ที่ปรึกษาเส้าเฉิงและพ่อบ้านหวังยืนส่งชินอ๋อง
“ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ปิดประตูจวนไม่รับแขกไม่ว่าผู้มาเยี่ยมทั้งสิ้น”
“ถ้าส่งเพียงของกำนัลมาเล่าท่านอ๋อง”
“ไม่รับ ส่งกลับไปทั้งหมด ข้าป่วยพักรักษาตัวไม่พบปะผู้ใด”
“พะยะค่ะ”
องครักษ์กลุ่มหนึ่งที่ขี่ม้ารออยู่หน้าจวนทั้งหมดควบม้าตามหลังชินอ๋อง ชายชุดดำสองคนที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ห่างออกไป รีบะโถอยหายไปในความมืดประตูหน้าถูกดึงปิดสนิทไม้กั้นเอาไว้
จิ่วเหมยฮวาเดินไปหน้าห้องพักของจิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ติดกันเคาะเบาๆ ที่บานประตู
“จิ่วเอ๋อร์ เ้าอยู่หรือไม่”
ไม่มีเสียงจากด้านในจึงผลักบานประตูเข้าไปภายในด้านในไม่มีคน สิ่งของต่างๆวางเรียบร้อย ไม่มีกลิ่นกำยานที่ควรจะมี
“นางไปไหนของนาง สองวันนี้คล้ายจะไม่ได้เห็นนางเลย”
ปกติไม่ว่าจะเหนื่อยหรือยุ่งเพียงใดทุกวันจะต้องเข้ามาหาพูดเล่าเื่ที่พบเจอหรือความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งรอบตัวสองวันนี้มัวยุ่งกับการหลอมโอสถหรือว่าตนปล่อยปละละเลยไม่สนใจสหายเพียงคนเดียวเกินไปนางจึงไม่มาหาตน
จิ่วเหมยฮวาเดินออกมาที่ส่วนนอกของอารามนางเดินหาสักครู่ก็ได้พบกับนักพรตน้อยอายุประมาณแปดเก้าปีกำลังเก็บกวาดใบไม้จึงเดินเข้าไปสอบถาม
“นักพรตน้อย ท่านจำชายหนุ่มอีกคนที่มาพร้อมกับข้าได้หรือไม่”
“จำได้”
“สองวันมานี้ นักพรตน้อยได้พบเจอเขาบ้างหรือไม่”
“เมื่อเช้าวันก่อน ข้าเดินสวนกับเขาบนหลังเขาสะพายตะกร้าเก็บสมุนไพรไปด้วยดูเหมือนจะออกไปทีู่เา”
“ูเา”
“ใช่ ่เวลาก่อนที่จะที่มีเสียงฟ้ารุนแรงสักครึ่งชั่วยามน่าจะเป็่เวลานั้น”
“ขอบคุณขอรับ”
จิ่วเหมยฮวากลับมาที่ห้องพัก เรียกเสี่ยวไป๋ให้ออกมาทันที
“เสี่ยวไป๋ เ้าลองเข้าไปในป่าตรวจสอบดูให้ข้าที จิ่วเอ๋อร์นางเข้าไปในป่าั้แ่เมื่อวันก่อนตรวจให้ละเอียดว่านางอยู่ไหน”
“ท่านแม่ไม่ต้องเข้าไปหาถึงในป่าหรอก ตอนนี้พลังข้าเพิ่มมากขึ้นแล้วจากขอบเขตการััของข้าในระยะร้อยลี้ไม่มีกลิ่นไอของท่านน้าจิ่วเอ๋อร์เลยขอรับ”
“แปลก”
“ใช่ขอรับ กลิ่นไอของนางหยุดแค่ที่ป่าบนเขาหลังอารามเท่านั้นคล้ายหายวับไปเลย”
“ข้าจะรอนางถึงวันพรุ่งนี้เดิมทีการรบจบสิ้นแล้วคนที่้าความช่วยเหลือก็ลดน้อยลงข้า้าชวนนางเดินทางกลับอารามแต่นางกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยบางทีข้าอาจจะต้องกลับไปลำพัง”
“ท่านแม่ ข้าสามารถจำแลงกายเดินทางเป็เพื่อนท่านได้ ดีไหมขอรับ”
“ได้”
