Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 13 บุรุษตั้งต้น

    “อาเวน!”ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาทำให้อาเบลที่ปกติแล้วดูใจเย็นและรอบคอบพลันมีท่าทีที่เปลี่ยนไป รอยยิ้มที่มักประดับอยู่บนใบหน้าของเขาพลันมลายหายไป มือของเขากำแขนของรถเข็นไว้จนปลายนิ้วซีดเขา และตัวของเขาก็สั่นเบา ๆ จากอารมณ์ที่คุกรุ่น“เซท เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด” อาเบลพูดด้วยเสียงสั่นเครือ“ราว ๆ สองเดือนแล้วพี่น้องของข้า”“มันเกิดขึ้นได้อย่างไรเซท”“ก่อนหน้านี้หน่วยข่าวกรองของพวกเราแอบดักข้อมูลของพวกอันเดดที่กำลังวางแผนการณ์อะไรบางอย่างได้ เนื้อหาก็คือปฏิบัติการณ์ครั้งใหญ่เพื่อลักพาตัวชนชั้นสูงของพวกเราไปเป็นตัวประกันต่อรองข้อเรียกร้องของพวกมัน เกี่ยวกับการบริโภคโฮโมเซเปียนส์อย่างเสรี ข้าจึงสั่งให้หน่วยข่าวกรองเริ่มติดต่อชนชั้นสูงจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ และเหล่าสมาชิกสภาฯ เพื่อให้เตรียมป้องกันตัว... แต่พวกเราติดต่ออาเวนไม่ได้”เสียงของเซทเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อธิบายไม่ถูก“ข้าจึงส่งคนเข้าไปที่กรีก... ที่เลอร์นา ปราสาทเลอร์นามีแต่ร่องรอยการต่อสู้ และมีซากศพของคนในปราสาทอยู่จำนวนหนึ่ง”“แล้วอาเวน...” อาเบลถามด้วยเสียงสั่นเครือ“เราไม่พบร่างหรือร่องรอยใด ๆ ของนางที่นั่น... พอนำสิ่งที่เกิดขึ้นในปราสาทมาประกอบกับข่าวกรองที่ได้รับมาก่อนหน้า พวกเราจึงคิดว่านี่คือการลงมือของพวกอันเดดเพื่อใช้เป็นหมากในการต่อรองกับพวกเรา”“เอะอะพวกอันเดดก็อ้างแต่ว่าอยากได้แค่เลือดอุ่น ๆ ของเซเปียนส์ ไร้อารยธรรมจริง ๆ”เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากเก้าอี้แถวทางด้านขวาของเซท“วายุ” อาเบลหันไปทางต้นเสียงพร้อมค้อมหัวลงเล็กน้อยให้กับเงาของต้นเสียง“แล้วยิ่งเมื่อวานยังมาก่อเหตุวุ่นวายอีก ดีที่ข้ากับคัลลาแฮนได้รับข่าวทันท่วงที ไม่อย่างนั้นคงมีความเสียหายเกิดขึ้นมากกว่านี้ยิ่งนัก” วายุกล่าวกับอาเบลพร้อมหันไปทางเก้าอี้ที่คัลลาแฮนนั่งอยู่ แต่คัลลาแฮนไม่ได้ตอบอะไร“เรื่องเมื่อวานข้าต้องขอบคุณท่านด้วยวายุ ที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องราวทุกอย่างให้จบลง” อาเบลกล่าวเรย์ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่างกับคำกล่าวของวายุ“เฮอะ จริง ๆ ไม่เห็นต้องให้ท่านลงมือเลยวายุ น้องสาวข้ากับองค์รักษ์จัดการพวกอันเดดเหล่านั้นได้เองอยู่แล้ว” ไลคาออนก็เป็นอีกคนที่มีท่าทีไม่ได้พอใจคำพูดของวายุมากนัก“ข้าว่าท่านอาจจะเข้าใจความสามารถของน้องสาวท่านและลิ่วล้อสูงไปหน่อยนะ ตอนข้าไปถึงข้าไม่เห็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘จัดการได้’ อย่างที่ท่านอ้างถึงเลย” เสียงของวายุมีแววเย้ยหยัน “วายุ เหมือนว่าท่านจะรู้สึกว่าตัวท่านเก่งกาจเกินใคร ๆ เหลือเกินนะ ข้าคงต้องขอเรียนรู้จากท่านบ้างแล้ว ...