บทที่ 9 ขัดพระประสงค์
หลังจากเดินเลี่ยงสองพี่น้องสกุลเสิ่นที่น่าปวดหัวแล้ว หลิวหร่วนอี้ก็ทักทายคนรอบข้างอย่างเป็กันเอง โชคดีที่นางกวาดตามองครั้งเดียวก็จำสหายในวันนี้ของตนเองได้ 2-3 คน จึงได้ใช้พวกนางเป็ข้ออ้างในการเดินผ่านคนอื่นๆแล้วเลือกที่นั่งข้างกับหนึ่งในคนที่พูดน้อยที่สุด
อีกฝ่ายเมื่อเห็นหลิวหร่วนอี้เดินมาหาตนเองก็ตื่นเต้นประหลาดใจ แม้ว่าพวกนางจะไปมาหาสู่กันอยู่สองสามจวนนี้ คือ หนึ่งจวนสกุลหลิวของหลิวหร่วนอี้ สองคือสกุลเมิ่งของเมิ่งฝูเสวี่ย สามคือสกุลหนี่ว์ หนี่ว์หลานซี และสุดท้ายก็คือสกุลอันของอันเหลียงชิง ซึ่งสี่บ้านนี้ล้วนเป็บ้านขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งนั้น
คนหนึ่งเป็เ้ากรมการคลัง คนหนึ่งเป็เ้ากรมโยธา คนหนึ่งเป็เ้ากรมท่าเกลือ อีกผู้ก็เป็เ้ากรมแพรไหม แม้ว่าทั้ง 3 ตำแหน่งที่เหลือจะถือว่ายศต่ำกว่าเ้ากรมการคลังเพราะเป็ผู้ควบคุมกรมใหญ่ ที่เหลือเป็เพียงเ้ากรมขนาดเล็กซึ่งอยู่ใต้การดูแลของกรมอื่นๆอีกที แต่...เพราะพวกเขามีส่วนได้ส่วนเสียและทำงานร่วมกันมาตลอด จะสนิทสนมกันบ้างเพื่อให้การพูดคุยงานราบรื่นก็ไม่แปลก
เด็กๆของสี่บ้านนี้ก็ไปมาหาสู่กันั้แ่อายุยังน้อย พวกนางยกให้หลิวหร่วนอี้เป็เหมือนพี่ใหญ่สุด ในขณะที่พวกเขาก็เป็ผู้ติดตามตัวน้อย
เมื่อหลิวหร่วนอี้ชี้นิ้วให้ทำอะไร ทั้งสี่ก็ไม่เคยขัดเลย ดังนั้นใน 3 ชีวิตก่อน หลิวหร่วนอี้ก็ได้พวกนางนี่แหละที่คอยช่วยเป็หูเป็ตาให้ พูดให้ถูกก็คือ...นางหลอกใช้ ไม่สิ! ตั้งใจใช้งานทั้ง 3 คนเพื่อแผนการของตนเองทั้งนั้น ลำบากพวกนางก็ไม่น้อยเลย ตอนนี้ตนเองแม้ยังไม่ได้ขอให้ทั้ง 3 ช่วยอะไรใหญ่โต แต่ก็รู้สึกติดค้างหนี้บุญคุณของทุกคนอยู่
ข้างกายของนางผู้นี้เป็แม่นางน้อยที่อายุน้อยที่สุดจึงขี้อายมาก เมื่อไปพบปะสังสรรค์กันก็มักจะอยู่เงียบๆ ฟังผู้อื่นพูดคุยกันสนุกสนาน หร่วนอี้เคยคิดว่านางไม่สนิทสนมกับอีกฝ่ายมากที่สุด แต่ความจริงแล้ว...นึกย้อนกลับดู เด็กสาวขี้อายที่กลายเป็ถึงพระสนมผินในวังที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันช่วยนางมากี่ครั้งแล้ว
การอยู่ในตำแหน่งพระสนมเดิมทีก็ไม่ได้ง่าย ทว่ายังสละเวลามาช่วยตนเองวางแผนเพื่อสามีไม่ได้เื่ทั้งสามอีก ดูท่า...ความใส่ใจของนางคงไม่ได้น้อยไปกว่าทุกคน
“ระ หร่วนอี้...วันนี้เ้าก็ยังคงงดงามอยู่เหมือนเช่นเคย...” หลานซีเอ่ยตะกุกตะกัก แต่ก็เรียกความสนใจของหร่วนอี้ไปได้
นางเท้าคางมองสตรีตัวเล็กข้างกาย อีกฝ่ายแต่งชุดสีขาวสะอาด ลวดลายดอกเหมยเหมือนสตรีทั่วไป หากแต่เนื้อผ้าแสดงให้เห็นถึงความประณีต ย่อมต้องเป็เนื้อผ้าชั้นยอดแน่ แม้แต่ตนเองก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปลูบไล้ชื่นชม
“ผ้านี้ดียิ่ง” หร่วนอี้พึมพำออกมาเบาๆอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก แต่คนที่ได้ยินกลับมีดวงตาเป็ประกาย