หลังจากนั้นสองวันกลายเป็ภาพที่ด้านหลังเป็ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาสง่างามสวมชุดขาวเดินอย่างเรื่อยๆไม่เร่งรีบ ด้านหน้ามีเด็กชายรูปร่างอ้วนป้อมอายุราวสี่ห้าขวบ ผิวขาวผมรัดเป็ซาลาเปาสองก้อน หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูสวมชุดตัวในสีขาวชุดคลุมตัวนอกสีขาวขลิบแดงปักลวดลายัด้วยด้ายสีเงินสวยงามะโโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจอยู่เบื้องหน้า
“ท่านแม่ ท่านแม่”
จิ่วเหมยฮวาขมวดคิ้วกับเสียงเรียกของเด็กชายตัวน้อยั้แ่เลื่อนระดับพลังขึ้นพลังจิติญญากล้าแข็งขึ้นกว่าเดิมย่อมส่งผลให้พลังจิติญญาของัน้อยเพิ่มมากขึ้นด้วยเขาสามารถเนรมิตร่างกายมนุษย์ได้แล้วไม่้าอุดอู้อยู่เช่นเดิมอยากออกมาจากมิติจิต วันนี้เป็วันที่มีความสุขที่สุดในรอบหลายร้อยปีได้ััสายลมและแสงตะวันทั้งมีตัวตนขึ้นมาจึงวิ่งไปมาดูนั่นดูนี่ไม่หยุด
“เ้าเลื่อนระดับพลังแล้วสินะ”
“ขอรับ ทุกครั้งที่ท่านเลื่อนระดับพลังจิติญญาของข้าก็จะฟื้นพลังกลับมาด้วย ข้าสามารถปกป้องท่านได้ช่วยงานท่านได้แล้วนะท่านแม่”
คิ้วเรียวขมวดมุ่นมากกว่าเดิมนางอาจคิดผิดที่อนุญาตให้เขาได้ออกมาปรากฎตัวเช่นนี้เพราะเ้าัน้อยช่างพูดนักทำให้บรรยากาศรอบตัวนางขาดความเงียบสงบที่คุ้นชินั้แ่ออกมาจากมิติก็พูดยังไม่หยุดั้แ่มาอยู่ในร่างนี้ตนเองก็กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า้าตัดขาดจากความวุ่นวายต่างๆทั้งร่างนี้ก็ไร้ญาติขาดมิตรจึงตั้งใจมุ่งสู่การบำเพ็ญเพียงอย่างเดียวเ้าเด็กนี่กำลังทำให้อารมณ์ที่ผ่านการฝึกฝนสั่นไหวเดิมทีก็พยายามตัดอารมณ์ทั้งสี่(รัก โลภ โกรธ หลง) วางจิติญญาให้มีความเมตตากับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายแล้ว
“เสี่ยวไป๋ เ้าหุบปากนั่นได้ไหม พูดให้น้อยหน่อย”
เด็กน้อยหยุดปากที่กำลังจะพูดทันทีฟันขบเม้มริมฝีปากล่าง พ่องแก้มมองค้อนแล้วสะบัดหน้างอนไปด้านข้าง มีเสียงเล็กๆลอดออกมาเบาๆ
“ท่านแม่ใจร้าย ข้าพึ่งได้ออกมาจิตใจย่อมยินดีจึงระบายความอัดอั้นตันใจใน่หลายร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้น"
“ท่านแม่ ท่านเลื่อนพลังแล้ว ได้ลองเปิดอ่าน คัมภีร์ไร้อักษร ได้บ้างหรือยังขอรับ”
“อืม”
แค่นั้นเองหรือยังไง คืออะไร เขาไม่เข้าใจ อ่านได้หรืออ่านไม่ได้แล้วยังไงต่อทำไมพูดกับเขาน้อยนัก ไม่มีอารมณ์ไม่มีความรู้สึกหรืออย่างไร
“ท่านแม่ ท่านเคยวัดระดับพลังบ้างหรือไม่ ว่าท่านมีพลังในระดับใดหรือขอรับ”
“ไม่”
“ข้าว่าท่านน่าจะลองดูนะขอรับ”
“ไม่จำเป็”
สำหรับจิ่วเหมยฮวาระดับพลังจิติญญาเป็เพียงผลที่ได้จากการการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเป็บันไดที่ใช้ในการรักษาเส้นทางความสงบเท่านั้นไม่จำเป็ต้องรับรู้ระดับ หรือเปรียบเทียบกับใครทั้งสิ้นนางมองัในร่างเด็กชายตัวน้อยวิ่งวุ่นไปมาพลางขมวดคิ้ว
