้าขึ้นสีเลือดแดงฝาดนั้นไว้ หวางเจียเหอถึงกับหัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้านาง ในสายตาของเขา นางไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ชอบหรือเกลียดล้วนแสดงออกตรงไปตรงมา แผนการในสมองน้อยๆที่คิดว่าซับซ้อนปิดบังไว้ได้อย่างมิดชิดนั่นก็ไม่ต่างจากเด็กเล่นขายของ หากนางไม่ใช่หลานสาวของจางกั๋วกงจะดีสักแค่ไหนกัน
เมื่อย่างเข้าสู่มรสุมกลางฤดูอันเหมันต์อันหนาวเหน็บ เซียวหลงก็เดินทางกลับเข้ามาในเมืองหลวงเงียบๆ
ตอนที่เซียวหนานอี้หลุนยื่นเทียบขอเข้าพบจางกั๋วกงในนามของเซียวหลง จางกั๋วกงยังนึกแปลกใจมาตลอด เพราะไม่เคยสักครั้งที่ตระกูลทั้งสองจะมีการไปมาหาสู่กัน หากไม่ใช่เพราะเขาเองก็อยากรู้วัตถุประสงค์ของพ่อลูกคู่นี้ คงไม่ยินยอมให้ตระกูลหนานที่ทั้งธรรมดาและไร้อำนาจในราชสำนักให้เข้ามาพบง่ายๆ อีกทั้งยังมีหลานสาวของเขา ที่นางก็คงอยากพบหน้าคุณชายสามตระกูลเซียวมากกว่าใครทั้งหมด ถึงขั้นลงทุนทำลายชื่อเสียงของตัวเองหวังเพียงได้ตบแต่งเข้าไปในฐานะหนานเฟยซื่อจื่อ คิดว่ากั๋วกงเช่นเขาจะยินยอมได้กระนั้นหรือ ที่ผ่านมาเขาไม่ได้ลงมือทำอะไรก็ถือว่าไว้หน้าหลานสาวและตระกูลเซียวมากแล้ว
วันที่ได้พบสองพ่อลูกตระกูลเซียว แม้จิ้งจอกเฒ่าเช่นเขาจะพึงพอใจในการวางตัวและท่าทางโดดเด่นสง่างามของชายหนุ่มแซ่เซียว ภายหลังจากที่เซียวหลงหันหลังให้กับราชสำนัก เดินย่ำเข้าสู่เส้นทางต่อสู้รักษาชายแดนมานานตลอดหลายปี ทำให้จางกั๋วกงอดหรี่ตาคิดไม่ได้ว่า หากบุรุษหนุ่มเบื้องหน้ายังคงเป็นขุนนางในราชสำนักทั่วไป เดินเข้าออกกองงานตามตำแหน่งที่เขาได้รับแต่แรก ไม่แน่ว่าเขาอาจเติบโตได้ไวกว่านี้ เพียงแต่วิธีการอาจจะเหลวไหลไปเสียหน่อย เอาแค่ว่าบังเอิญมีเชื้อพระวงศ์สักคนผ่านมาเห็นเขาในยามนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่เขาจะสู่ขอองค์หญิงสักคนมาเป็นภรรยาย่อมไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม เพียงแต่สิ่งที่เซียวหลงเอ่ยปากพูดคุยกับเขาตลอดเวลาเกือบหนึ่งชั่วยามนั้น นอกเหนือจากการพูดคุยสัพเพเหระตามมารยาทแล้ว ก็ไม่มีเรื่องใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของกองทัพเลย แม้การเจรจาของเขาจะอ้อมค้อม เต็มไปด้วยทักษะของนักเจรจาต่อรอง หากไม่ระแวดระวังก็เกรงว่าจะพลาดพลั้งตกหลุมพลางเสียทีให้แก่ชายหนุ่มคนนี้ไปแล้ว ไม่นึกว่าชายแดนที่มีแต่การต่อสู้ฆ่าฟัน ผู้คนกักฬะ กิริยาหยาบกระด้างตรงไปตรงมา กลับสร้างนักเจรจาเช่นนี้ออกมาได้ จะน่าเสียดายก็แต่สิ่งที่เขาต้องการนั้น ผู้เฒ่าเช่นเขายังไม่พร้อมจะแลก