“อ๊ะ เ้า...เ้าชอบมันหรือ? นี่เป็ผ้าที่นำมาจากทางใต้โดยพ่อค้าเดินเรือ บิดาของข้านำมันเข้ามาเพื่อเสนอให้เหล่าพระสนมสอบดูก่อนว่าชื่นชอบหรือไม่ หากเป็ที่นิยมก็จะยกร่างฎีกา หวังให้สนับสนุนการนำเข้าผ้าไหมนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อการขาดแคลนผ้าไหมที่ใช้ในเมืองหลวง อีกประการ...ก็เพื่อให้ลดแรงกดดันจากการนำเข้าไหมจากเมืองฉางด้วย”
“เนื่องจากพวกเราไม่ค่อยนิยมผ้าไหมจากเมืองอื่นๆ ทำให้เมืองฉางสามารถต่อรองการแลกเปลี่ยนได้อำนาจสูงเสมอ บิดาของข้าสรรหาวิธีมากมายก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ เชื่อว่าความจริงแล้วน่าจะมีผู้อยู่เื้ักอบโกยกำไรจากเื่นี้ไปไม่น้อยเลย ขนาดเอาผ้าไหมที่ถูกกว่ามาขายก็ยังไม่ได้รับอนุญาต”
“ครานี้โอกาสดี บิดาสามารถหาผ้าไหมจากที่อื่นเข้ามาได้ เขาย่อม้าจัดการปัญหานี้ให้แล้วเสร็จ ทำให้ราคาผ้าไหมกลับมายุติธรรมตามเดิม ต่อไป...อ๊ะ....ขะ ขออภัย ข้าพูดเื่ไร้สาระพวกนี้ต่อหน้าเ้า ทั้งๆที่สตรีไม่ควร...”
หลานซีเมื่อได้พูดเื่ที่ตนเองสนใจ เสียงของนางก็ปล่อยออกมาราวกับเขื่อนแตก ถือเป็การเปิดประสบการณ์ใหม่ของหร่วนอี้ได้เช่นเดียวกัน
เพราะก่อนหน้านี้หร่วนอี้เบื่อที่จะนั่งเงียบๆอยู่กับสาวน้อยสกุลหนี่ว์ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเลือกอยู่ใกล้นางมากนัก แม้ว่านางจะไปเที่ยวเล่นที่จวน อีกฝ่ายก็ยังทำแค่นั่งมองไปรอบๆ แบบนี้หร่วนอี้ก็ยิ่งเหมือนเห็นผีสางไร้ตัวตน
แต่คราวนี้ได้รู้จักอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นอีกนิด กลับรู้สึกว่ามีเหตุผลที่นางได้กลายเป็พระสนมผินของฮ่องเต้อยู่เหมือนกัน
“ไม่เป็ไร เื่ที่เ้าเล่านั้นน่าสนใจดี”
“อ๊ะ ข้า...ขอบคุณ” สาวน้อยเขินม้วน มือเล็กๆบิดผ้าเช็ดหน้าลายดอกเหมยไปมาด้วยความเขินอาย
นางได้เรียนจารีตของสตรีมาแล้วเช่นกัน รู้ว่าสตรีไม่ควรยุ่งกิจการของบุรุษมากนักเพราะมีแต่จะทำให้เสียหายมากกว่าเดิม ดังนั้นเื่ที่นางรู้มาก็ล้วนเป็การแอบฟังแอบเรียนรู้เท่านั้น
หลานซีแท้จริงแล้วเป็สตรีที่ชอบการคำนวณ หรือเื่ที่เกี่ยวกับการทำการค้ามากที่สุด นางไม่ใช่คนช่างเจรจา แต่ถ้าวางแผนหรือระบบการแลกเปลี่ยนนางก็คิดว่าตนเองสามารถเป็สามปราชญ์ได้อีกผู้หนึ่ง
แต่ก็นั่นแหละ...บ้านเมืองนี้มิฟังคำของสตรี ต่อให้นางอยากพูดผู้อื่นก็ไม่คิดจะสนใจอยู่แล้ว เช่นนั้นจึงเก็บงำความรู้เรื่อยมา อย่างมากก็เอาไปเขียนไว้ในสมุดบันทึกของตนเองเท่านั้น
ยกตัวอย่าง เช่น เหตุการณ์ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นที่เมืองหลวงบ้าง หากเป็นางจะทำเช่นไร มีวิธีแก้ไข มีวิธีดำเนินการ หรือจุดเสี่ยงตรงไหนบ้าง ล้วนสามารถเขียนลงสมุดได้อย่างเพลิดเพลินและมีความสุขที่ได้ทำ
วันนี้ไม่คิดว่าตนเองจะหลุดพูดสิ่งที่คิดออกมา ตนอาจจะทำให้ชื่อเสียงของสหายย่ำแย่ไปด้วยก็ได้ หากว่าสหายหลิวพลาดการเป็สาวงามอันดับหนึ่งของปีนี้ เช่นนั้นก็คงเป็เพราะคบเพื่อนอย่างตนเองแล้ว...
