สวีข่ายเห็นิจูรับไข่ไปก็ถอนหายใจโล่งอกผู้หญิงคนนี้ใจง่ายอย่างที่คิด
สักพักเธอก็คงเสียดายไม่กล้ากินไข่แล้วสุดท้ายก็จะส่งคืนเขา
หลังจากนี้เขาก็แค่พูดคำหวานกับเธออีกหน่อยิจูก็คงไม่อยากแต่งงานกับเจียงตั่วผู้ชายหยาบกร้านคนนี้แล้ว!
สวีข่ายคิดเช่นนั้นพลันยกยิ้มและสาวเท้าเข้าไปใกล้ิจู แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไริจูก็หันหลังกลับและเดินตรงไปหาเจียงตั่วอย่างรวดเร็ว
เธอยัดไข่ต้มใส่มือเจียงตั่วพร้อมกับยิ้มตาหยี“ผู้กองเจียง เมื่อเช้าทำงานเหนื่อยแย่เลย เอาไข่ไปกินสิคะ”
บรรดาคนที่มามุงดูรอชมเื่สนุก“...”
สวีข่ายเกือบจะกัดฟันจนหัก!
เจียงตั่วพินิจมองิจูที่สูงแค่อกเธอ...ไม่ได้ชอบสวีข่ายหรอกหรือ?
แล้วทำไมถึงยกของที่สวีข่ายให้กับเขาล่ะ?แถมยังทำต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ไม่กลัวคนที่เธอรักขายหน้าเลยหรือ?
หรือเพราะเื่ก่อนหน้านี้เธอเลยโกรธที่สวีข่ายย้อนแผนเล่นงาน เลยจงใจแก้แค้น?
ขณะนี้สวีข่ายอับอายอย่างมาก เขารีบตามไปยืนข้างิจูแล้วพูดอย่างไม่พอใจ“จูจู ไข่นี้ฉันเอาให้เธอกิน ช่วยบำรุงร่างกาย ไม่ใช่เอาให้คนอื่น”
ิจูยืนอยู่ข้างเจียงตั่วหันกลับมามองเขาแล้วตอบอย่างใจเย็น “เมื่อก่อนฉันเคยสงสารนายเลยช่วยเหลือไปมาก แต่นายกลับพาคนอื่นมาแล้วใส่ร้ายฉันนายคิดว่าฉันเหมือนพวกอ่อนแอที่รังแกง่ายหรือ? ฉันจะบอกอะไรให้นะไข่นี่ไม่ใช่ของที่เอาให้ฉัน แต่นายกำลังคืนให้ฉันต่างหาก!
แล้วก็นะนายกินของฉันไปตั้งเยอะ อยากคืนก็ควรจะคืนมาให้หมดสิ! อ้อ จริงด้วยนายไม่มีของมาคืนใช่ไหม? งั้นก็จ่ายเงินคืนมาก็ได้ฉันคำนวณคร่าวๆ นายน่าจะต้องคืนฉันอย่างน้อยสิบหยวน!”
พูดจบเธอก็แบมือดูราวกับเป็เื่สมเหตุสมผลที่ต้องทวงถาม “อย่าพูดมากเอาเงินมา”
“ทำไม... เธอถึงไร้เหตุผลได้ขนาดนี้? ตอนที่เธอให้ฉันไม่ได้บอกให้ฉันต้องคืนสักหน่อย!”
ิจูเย้ยหยันอย่างดูถูก“ฉันไม่เคยพูดกับนายนะว่าของพวกนั้นให้เปล่า! นายโตขนาดนี้ยังเอาอาหารของคนอื่นไปกินฟรีๆ แล้วเอามาอ้างหน้าตาเฉยได้ยังไงกัน? อีกอย่าง นายก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าฉันกับผู้กองเจียงกำลังจะแต่งงานแต่ก็ยังจะมาตามวอแวฉันอีก อะไรกัน ตอนที่เทพบน์โปรยศีลธรรมลงมาบนโลกใบนี้ท่านกางร่มให้เฉพาะนายคนเดียวหรือไงนะ อะไรทำให้นายไร้ยางอายได้ขนาดนี้?”
สวีข่ายถูกิจูถามกลับรัวเร็วจนอายหน้าแดงก่ำ!
เขาเป็บัณฑิตจากในเมืองไม่จำเป็ต้องมาเถียงฉอดๆ กับสาวชาวบ้านปากร้ายคนนี้!
