รุ่งเช้าวันถัดมา…
ท้องฟ้ายังถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวขุ่น ประตูจวนเว่ยโหวยามนี้เงียบสงัดจนคล้ายสถานที่ไร้ผู้คน
ทหารยามยืนเรียงรายแ่า ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ค่อย ๆ ก้าวผ่านประตูใหญ่เข้ามา
หานอี้ิก้าวอย่างสงบ แต่ภายในกลับรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งเข้ามาราวกับูเาทับถม
เพียงแค่เหยียบย่างเข้าสู่จวน…ก็ััได้ทันทีว่า นี่มิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะเข้ามาได้โดยง่าย
เพราะท่านเว่ยโหวเป็ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญขั้นสีเขียวธาตุดินซึ่งเป็ในไม่กี่คนที่จะมีธาตุประจำตัว ปกติแค่มีพลังขั้นสีเขียนก็แข็งแกร่งเกินต้านในกลุ่มผู้บำเพ็ญอยู่แล้วแต่ท่านเว่ยโหวกับยังมีธาตุประจำตัวอีกยิ่งเสริมให้แกร่งกว่าคนอื่นในขั้นนี้
พ่อบ้านใหญ่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว โค้งกายเล็กน้อย
“เชิญคุณชายหานขอรับ… ท่านโหวกำชับให้ข้าพาท่านไปส่งยังเรือนต้องห้ามโดยตรง”
หานอี้ิพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
สองเท้าก้าวตามโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
ทุกก้าวที่เดินผ่านเรือนเล็กเรือนน้อย สายตาของบ่าวไพร่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว… ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะสบตา
ในที่สุด ทั้งคู่ก็มาหยุดยืนหน้าประตูไม้แกะสลักสูงใหญ่
บนบานประตูประดับยันต์อาคมโบราณที่ส่องแสงจาง ๆ ราวกับกำลังป้องกันสิ่งบางอย่างไม่ให้เล็ดลอดออกมา
เสียงพ่อบ้านใหญ่เอื้อนเอ่ยแ่เบา
“ที่นี่…คือเรือนต้องห้าม คุณหนูเว่ยหลานพักอยู่ด้านใน”
เขาหันไปสบตาหานอี้ิ
“เข้าไปแล้ว… อย่าได้หวาดหวั่นกับสิ่งที่เห็น หากรักษาไม่ได้ ท่านโหวก็จะไม่ถือโทษ เพียงแต่…”
น้ำเสียงเขาหยุดชะงัก แววตาเย็นะเืขึ้นมาในบัดดล
“อย่าได้เอ่ยคำว่า ‘ิญญา’ ต่อหน้าท่านโหวเป็อันขาด”
นางมิได้ตอบ เพียงยกมือผลักประตูช้า ๆ
เอี๊ยดดด…
บรรยากาศเย็นเยียบโถมเข้ามาทันที
ห้องด้านในเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของหญิงสาวบนเตียง
คุณหนูเว่ยหลานนอนสงบอยู่ท่ามกลางผ้าห่มแพรเนื้อดี ผิวซีดขาวราวกระดาษ
พี่เลี้ยงหวังที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงรีบยกมือไหว้
“ได้โปรดช่วยคุณหนูด้วยเถิดเ้าค่ะ…คุณหนูท่านทรมารมานานเหลือเกินเ้าค่ะ…ได้โปรดช่วยคุณหนูของบ่าวด้วยเ้าค่ะ”
น้ำตาของนางเอ่อคลอเต็มดวงตา
หลินเซี่ยชิงมิได้ตอบ เพียงก้าวเข้าไปใกล้ช้า ๆ
นั่งลงข้างเตียง วางสองนิ้วเบา ๆ บนข้อมือเรียวของเว่ยหลาน
ทันใดนั้น—
พรึบ!
เปลือกตาของคุณหนูเว่ยหลานกระตุกขึ้น ดวงตาเบิกกว้างราวกับตื่นจากฝันร้าย
สายตาคู่นั้นว่างเปล่า แต่ลึกลงไปกลับมีแสงประหลาดราวกับ เงาของอีกดวงิญญา
อากาศรอบกายพลันเย็นะเืจนขนลุก
พี่เลี้ยงหวังสะดุ้งร้องเสียงสั่น
“ไม่…ไม่ใช่แล้ว… อีกแล้วหรือเ้าคะ!”