“ข้าพูดจริงนะ หลานซีพูดอีกสิ ข้าอยากฟัง”
“มะ ไม่มี ไม่มีอะไรแล้ว”
“โอ้ อย่างนั้นหรอ? น่าเสียดายอยู่หน่อยๆนะ ถ้าอย่างนั้น...ครั้งที่เ้าไปเล่นบ้านข้าก็อย่าลืมเอาเื่แบบนี้มาเล่าอีกล่ะ ข้าคิดว่ามันน่าสนใจจริงๆ”
“อ๊ะ ถะ ถ้าเ้าไม่เบื่อไปเสียก่อน...”
“แน่นอนสิ มาคุยเล่นกันจะเบื่อได้อย่างไร ถ้าข้าเบื่อก็จะบอกเ้าตามตรงอยู่ดี” หร่วนอี้ยักไหล่ ปากของนางยังมีรอยยิ้มจริงใจปรากฏให้เห็นอีกด้วย
หลังจากที่ได้ยินคำของหร่วนอี้เช่นนั้น หลานซีแทนที่จะมีความมั่นใจมากขึ้น ตอนนี้นางกลับเลือกที่จะก้มหน้าจนคางแทบชิดกับอก ไม่กล้าแม้แต่จะมองตนด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นหูของนางแดงระเรื่อซึ่งเป็ปกติยามนางเขินอาย หร่วนอี้คงจะคิดว่าตนเองพูดผิดไปหรือไม่แล้ว
สหายตัวน้อยผู้นี้เป็สหายกันมานาน แต่ความจริงแล้วนางรู้เกี่ยวกับหลานซีน้อยไปมากจริงๆ
เห็นอีกฝ่ายไม่กล้าเงยหน้าสบตากับตนเองอีก หร่วนอี้ก็คร้านที่จะชวนคุย นอกจากนี้นางมาที่นี่ก็เพื่อดื่มกินและชมละครอยู่แล้ว เช่นนั้นจึงไม่ได้สนใจจะไปทักทายผู้อื่นอีก ทั้งที่ความจริงแล้วหร่วนอี้ผู้นี้มักแสดงเป็ผู้มีอัธยาศัยดีอยู่เสมอ เรียกได้ว่าแทบจะแสดงตัวเป็เหมือนกับเ้าของงานอีกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ทำเช่นนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะสามชีวิตที่ผ่านมา การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนมากมาย แม้จะเป็การเสแสร้งก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนางจริงๆ
ดูอย่างตอนนี้ มีสตรีมากมายกี่คนที่เลือกจะปักหลักที่โต๊ะของตนเอง พวกนางส่วนใหญ่หากไม่จับกลุ่มยืนคุยกันก็ส่ายหน้ามองหาผู้มาใหม่ ตรวจสอบั้แ่หัวจรดเท้าดูว่าคู่แข่งเป็อย่างไรบ้าง ช่าง...เป็ตัววุ่นวายเสียจริง
เกือบหนึ่งเค่อผ่านไป ในที่สุดเหล่าผู้เป็ใหญ่ที่แท้จริงก็ค่อยปรากฏตัวขึ้น เสียงขานของขันทีประจำตำหนักเป็เหมือนสัญญาณที่ทำให้นกกระจิบนกกระจาบเหล่านี้รีบไปหาที่นั่งกันจ้าละหวั่น จวบจนกระทั่งฝีเท้าที่นุ่มนวลของพระสนมฮุ่ยเฟยดังขึ้น ในที่สุดสตรีทุกคนก็ยืนประจำตำแหน่งของตนเองเรียบร้อยแล้ว
ภาพที่น่ามหัศจรรย์เช่นนี้นับเป็ครั้งแรกที่หร่วนอี้เคยเห็นเลยก็ว่าได้ ปกตินางเป็หนึ่งในคนที่ต้องส่งเสียงจิ๊บๆหากัน เมื่อคนใหญ่คนโตมาก็กระหืดกระหอบหาที่นั่ง ย่อมไม่ได้เห็นว่าบทบาทเ่าั้ช่างน่าขันเพียงใด
“หม่อมฉันขอคารวะฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียง”
หร่วนอี้ทำความเคารพไปพร้อมกับทุกคน เสียงนับร้อยประสานกันดูแล้วน่าฟังยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเสียงเ่าั้เป็เสียงของสตรีแรกรุ่นที่กำลังอยู่ใน่เบ่งบานแรกแย้ม
“ดีแล้ว นั่งกันเถิด ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องมากพิธีนัก”
สตรีผู้สูงศักดิ์เผยรอยยิ้มพอใจ นางมองตนเองที่สวมชุดสีส้มอิฐ ในขณะที่เด็กสาวเหล่านี้ล้วนสวมชุดสีขาว หรือสีอ่อนจนแทบจะกลืนเป็สีขาวทั้งหมด แบบนี้แล้วตัวนางก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นไม่ใช่หรือ?