“ เจ้าเอ่ยปากก็พูดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ทั้งๆที่ตระหนักรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าท้องพระคลังร่อยหรอ เงินทองขาดมือเช่นกัน เช่นนี้มิใช่เจ้าควรรีบจบศึกขับไล่ชนกลุ่มน้อยออกไปโดยเร็วจะดีกว่ามานั่งต่อรองให้ข้าทูลฝ่าบาทขอเงินสนับสนุนให้พวกเจ้าเพิ่มจะมิดีกว่าหรือ หากแม่ทัพจูรุ่ยยังทำไม่ได้ข้าเกรงว่าคงได้แต่ต้องทูลขอให้ฝ่าบาทเปลี่ยนแม่ทัพ มิใช่จะง่ายดายกว่าการต้องประเคนเงินให้กับกองทัพที่ไร้สามารถภายใต้การนำทัพของเขาหรือ “
แม้ปากจางกั๋วกงจะเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นออกไป แต่ในใจก็ชัดเจนดีเสียยิ่งกว่าใคร เขาไหนเลยจะไม่รํู้ถึงเบื้องหลังที่ชายแดนไม่เคยสงบอย่างแท้จริงเสียที หากมิใช่เป็นเพราะราชสำนักแตกแยกเป็นฝักฝ่าย เงินทองถูกถ่ายเทไปกับข้ออ้างสร้างกองทหารส่วนตัวตามหัวเมืองด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันตัวเอง หรือรักษาแนวชายแดนให้กับแคว้น มีหรือกระทั่งอ๋องที่ปกครองดินแดนศักดินาจะยังสามารถมีกองทัพนับพันนายเป็นของตนเองได้เพียงเพราะแค่มีชายแดนอยู่ติดกับแคว้นข้างเคียงเพียงเท่านั้น การปลุกปั่นความไม่สงบจากภายในต่างหากที่ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการสะสมกำลังทหารเรื่อยมา
ยิ่งขาดแคลนเสบียง ผนวกกับขาดเงินซื้ออาวุธสนับสนุนให้เหล่าทหาร ผีที่ใหนจะมาเสียเวลานั่งโม่แป้งให้เล่า
“ ผู้อาวุโส ย่อมต้องตระหนักในสาเหตุเรื่องความไม่สงบดีกว่าผู้น้อย หากไม่เร่งปราบปรามศึกใน ศึกนอกก็คงไม่มีวันสงบได้ “ ชายหนุ่มทอดถอนใจเอ่ยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาที่สุดของวันนี้ออกมา
จางกั๋วกงส่งยิ้มเย็นชามายังชายหนุ่มตรงหน้า ดวงตาสีขุ่นมัวล้ำลึกดุจมหาสมุทร ‘ ทำไมเขาจะไม่รู้ แต่เพราะสถานการณ์เช่นนี้มิใช่หรือ ทำให้เขาเองก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยมาตลอด ’
“ หากจะให้ข้าทูลขอฝ่าบาทจริงๆ เจ้ากลับไปคิดหาข้อแลกเปลี่ยนที่ดีกว่านี้มาจะดีกว่า ทำอะไรล้วนย่อมสมน้ำสมเนื้อ หากต้องการให้ข้าสนับสนุน แค่คำว่าผลประโยชน์ที่ไม่มีอยู่จริงตามที่เจ้าว่ามานั้น ข้าฟังไม่เข้าหูแม้แต่น้อย “ จิ้งจอกเฒ่าเอ่ยตอบกลับไปแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจจะต่อบทสนทนากับเขา หนานกงหลุน และเซียวหลง จึงได้แต่ขอตัวกลับไปเพียงแต่ยังคงทิ้งท้ายไว้ว่า หากจางกั๋วกงมีข้อเสนอใดๆระหว่างที่เขายังอยู่ในเมืองหลวง ขอให้เร่งส่งคนไปแจ้งข่าวแก่เขาได้ทันที