เขาหันหลังแล้วปีนขึ้นเนินดินิจูเห็นดังนั้น เธอก็จ้องมองตามแผ่นหลังของไอ้ผู้ชายหมาๆแล้วกอดอกเชิดหน้าพูดอย่างโอหัง “บัณฑิตสวีสิบหยวนนั่นนายจะคืนเมื่อไหร่? ตอนนั้นฉันจะได้สะสางบัญชีกับนายไม่งั้นต่อไปฉันเจอหน้านายที่ไหน ฉันจะด่าทุกครั้งไปเลย!”
สวีข่ายขึ้นไปบนคันดินหันขวับกลับมามองหญิงสาวที่ไร้เหตุผล แล้วก็หนีไปอย่างเร็วเหมือนหมาหางจุกตูด!
ิจูหันกลับไปมองเจียงตั่วร่างเล็กของเธออยู่ใต้เงาสูงใหญ่ของชายหนุ่ม เธอเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มจนตาหยี“เป็ไงบ้างคะผู้กองเจียง ฉันเถียงสู้คนเก่งไม่เลวเลยใช่ไหม?”
เจียงตั่วถึงกับพูดไม่ออก
การด่าคนกลางถนนจนอีกฝ่ายหนีไปแถมยังกล้าโอ้อวดอย่างหน้าตาเฉยได้ ไม่ว่าในยุคสมัยไหนทั่วโลกเธอก็คงจัดว่าเป็คนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ถ้าเป็เมื่อก่อนเขาคงทนดูการกระทำเช่นนี้ไม่ได้ แต่มาคราวนี้ ไม่รู้ทำไมกลับรู้สึกว่า... สะใจดี?
อาจจะเป็เพราะเขาไม่ชอบผู้ชายที่ใช้ชีวิตขอคนอื่นกินเหมือนสวีข่ายไม่เข้าใจจริงๆ ว่าิจูไปชอบอะไรในตัวชายคนนั้นได้
ไม่เข้าใจเลย...
เฉียวปินที่อยู่ด้านข้างหดคอ“อีกแล้ว เอาอีกแล้ว!”
เขาเหมือนได้เห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งหญิงสาวที่ชื่อิจูคนนี้ด่าคนอื่นเก่งจริงๆขนาดที่เขายังอยากจะจุดธูปภาวนาให้อนาคตของหัวหน้าเลย!
จากนี้หัวหน้าของเขาจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงนะถ้าที่บ้านมีเมียปากร้ายขนาดนี้!
เมื่อถึงเวลาเลิกงานทุกคนก็พากันขึ้นจากคันดินกั้นน้ำและกลับหมู่บ้าน
พอมาถึงทางแยกก่อนที่เจียงตั่วจะเดินไปคนละทางกับิจู เขาก็เรียกเธอไว้แล้วบอกว่าหากต่อจากนี้เธอได้รับมอบหมายให้มาทำงานที่คันดินกั้นน้ำอีกเธอไม่ต้องมาทำงานแล้วก็ได้
ิจูคิดว่าในเมื่อเจียงตั่วไม่ให้เธอทำงานอยู่แล้วเธอมาด้วยก็คงได้แต่นั่งรอจนเบื่อ แถมที่บ้านยังมีเื่ให้ทำอีกเยอะแยะเธอจึงตกลงตามนั้น
หลังจากกลับมากินข้าวเที่ยงและพักผ่อนอีกสักพักิชุนนีก็ออกไปทำงานต่อ
ิจูหยิบผ้าที่เพิ่งซื้อเมื่อวานออกมาก่อนหน้านี้เธอเคยวัดขนาดเสื้อของเจียงตั่วคร่าวๆเพื่อที่จะเอามาตัดเสื้อใหม่ให้เขา
ภายในห้องร้อนเกินไปเธอตัดแบ่งผ้าเสร็จแล้วก็มานั่งใต้ต้นหลิวใหญ่หน้าบ้าน รับลมในฤดูร้อนฟังเสียงจักจั่นร้อง และจดจ่ออยู่กับการเย็บผ้า
ในยุคปัจจุบันเธอเคยชินกับการซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปพอมาถึงยุคที่ต้องพึ่งพาตัวเองทุกอย่างเช่นนี้ เธอกลับรู้สึกว่า...ชีวิตที่ดำเนินไปช้าๆ ก็สบายใจดีเหมือนกัน
แต่เื่เดียวที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเลยก็คือ...เธอคิดถึงครอบครัว
ไม่รู้ว่าในยุคปัจจุบันเธอเป็ตายร้ายดีอย่างไรบ้าง?