เื่การแต่งกายนี้ เดิมทีนางก็คิดเช่นกันว่าอยากจะสวมสีขาวบริสุทธิ์เพื่อหวังมาประชันความงามกับเด็กๆเพื่อความสนุกสนาน แต่คิดดูอีกที....วันนี้นางมีหน้าที่ที่ต้องทำ เช่นนั้นไม่อาจจะดูธรรมดาเกินไปได้ ดังนั้นการสวมชุดสีส้มอิฐจึงน่าจะเรียกความเกลียดชังของผู้อื่นได้ดีกว่า
นิ้วเรียวที่สวมปลอกสีเงินส่องประกายวิบวับ เมื่อนางแตะไปที่ถ้วยชายังมีเสียง “กริ้ง” ให้ได้ยิน ส่งผลต่อบรรยากาศงานเลี้ยงน้ำชานี้ยิ่งเต็มไปด้วยความน่าหวั่นเกรงมากขึ้นอีก
“วันนี้ข้าเรียกพวกเ้ามาก็แค่พูดคุยเล่นสนุกสนานเท่านั้น มิจำเป็ต้องมากพิธีกันเกินไป ข้าเพียงคิดว่า...ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงการแข่งขันชิงตำแหน่งบุปผางามประจำปีแล้ว จึงตื่นเต้นเก็บความอยากรู้ไว้ไม่ไหว อยากเห็นว่าตอนนี้พวกเ้าเตรียมพร้อมกันถึงไหนแล้ว”
“นอกจากนี้ ข้าที่เคยมีประสบการณ์เป็บุปผางามมาก่อนก็ยังอยากจะใช้ความรู้ที่มีให้คำชี้แนะแก่พวกเ้าสักเล็กน้อยด้วย พวกเ้าคิดเห็นเป็อย่างไรบ้าง?” พระนางเอ่ยเช่นนี้ คิ้วของสตรีหลายคนก็กระตุกอย่างช่วยไม่ได้
พระสนมเคยเป็สาวงามอันดับหนึ่ง คว้าตำแหน่งบุปผางามประจำปีไปจริงๆนั่นแหละ แต่เพราะยิ่งผ่านสนามการต่อสู้ที่ดุเดือดมาแล้ว ย่อมต้องเข้าใจพวกนางที่สุดไม่ใช่หรือ?
การที่เชิญทุกคนที่เป็คู่แข่งของกันและกันมาที่นี่ แล้วยัง้าให้พวกนางแสดงสิ่งที่เตรียมเอาไว้ให้ผู้อื่นได้ดูล่วงหน้าแบบนี้ถือเป็เจตนาที่ดีหรือไม่?