“ท่านแม่ ในมิติข้าเคยเห็นหินจิติญญาวางอยู่มุมใดมุมหนึ่งหากวันใดท่านสนใจเราไปใช้มันได้นะขอรับ”
เสี่ยวไป๋จำเป็ต้องเงียบลงเพราะได้รับสายตาอันนิ่งเรียบส่งมาแสดงออกว่า้าความเงียบจากเขา
เมื่อความเงียบสงบกลับมาจิ่วเหมยฮวาจึงเริ่มทบทวนสิ่งที่ตนได้มองเห็นจากคำภีร์ไร้อักษรส่วนแรกที่สามารถเปิดได้นั้นมีรูปภาพแสดงท่าทางวิชาการต่อสู้มากมายแบ่งออกเป็การฝึกฝนด้านจิติญญาขั้นสูง และการปรุงโอสถขั้นสูงในชาติภพก่อนนางมีความทรงจำดีเยี่ยมทุกสิ่งที่ผ่านตาสามารถจดจำได้ทันเป็ข้อดีที่นางชื่นชอบไม่จำเป็ต้องเสียเวลาอ่านทบทวนไปมาหลายๆครั้งเหลือเพียงนำมาสร้างทักษะให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อพลังเพิ่มขึ้นขอบเขตกว้างมากกว่าเดิมจิ่วเหมยฮวาเริ่มมองหาวิธีการที่จะใช้พื้นที่ในมิติวางแผนไว้ก่อนคร่าวๆสมุนไพรที่เก็บสะสมไว้ถูกวางไว้หลายจุดจำเป็ต้องทำการเพาะปลูกลงดินบ่อน้ำก็มีแล้วในอนาคตอาจมีขนาดมากกว่านี้ไม่ต้องกลัวจะไม่พอรดน้ำพวกต้นสมุนไพรขยายพื้นที่ปลูกสร้างเรือนให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อใช้ฝึกฝนพลังทั้งไม่มีผู้คนรบกวนและหลีกเลี่ยงปัญหามากกมายเสี่ยวไป๋บอกทุกอย่างในนี้จะกว้างมากกว่าเดิมทุกครั้งที่ระดับเลื่อนขึ้นคงต้องเริ่มใช้ประโยชน์จากพื้นที่ซักที
ระหว่างทางถ้าพบเจอคนป่วยนางก็จะช่วยรักษาเมื่อหยุดพักก็ตั้งสมาธิเข้าไปในมิติจิตเพื่อจัดสรรพื้นที่เป็ส่วนๆ ทันที ส่วนแรกแบ่งไว้เป็พื้นที่สร้างเรือนขนาดเล็กพื้นที่ส่วนลานกว้างสำหรับการฝึกฝน และพื้นที่ส่วนปลูกพืชกำหนดจิตให้เกิดภาพสระน้ำให้กว้างออกไปล้อมรอบด้วยพื้นที่รอการปลูกคงต้องใช้พืชสมุนไพรที่เดิมขุดจากูเาวางทิ้งไว้ริมน้ำยังดีที่ไม่เหี่ยวแห้งจากนั้นเริ่มลงมือปลูก เวลาผ่านไปนานจนภายนอกฟ้าสางนางจึงหยุดมือยืนมองแปลงสมุนไพรที่จัดเป็แนวกลับออกมาพบกับเสี่ยวไป๋ที่ยืนด้านหน้าเตียงนอนด้วยรอยยิ้มเ้าัน้อยไม่ติดตามกลับเข้าไปในมิติบอกเพียงว่าจะดูแลความปลอดภัยให้ยามที่นางเข้ามิติจิตเท่านั้น
“เป็อย่างไรบ้างขอรับ”
“ไว้เ้าเข้าไปดูตอนนี้ทานอาหารแล้วเราจะออกตามหาข่าวคราวและจิ่วเอ๋อร์กัน”
“ขอรับ”
หออวี๋เซียวหยาหอโคมเขียวอันดับหนึ่งในเมืองหลวงหากกล่าวถึงความงดงามอันดับหนึ่งไม่ว่าสตรีหรือบุรุษล้วนต้องมาที่นี่ภายใต้บรรยากาศหอมกรุ่นของดอกไม้และแป้งชาดแต่งหน้า มีเสียงของสาวงามและหนุ่มงดงามพูดจาตอบโต้แขกหนุ่มไปมาอีกทั้งเสียงดนตรีพร้อมการร่ายรำอันอ้อนช้อยในโถงต้อนรับ