เธอเป็ที่รักของคนในบ้านมาั้แ่เด็กถ้าเธอเสียชีวิตไปแล้ว... พ่อแม่และพี่ชายฝาแฝดคงจะเสียใจมากน่าดู!
ิจูไม่กล้าคิดอะไรต่อเธอยังไม่เจอวิธีที่จะกลับไปได้ในตอนนี้ คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเธอทำได้แค่ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวเท่านั้น
เสื้อผ้าในยุคนี้มีสไตล์ที่เรียบง่ายบ่ายวันนี้ิจูจึงเย็บเสื้อเชิ้ตสีขาวเสร็จหนึ่งตัว
เมื่อิชุนนีเลิกงานกลับมาิจูก็ยื่นกระด้งกลมที่สานด้วยไม้ไผ่ใส่เข็มกับด้ายไปให้“ป้าคะ ป้าเอาอันนี้กลับเข้าบ้านไปก่อนนะแล้วก็เอากับข้าวที่เหลือจากมื้อเที่ยงไปอุ่นกินก่อนเลย หนูจะไปหาเจียงตั่วเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
ิชุนนีพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ิจูทำการพับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ววิ่งไปยืนหน้าบ้านสองหลังที่อยู่ติดกับเขตที่พักบัณฑิต...
เจียงตั่วพักอยู่ที่นี่
เธอกำลังจะเคาะประตูแต่มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังเมื่อหันไปก็เห็นเจียงตั่วกับเฉียวปินกลับมาด้วยกัน
พอเห็นิจูมาหาเจียงตั่วก็ขยิบตาให้เฉียวปิน แล้วเฉียวปินก็รู้ความ รีบหลีกทางไป“หัวหน้าครับ พวกคุณคุยกันไปเลย ผมขอตัวออกไปเดินเล่นก่อน”
เมื่อเฉียวปินเดินออกไปไกลแล้วิจูก็ยิ้มแล้วเดินไปหาเจียงตั่ว จากนั้นยื่นเสื้อผ้าให้เขา...
“นี่ค่ะ ฉันทำให้คุณเมื่อบ่ายนี้เอง เอาไว้ใส่วันแต่งงาน ลองใส่ดูสิคะ”
เจียงตั่วรับมาแล้วเปิดดูเสื้อเชิ้ตสีขาวนี้ดูดีกว่าแบบที่ขายตามท้องตลาดมากบนกระเป๋าที่หน้าอกมีตัวอักษรปักด้วยด้ายสีน้ำตาล... เป็ตัวอักษรคำว่า‘เจียง (江)’
เขาค่อนข้างประหลาดใจทุกคนพูดกันว่าิจูไม่มีพ่อไม่มีแม่ ทำอะไรไม่เป็เลยแต่เธอกลับตัดเย็บเสื้อผ้าเก่งมาก!
ยิ่งกว่านั้น...ยังปักเป็ตัวอักษรได้ด้วยแม้คำว่าเจียงจะเป็ตัวอักษรที่เรียบง่ายแต่เขาก็ยังรู้สึกว่าิจูตรงหน้าเขาคนนี้ไม่ได้ดูเป็คนไร้การศึกษาอย่างคนในชนบททั่วไป
สายตาของเจียงตั่วลุ่มลึกขึ้นเขาไม่ปฏิเสธ หยิบเสื้อมาลองทาบกับตัว และพบว่าใส่ได้พอดี
เธอรู้ขนาดตัวของเขาได้อย่างไร?
ขณะที่เขากำลังจะถามอะไรบางอย่างทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากที่พักบัณฑิตซึ่งห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร...
“ขอโทษนะ ใครรู้ทางไปบ้านิจูบ้าง?”
ิจูก็ได้ยินเช่นกันแถมอีกฝ่ายกำลังเรียกชื่อเธออยู่
เธอเงยหน้าแล้วมองไปตามทิศทางของเสียงนั้นปรากฏว่าเห็นหญิงชราอายุประมาณหกสิบกว่าปีกับคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่กำลังจูงชายหนุ่มร่างผอมสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเแต่ผอมเหมือนลิงคนหนึ่งเดินมา
ชายคนนั้นหันหน้ามองไปรอบๆลูกตาหลุกหลิก บนใบหน้านั้นฉีกยิ้มโง่เง่า...
ดูแล้วไม่เหมือนคนปกติเลย
บัณฑิตหญิงสองคนถูกถามทางก็หันมามองิจูพร้อมกัน...