หลินเซี่ยชิงกำมือแน่น ลมหายใจสงบลงในทันที
แม้อาการจามคันคอจากสมุนไพรที่ติดอยู่ในแขนเสือตนเองยังไม่ทันหายสนิท
แต่ตอนนี้ นางรู้แล้วว่า—
นี่มิใช่เพียงโรคภูมิแพ้
หากยังเป็เงาของสิ่งลี้ลับที่เกาะติดอยู่กับจิติญญาของคุณหนูเว่ยหลาน!
‘นายท่านแย่แล้วเ้าค่ะ นี่มิใช่คุณหนูเว่ยหลาน’ เสียงของเหมี่ยวเหมี่ยวดังขั้นจากมิติ เพื่อเตือนสติหลินเซี่ยชิง
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของคุณหนูเว่ยหลาน ที่บางครั้งขาดหายราวกับจะสิ้นใจ
หลินเซี่ยชิงวางปลายนิ้วเรียวลงบนชีพจรอีกครั้ง
ดวงตาหลับลงช้า ๆ เพ่งพลังจิตเพื่อดึงเส้นปราณของเว่ยหลานออกมาในัั
ทันทีที่ััลึกลงไป—
ตุบ...ตุบ...
ชีพจรของเว่ยหลานสั่นสะท้านอย่างผิดปกติ ราวกับไม่ใช่เพียงการไหลเวียนของโลหิต หากแต่มีแรงบางอย่าง ดึงรั้ง เอาไว้
“นี่มัน…” หลินเซี่ยชิงขมวดคิ้ว
นางผ่อนปราณภายในของตนเองให้แ่เบา แล้วส่งพลังเข้าสู่ร่างเว่ยหลานอย่างระมัดระวัง
ภาพหนึ่งพลันผุดขึ้นในห้วงสำนึก—
เงามืดดำทะมึนพันรอบร่างของหญิงสาวบนเตียง
สายตาว่างเปล่าของเว่ยหลานส่องประกายวูบหนึ่ง ราวกับมีใครอีกคนมองตอบมาจากภายใน
“ออกไป…!” เสียงแหลมเล็ก แฝงด้วยความโกรธเกรี้ยว กรีดร้องก้องกังวานในจิตของหลินเซี่ยชิง
พี่เลี้ยงหวังมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก เห็นคุณหนูหลานร่างกายเกร็งสะท้าน ฟันกัดริมฝีปากจนเืไหล
“คุณหนู! คุณหนูเ้าคะ!” นางร้องไห้ปนใ
แต่หลินเซี่ยชิงยังคงหลับตานิ่งไม่ไหวติง
นางกดปลายนิ้วแน่นลงกว่าเดิม ส่งกระแสพลังแ่บางเข้าไป
พลังนี้เปรียบเสมือนสายหมอกขาวคอยโอบรัด ละมุนอ่อนโยน แต่แฝงความดุดันในแก่นแท้
เงามืดนั้นสะบัดตัวดิ้นรน แต่ไม่อาจต้านได้
หลินเซี่ยชิงจึงเปล่งเสียงในใจอย่างหนักแน่น
“เ้า…คือสิ่งใดกันแน่”
ทันใดนั้น ภาพเลือนรางคล้ายหญิงสาวนางหนึ่งในชุดขาวโบราณ ปรากฏขึ้นชั่วเสี้ยว
ใบหน้างดงามราวเทพธิดา แต่แววตาเต็มไปด้วยความชิงชังและความเ็ป
“เ้าจะรักษานางมิได้… นางคือข้า ข้าคือ…นาง” เสียงสะท้อนกรีดกราย ก่อนจะหายวับไปกับความมืด
หลินเซี่ยชิงสะดุ้งลืมตาขึ้น ร่างกายเหงื่อท่วมทั้งที่ห้องหนาวเย็น
นิ้วมือสั่นไหวเล็กน้อยจากแรงกดดันมหาศาลเมื่อครู่
พี่เลี้ยงหวังรีบเช็ดเหงื่อบนหน้าผากคุณหนูเว่ยหลาน น้ำตาไหลพราก
“เป็อย่างไรบ้างเ้าคะคุณชายหาน… คุณหนูของข้า…เป็อะไรกันแน่!”
หลินเซี่ยชิงมองเด็กสาวบนเตียงที่ตอนนี้กลับเข้าสู่สภาพสงบอีกครั้ง
ริมฝีปากนางเม้มแน่น ก่อนกล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่น
“โรคนี้มิใช่เพียงโรคกาย…”
ดวงตาของนางวูบไหวคล้ายแฝงประกายลึกลับ
“ในร่างกายของคุณหนูหลาน…มีเงาของอีกหนึ่งิญญาทับซ้อนอยู่”