เรื่องปากน่ะ!” อุณหภูมิในห้องดูสูงขึ้นในทันใด“ไลคาออน ท่าน!” วายุกระทืบเท้าอย่างรุนแรง ฉับพลันเหมือนมีกระแสลมแรงพัดวูบเข้ามาในห้องนั้น“พอได้แล้ว ทั้งสองท่าน” เสียงเคร่งขรึมแต่ทรงพลังดังออกมาจากเซท“พวกท่านไม่ใช่เด็กน้อยอายุไม่กี่ร้อยปีแล้วนะ หยุดตีกันเองแล้วมาหารือกันอย่างผู้ใหญ่จะดีกว่า”“ครับเซท" "ครับเซท” ไลคาออนและวายุตอบรับแทบจะพร้อม ๆ กันจากท่าทีที่เหมือนจะตีกันอยู่เมื่อกี้นี้ ทุกอย่างกลับมาสู่ความเงียบอีกครั้งด้วยคำพูดของเซทเพียงไม่กี่ประโยค จะผ่านไปกี่พันปีเซทก็ยังเป็นผู้ที่เหล่าโดมินาริให้ความยำเกรงเสมอ วิคเตอร์ยืนคิดอยู่ในใจเงียบ ๆ“และสิ่งนี้ยิ่งทำให้พวกเรามั่นใจว่าเป็นฝีมือของพวกอันเดด” จากเงามือมีชายหนุ่มคนหนึ่งประคองถาดใบหนึ่งเดินออกมา และหยุดอยู่ด้านหน้าของอาเบล บนถาดใบนั้นเป็นกระดาษหนึ่งใบพับเอาไว้ บนกระดาษมีคราบของครั่งสีแดงที่เคยทำหน้าที่ปิดผนึกกระดาษนั้นไว้ติดอยู่ ครั่งสีแดงนั้นแตกออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ แต่ยังพอมองเห็นได้ว่ามันเป็นรูปของหอกเล่มหนึ่งพาดผ่านตัวอักษร L ...ตราประทับของพวกอันเดด...มันคือสาสน์จากพวกอันเดด อาเบลหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาคลี่ออก และพบกับของบางสิ่งถูกวางไว้ในนั้น เขาหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมากำไว้แน่น จากนั้นก็ก้มหน้าอ่านตัวหนังสือในกระดาษอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจอย่าหมดเรี่ยวแรง และอ่านเนื้อความในกระดาษแผ่นนั้นออกมา“กว่าห้าร้อยเหมันต์เย็นเยียบที่จำทน ถึงเวลาผองเราดื่มโลหิตนรชนเพื่ออุ่นกาย... สิ่งเดียวที่พวกเราอันเดดขอเรียกร้องต่อสภาปกครองแห่งผองเราชาวโดมินาริ คือสิทธิที่พวกเราพึงได้แต่กำเนิดแต่ถูกลิดรอนไปเมื่อห้าร้อยปีที่แล้ว ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนห่วงโซ่สูงสุดของโลกนี้ พวกเราขอทวงสิทธิในการออกล่าโฮโมเซเปียนส์ได้อย่างเสรี ร่างกฎหมายนี้ต้องได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการแก่ผองเราชาวโดมินาริภายในวันอธิกวาร มิเช่นนั้นสิ่งที่แนบมากับสาสน์ฉบับต่อไปจะมิใช่เพียงสิ่งเล็กน้อยเช่นนี้อีกแน่นอน...”ที่ท้ายของข้อความทั้งหมดมีตัวอักษร L เขียนแบบหวัด ๆ ลงชื่อเอาไว้อาเบลแบมือที่กำแน่นของเขาออก ปอยผมยาวสีเงินกระจุกหนึ่งปรากฏอยู่ในมือของเขา“อาเวน...”