เช่นนี้...หากผู้อื่นรู้แล้วว่าตนเองเตรียมการแสดงที่น่าใอะไรไว้ อย่างนั้นมันจะยังเป็การแสดงที่น่าตื่นเต้นอยู่หรือ? บางคนหลังจากนี้อาจจะไปเตรียมการแสดงที่ดีกว่าคู่แข่ง หรือแม้แต่พยายามจะทำลายคู่แข่งในระหว่างการแข่งขันเลยก็ได้
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใด ส่วนใหญ่การแสดงจะต้องเก็บเป็ความลับ แต่ครานี้กลับบอกให้ออกมาแสดงให้ทุกคนดู ไม่น่าแปลกใจที่สตรีน้อยใหญ่ที่นี่จะรู้สึกอึดอัดกับคำพูดนั้น
ขนาดสตรีที่เป็เครือญาติกับพระสนมฮุ่ยเฟยก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าพระนางคิดทำอะไรกันแน่ เพราะคิดเช่นนั้นกันหมด ทุกคนจึงมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครคิดอยากจะทำตามพระประสงค์เลยสักนิด
“อะไรกัน? เหตุใดพวกเ้าทุกคนจึงพร้อมใจกันเงียบเช่นนี้ หรือว่า...การแสดงของพวกเ้าไม่อาจให้ข้าดูได้หรือ?” น้ำเสียงของฮุ่ยเฟยเย็นยะเยียบอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งเหมือนกับอยู่ท่ามกลางเหมันต์หลงฤดูเลยก็ว่าได้
ความเ็าที่ปล่อยออกมาจากสตรีมากอำนาจ เป็บุคคลที่ได้ชื่อว่า “อำมหิต” ที่สุดในบรรดาพระสนมชั้นเฟยทั้งหมด ดังนั้นย่อมทำให้สตรีผู้น้อยตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
“ฮะ ฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียง ชะ เช่นนั้น...เช่นนั้นให้เป็หม่อมฉันทำการแสดงให้ฮุ่ยเฟยเหนียงเหนียงติชมก่อนได้หรือไม่เพคะ”
ดรุณีน้อยผู้หนึ่งไม่รู้ว่าเพื่อนผลักออกมาให้รับหน้าแทน หรือเป็เพราะ้าแสดงตัวตนของตนเองให้ฮุ่ยเฟยได้เห็นก็ไม่ทราบได้ นางก้าวออกมายืนกลางวงเป็คนแรก ดึงสายตาของทุกคนไปได้หมด
“โอ้ ดีมาก! ย่อมต้องได้แน่นอน เ้าไปนำของรางวัลมาให้ข้าที สตรีใจกล้าเช่นนี้จะต้องได้รับความชื่นชมจากข้า”
ฮุ่ยเฟยปรบมือเบาๆ ท่าทางเหมือนกับชอบใจเป็อย่างมาก ทว่าความจริงแล้วทุกคนรู้ดี...ใจความที่พระนางพูดนั้นไม่ต่างอะไรกับการเหน็บแนมผู้อื่นเลย
พระนาง้าชมการแสดงที่ดีจากเหล่าตัวเต็งการแข่งขันครานี้ อยากจะก่อกวนความรู้สึกของพวกตนให้ไม่กล้าที่จะแสดงได้ยอดเยี่ยมเกินไป นี่...อาจจะเพราะประสบการณ์ตรงอย่างที่พระนางกล่าวถึง
พระสนมฮุ่ยเฟยผู้นี้เข้าวังเพราะต้องตาตรึงใจฮ่องเต้ั้แ่ครั้งที่แข่งขันบุปผาประจำปีนั้น ฉะนั้น...การเรียกทุกคนมาที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “เตือน” พวกนางให้ได้รู้
อย่าใช้วิธีสกปรกเช่นเดียวกับที่นางใช้ หาไม่แล้ว...เมื่อเข้าวังมา สิ่งที่ต้องเจอก็คือ “กรงเล็บ” ของนางอย่างไรล่ะ!!
พระนางโยนของรางวัลที่เป็เพียงกำไลหยกเล็กๆน้อยๆมาให้ กำไลหยกที่บอบบางมีราคาแสดงให้เห็นว่าถ้าทุกคนยอมถอยให้ เช่นนั้นพระนางจะยังไว้ไมตรีจิต แต่ถ้าคิดจะสู้ต่อไป....เช่นนั้นจากกำไลหยกเป็วงสวยงาม อาจเปลี่ยนเป็กำไลหยกที่แตกเป็เสี่ยงๆก็ว่าได้!!
เหล่าสตรีที่ฉลาดมากมายเข้าใจเจตนาการจัดงานเลี้ยงวันนี้ทันที แม้ว่าพวกนางจะอยากกลับจวนแล้ว แต่ทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ที่สำคัญที่สุดก็คือ...ยังไม่ทันที่สตรีผู้อาสาออกไปทำการแสดงตามที่พระนางฮุ่ยเฟย้า จู่ๆขันทีที่อยู่ข้างนอกก็ประกาศเสียงดังสนั่น ทำเอาสตรีตัวน้อยมากมายต้องรีบลุกขึ้นยืนกันแทบจะไม่ทัน
“พระสนมเต๋อเฟยเสด็จแล้ว!!!”
“พระสนมเสียนเฟยเสด็จแล้ว!!!”
…………………………………