ก่อนแอบออกเดินทางจากเมืองหลวงหนึ่งคืน ชินอ๋องได้ไปที่นี่เปลี่ยนแปลงการแต่งกายให้มองดังเช่นบุรุษที่มีเงินมีชื่อเสียงภายในเมืองหลวงทั่วไปมีองครักษ์ข้างกายสองคนจองห้องพิเศษเขาเรียกพบชายงามอันดับหนึ่ง จางหยงเหลียน
“ตราประทับบนข้อมือของข้า น่าจะเกี่ยวข้องกับพลังจิติญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป”
ไป๋จินหลงพลิกข้อมือไปมาสัญลักษณ์เริ่มปรากฏมองเห็นได้จางๆ ั้แ่เ็ปปางตายในครั้งล่าสุดหลัง
“นับเป็เื่ดีไม่ใช่หรือ จากเดิมทีมีเพียงวิทยายุทธที่ใช้ในการรบเพื่อบ้านเมืองและป้องกันตนเองได้เท่านั้น”
“อืม ตอนนี้กล้ามเนื้อและประสาทการรับรู้ของข้าดีขึ้นกว่าเดิมมาก”
“เช่นนั้นเ้าก็เสาะหาผู้รู้สักคนช่วยแนะนำวิธีการควบคุมพลังและการนำไปใช้ให้เ้า”
“คนทั่วไปคงช่วยข้าไม่ได้ถ้าเกิดความผิดพลาดเกรงว่าคงาเ็หนักหรือไม่ก็เสียชีวิต”
“ข้าไม่คิดว่าเ้าจะกลัว แต่เอาเถอะในเมื่อเ้าจะไปตามหาคนเ้าอาจโชคดีถ้าคนผู้นั้นเป็เซียนตามที่ชาวบ้านเชื่อ”
“ก็ไม่แน่ว่าจะดีสำหรับข้า”
ร่วมดื่มสุรานานครึ่งชั่วยามแล้วก็จากไป
ในวัยเยาว์ต้องไปเป็ตัวประกันเมื่อกลับมาจากต่างแดน องครักษ์ประจำตัวทั้งหมดก็ถูกสั่งให้กระจายตัวออกไปอยู่ประจำในที่ลับเพื่อให้การเคลื่อนไหวของเขาไม่เป็จุดเด่นให้ศัตรูหาโอกาสทำอันตรายเขาได้การระวังตัวอยู่เสมอกลายเป็ความเคยชินไม่ว่าจะทำอะไรต้องตรวจสอบเสมอ
ก่อนหน้าที่จะออกเดินทางเขาได้ส่งกองกำลังส่วนตัวออกสืบหาเป็การลับๆเมื่อรู้เส้นทางที่ชัดเจนก็รีบเร่งไปยังจุดหมายพร้อมเฮ่ยฉีองครักษ์ประจำตัว(พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทั้แ่เยาว์วัย)
โถงสักการะของอารามชิวเยว่ปกติในแต่ละวันก็แทบไม่มีชาวบ้านเดินขึ้นมาจึงมีบรรยากาศที่เงียบสงบมีเพียงควันธูปลอยจางๆอยู่ทั่วไป เมื่อชินอ๋องมาถึงพบเพียงนักพรตน้อยกำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดถูพื้นไร้ผู้มากราบไหว้ บนโต๊ะมีเพียงควันธูปที่ลอยเหนือกระถางธูป ส้มหนึ่งจานเขารีบเดินทางมาไม่ได้หยุดพักเปลี่ยนม้าเพียงชั่วคราวก็เดินทางต่อจึงรีบขยับเข้าไปถามทันที คาดหวังว่าจะได้พบคน
“นักพรตน้อย ไม่ทราบว่าเ้าพอจะมีเวลาตอบคำถามข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่”
เฮ่ยฉีเป็คนส่งเสียงถามออกไปทันทีที่หลังจากที่นักพรตหยุดมือแล้วหันกลับมาทักทายกับคนทั้งสอง
“ท่านทั้งสอง้าสอบถามสิ่งใด”
“ไม่ทราบว่า ที่อารามนี้มีชายหนุ่มสองท่าน ใบหน้าตางดงาม ท่าทางสง่างามทั้งยังใจบุญชอบช่วยเหลือชาวบ้านมาพักอาศัยบ้างหรือไม่”
“มี น่าจะเป็คนที่ท่านทั้งสองกล่าวถึง ไม่ทราบว่าท่านทั้งสอง…….."