“นั่นคือสาสน์ที่อันเดดส่งมาเมื่อสามวันก่อนหน้านี้ ทั้งสาสน์นี้และการโจมตีเมืองเมื่อคืนเป็นการบอกจุดยืนของอันเดดอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะลงมือรุนแรงเพื่อได้สิ่งที่พวกมันเรียกร้อง และเท่าที่หน่วยข่าวกรองของเราสืบทราบมาครั้งนี้คงไม่ใช่อันเดดเผ่าพันธุ์เดียวที่มีส่วนร่วมในความวุ่นวายครั้งนี้” เซทกล่าว“กูล... ท่านจะบอกว่าสาเหตุที่แม๊กซ์ระดมพลพรรคกูลจำนวนมากมายที่โตเกียว อาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้งั้นหรือเซท” เซทพยักหน้าเบา ๆ“มีความเป็นไปได้สูงมากพี่น้องของข้า นอกจากนั้น เหมือนว่าทรินิตี้จะระแคะระคายบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน นั่นคือสาเหตุที่พวกมันเฝ้าติดตามเรย์”เรย์ใจหายเล็ก ๆ เมื่อถูกพูดถึง พร้อมกับกำมือของเธอแน่น“รวบรวมกับข้อมูลทุก ๆ อย่างจากหน่วยข่าวกรอง? และข้อมูลที่โจจิรวบรวมมาเรื่องของแม๊กซ์และทรินิตี้กลุ่มนั้น ข้าเชื่อว่าอาเวนถูกพาตัวไปกักขังอยู่ที่กรุงเทพ” เซทกล่าวด้วยเสียงมั่นใจ พร้อมประกาศถ้อยคำที่ทำให้พวกอาเบลตกตะลึง “และพวกเราในนามของสภาฯ ผู้มีสิทธิโดยชอบทำในการรักษาความสงบในภาพรวมของสังคมโดมินาริ มีข้อตกลงกันแล้วว่าเราจะไม่ยอมรับข้อเรียกร้องใด ๆ ของพวกอันเดด และเราจะไม่ยอมให้อาเวนพี่น้องที่รักของเราต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้”“ดังนั้นในนามขอสภาฯ ข้าขอมอบภารกิจในการช่วยเหลือและรักษาความสงบแก่พวกเราชาวโดมินาริไว้ที่พวกท่านหน่วยงานดูแลความสงบและกำจัดภัยคุกคามต่อโดมินาริหน่วยที่สิบเอ็ด”ก่อนหน้าที่จะได้ยินประโยคนี้พวกของอาเบลคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าการเรียกพวกเขามารับภารกิจโดยตรงน่าจะเป็นเรื่องอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก และเป็นภารกิจที่ต้องบอกด้วยตัวต่อตัวเท่านั้นแต่พอได้ยินภารกิจที่รับมอบหมายมา มันยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาคิดหลายเท่า และมันเป็นงานที่ยากเย็นเกินกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มากอยู่ ๆ บ่าของพวกเขาก็หนักอึ้งจนแทบจะลงไปล้มกองอยู่ตรงนั้น“ภารกิจครั้งนี้สภาฯ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือพวกท่านหน่วยที่สิบเอ็ดทุกเรื่องเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง และเพราะว่าภารกิจครั้งนี้เกิดที่ประเทศไทย สมาชิกสภาฯ วายุจะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือพวกท่านที่กรุงเทพอย่างสุดความสามารถ”พวกของอาเบลตกตะลึงกับคำพูดนั้น และพลางหันไปมองยังเก้าอี้ของวายุอย่างไม่รู้ตัวแทบจะพร้อมกันแต่เพราะความมือจึงทำให้ไม่มีใครมองเห็นใบหน้าของวายุว่าเขารู้สึกอย่างไรและไม่มีใครมองเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เขากำลังพยายามซ่อนเอาไว้อยู่...หมากทุกตัวครบแล้วซินะ เขาคิด.............................................................