นักพรตน้อยเอียงคอมองด้วยความสงสัย
“นายท่านของข้าเคยได้รับการช่วยเหลือจากท่านทั้งสองจึงเดินทางมาเพื่อขอบคุณไม่ทราบว่าท่านทั้งสองอยู่หรือไม่”
“เช่นนั้นท่านก็มาไม่ทันเสียแล้ว เมื่อเช้าทั้งสองท่านนั้นได้มากล่าวลากับพระอาจารย์เดินทางจากไปแล้ว”
“ไม่ทราบว่า พอจะทราบหรือไม่ว่าพวกเขาเดินทางไปทางทิศทางใด”
“คล้ายๆ จะพูดถึงอาราม อาจารย์ อืม ใช่ๆ พวกเขาเดินทางกลับไปพบอาจารย์”
เฮ่ยฉีหันกลับไปมองสีหน้าของคนด้านข้างที่ตอนนี้เย็นเฉียบมีเพียงแววตาที่บอกได้เพียงผิดหวังกระพริบตาเดียวก็กลับสู่ปกติ
“ช่างรีบเร่งจริงๆ ไม่ฟังข้าพูดให้จบเสียก่อน ช่างเถอะ”
นักพรตน้อยมองตามชายหนุ่มสองคนที่เดินออกไปทันทีโดยไม่ฟังต่อตนยังไม่ได้กล่าวเพิ่มว่าคนหนึ่งหายไป ทั้งยังมีเด็กน้อยเพิ่มมากอีกคนช่างเถอะไม่ใช่เื่ของตนสักหน่อย จึงก้มตัวกวาดพื้นเช็ดพื้นต่อไป
“ทรงจะกลับจวนหรือตามพวกเขาต่อพะยะค่ะ”
“ตาม”
ชายป่าชินอ๋องทอดสายตามองไปที่ลำธารน้ำด้านหน้าเขารีบเร่งเดินทางมาทันทีที่ทราบข่าวด้วยกลัวจะไม่ได้พบ แต่ก็ยังไม่ทันยามนี้ได้รับรู้เพียงทิศทางที่ทั้งสองเดินทางจากไปเขาก็รีบตามไปทันที ติดตามด้วยฝีเท้าม้าหรือจะเท่าความเร็วผู้ฝึกตนของจิ่วเหมยฮวาและัไป๋หลง
“ท่านอ๋อง พวกเราใช้ม้าตามมาสองวันยังไร้วี่แววพวกเขา”
“ส่งองครักษ์ออกไปสืบหาเส้นทางที่พวกเขาเดินทางข้าไม่เชื่อว่าสองคนที่หยุดรักษาคนไปเรื่อยกับพวกเราที่ขี่ม้าตามจะไม่สามารถไล่ทันพวกเขาได้”
เฮ่ยฉีมองเ้านายและสหายในวัยเยาว์รู้นิสัยอีกฝ่ายดีว่าไม่มีทางละทิ้งเป้าหมายของตนในเมื่อออกปากว่า้าพบคงต้องตามจนได้พบจึงจะหยุด
“ท่านอ๋องเส้นทางนี้จำเป็ต้องผ่านป่าหมื่นอสูรซี่จู ด้านหน้ามีหมู่บ้านของนักล่าอสูรซี่จูพวกเราจะเข้าไปแวะพักในเขตหมู่บ้านหรือไม่พะยะค่ะ”
“ไม่ เลี่ยงหมู่บ้านหาที่พักในชายป่าติดกับเขตป่าหมื่นอสูรซี่จู”
“พะยะค่ะ”
ทั้งหมดขี่ม้าเลี่ยงไปตามเส้นทางสายรองเข้าไปในชายป่าที่ติดกับเขตป่าหมื่นอสูรซี่จู