วายาเล่าเรื่องชีวิตของโดมินาริให้ผมฟังมากมาย จนผมรู้สึกตื่นเต้น อาจจะเป็นเพราะว่าตอนที่เธอเล่าเธอดูมีชีวิตชีวามาก ๆ เลยพลอยทำให้ทุกเรื่องที่เธอเล่ามันช่างน่าฟังไปซะหมด เว้นแต่เรื่องของการโดนสตรัคที่เหมือนเธอจะพยายามไม่พูดถึง ซึ่งผมเข้าใจว่าเธอไม่อยากให้ผมสะเทือนใจ ผมจึงไม่พยายามไปซักไซ้ประเด็นนั้นผมแอบมองไหล่ผิวสีน้ำแดงของเธออย่างไม่รู้ตัว ผมสั้นของเธอยิ่งทำให้ผิวของเธอมีโอกาสได้เปล่งประกายมากขึ้น และเธอเองก็คงรู้ดี“เออ... วายา ฉันอยากรู้เรื่องของเธอมากขึ้นกว่านี้ มันจะพอเป็นไปได้มั้ย?” ผมอยากถามเรื่องที่คาใจผมกับเธอเหลือเกิน แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอพูดออกมาแล้วมันดูงุ่มง่ามแปลก ๆ “อืม... ได้มั้ง ฉันว่านะ ลองถามมาก่อนซิ” วายาหันมายิ้มให้กับผมที่ทำหน้าไม่ค่อยถูกอยู่ “เธอ... เอ่อ... เป็นเจ้าหญิง?”“ใช่ ฉันเป็นเจ้าหญิง” เธอตอบแล้วยิ้มกว้างพลางเดินมาหยุดอยู่ข้างหน้าผม แล้วก็จ้องหน้าผมด้วยรอยยิ้มผมไม่รู้จะวางตัวยังไงเลยก้มหน้าหลบตาเธอ“นายหลบหน้าฉันทำไม กลัวเหรอ คิกคิก” วายาหัวเราะจากเบา ๆ อย่างมีความสุขจากท่าทีที่น่าขันของผม“ฉันทำตัวไม่ถูกน่ะ ...ตกลงฉันเรียกเธอแค่ชื่อเฉย ๆ ได้เลยเหรอ มันไม่เป็นไรใช่มั้ย?”“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ชอบตำแหน่งอะไรแบบนั้นหรอก มันแค่มาพร้อมกับสายเลือดของฉันแค่นั้นแหละ แล้วก็ขอพูดอีกทีว่าเรื่องภาษาที่เรียกว่าราชาศัพท์อะไรนั่น เก็บไว้ใช้กับพวกเซเปียนส์เลยนะไม่ต้องมาใช้กับฉัน” “แปลว่าโดมินาริ เอ่อ พวกเรายังมีระบบกษัตริย์ปกครองอยู่?”วายาเอานิ้วไปแตะที่ริมฝีปากของเธอทำท่าคิดอยู่นิดนึง แล้วก็ตอบว่า“จะเรียกว่าใช่ก็ไม่ผิดหรอก เรามีกษัตริย์ มีราชา มีหัวหน้าเผ่า หรือแค่ผู้นำ แยกไปตามแต่ละเผ่าพันธุ์ย่อยของพวกเราน่ะ”ผมทำท่าตั้งใจฟัง“ตำแหน่งผู้นำเหล่านั้นอาจจะมาจากสายเลือด มาจากการใช้กำลังแย่งชิง ก็มีหลากหลายรูปแบบนะ แต่พวกเราโดมินาริทั้งสายพันธุ์ยึดถือผู้นำสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ท่านผู้นั้นคืออาดัมบุรุษตั้งต้น ผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งโดมินาริทั้งมวล” วายาพูดขึ้นมาและเปลี่ยนท่าทีเป็นความยำเกรงในทันทีอาดัม ผมนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมาได้ ผมจำได้ว่าวลาดิเมียร์ก็เคยพูดถึงชื่อนี้ด้วยความเคารพยำเกรงเช่นกันอาดัมบุรุษตั้งต้น...“แล้วตำแหน่งของเธอได้มาจาก...” ผมถามแซว “สายเลือดซิ! นี่นายจะว่าฉันว่าไปแย่งตำแหน่งใครมาเหรอไง!” วายาทำหน้าดุตอบกลับมาพร้อมตีแขนผม“ฉันล้อเล่น ขอโทษ ๆ โอย พอแล้ว ฉันยอมแล้ว” ผมรีบยกธงขาวก่อนที่ตัวจะน่วมตายไปซะก่อน“นายนี่ชอบหาเรื่องตายจริง ๆ นะ”“ขอโทษ ยอมแล้วจริง ๆ ช่วยเล่าให้ฟังต่อหน่อยเถอะนะ” ผมทำเสียงสำนึกผิด “โอเค แต่ห้ามพูดให้ฉันไม่พอใจแล้วนะ ไม่งั้นฉันจะไม่เล่าต่อละ” วายาทำเสียงดุพร้อมชี้นิ้วใส่ผม“รับทราบครับ” ผมตอบ“นอกจากตำแหน่งราชา หรือผู้นำแล้ว พวกเรายังให้ความสำคัญกับโดมินาริที่แข็งแกร่งอีกด้วย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นถูกเรียกว่า...”ผมตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อจบตอนที่ 13