บันทึกผู้พลิกสามภพ

    ตอนที่ 29: ย่ำเหยียบโลกหล้า และเงาทำลายล้างที่คืบคลาน

       เสียงฝ่าเท้าของหลินเฟิงก้าวออกจากปากอุโมงค์ใต้ดินของตำหนักมังกรอุดร แสงแดดยามสายสาดกระทบใบหน้ากากเหล็กสะท้อนประกายวาววับ บรรยากาศเหนือนครหลวงตี้ตูในยามนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง ฝุ่นควันจากการต่อสู้เมื่อค่ำคืนก่อนถูกสายลมพัดพาไปจนเกลี้ยงเกลา ท้องฟ้ากว้างขวางทอประกายสีครามใส ทว่ากลิ่นอายแห่งความหวาดระแวงและความเงียบงันกลับแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ราวกับราษฎรและเหล่าผู้ฝึกตนทุกคนต่างกำลังกลั้นหายใจเพื่อรอคอยคำพิพากษาจากผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

    หลินเทียนห่าวนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินที่ยังหลงเหลือรอดจากแรงระเบิด รอบกายของเขาแผ่ขยายม่านพลังงาน "สัจธรรมเก้าสวรรค์คุ้มครอง" สีทองจาง ๆ ที่หลินเฟิงกางทิ้งไว้ให้ ใบหน้าของอดีตแม่ทัพใหญ่เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว ทะเลวิญญาณที่เคยฉีกขาดได้รับการปลอบประโลมจากปราณบริสุทธิ์ของลูกชาย เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินออกมา เขาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาแฝงความประหลาดใจชั่ววูบ

    "เฟิงเอ๋อร์... เจ้าเปลี่ยนไปอีกแล้วรึ?" หลินเทียนห่าวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานลุ่มลึก ในฐานะอดีตยอดฝีมือผู้เจนจัด เขาสัมผัสได้ทันทีว่ากลิ่นอายรอบตัวของลูกชายในยามนี้ไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราดเหมือนตอนที่สังหารมู่หรงคัง ทว่ามันกลับลึกซึ้งและกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบตัวจนน่ากลัว ราวกับว่าหากหลินเฟิงหลับตาลง ร่างกายของเขาจะเลือนหายไปจากโลกนี้ทันที

    "ข้าพบบางสิ่งในคลังหลวงครับท่านพ่อ มันช่วยขัดเกลารากฐานพลังมรรคาภพของข้าให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น" หลินเฟิงตอบเสียงเรียบ พลางปลายสายตามองไปทางด้านหน้าพระราชวังหลวง ซึ่งยามนี้มีกลิ่นอายปราณแปลกปลอมจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอยู่ "ดูเหมือนว่า แขกเหรื่อที่มารอพบเรา... จะเริ่มหมดความอดทนแล้ว"


    นอกประตูกำแพงวังหลวงที่พังทลาย กองทัพพยัคฆ์คำรามของแม่ทัพใหญ่เฉาเซียนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ ทหารราบหนักนับหมื่นนายในชุดเกราะเหล็กเงาวับถือโล่ยักษ์และทวนยาวตั้งค่ายกลสกัดกั้นอย่างแน่นหนา ไอสังหารและปราณทหารกลั่นตัวเป็นรูปเสือโคร่งขนาดยักษ์ลอยเด่นอยู่เหนือค่ายทหาร บ่งบอกถึงความหลากหลายในการรบและระเบียบวินัยขั้นสูง

    เฉาเซียนนั่งอยู่บนหลังอาชาศึกพันธุ์อสูรสีดำสนิท ดวงตาเรียวเล็กจับจ้องไปยังเศษซากปรักหักพังภายในวังด้วยความโลภและหวาดระแวง ข้างกายของมันคือรถม้าหรูหราของสมาคมการค้าหมื่นโอสถ ซึ่งเสิ่นว่านซานพึ่งก้าวลงมาร่วมสังเกตการณ์

    "ท่านประธานเสิ่น เจ้าคิดว่าแปดโลกันตร์ล่องหนแห่งแดนเหนือจะจัดการไอ้เด็กนั่นได้หรือไม่?" เฉาเซียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงต่ำพลางลูบด้ามดาบใหญ่ที่ข้างเอว

    เสิ่นว่านซานหมุนแหวนหยกในมือช้า ๆ ใบหน้าอวบอ้วนไร้ร่องรอยความรู้สึก "แม่ทัพเฉา แปดโลกันตร์ล่องหนไม่เคยทำงานพลาด พวกมันขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของศาสตร์ลอบสังหารและการประสานค่ายกล ต่อให้หลินเฟิงเป็นอัจฉริยะขอบเขตสวรรค์ ทว่าหลังจากผ่านศึกหนักมาทั้งคืน ลมปราณแห้งขอด ยามต้องเผชิญกับการรุมสกรัมจากยอดฝีมือครึ่งก้าวสู่สวรรค์แปดคน... โอกาสรอดนับว่าริบหรี่"

    *ตึก... ตึก... ตึก...*

    ทันใดนั้น เสียงฝ่าเท้าที่แผ่วเบาทว่าสม่ำเสมอดังแว่วมาจากภายในซากวังหลวง เสียงนั้นไม่ได้ดังสนิท ทว่ามันกลับแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของผู้ฝึกตนทุกคนในบริเวณนั้นอย่างน่าประหลาด ปราณทหารรูปเสือโคร่งขนาดยักษ์ของกองทัพพยัคฆ์คำรามพลันส่งเสียงครางหงิงและสลายตัวไปในพริบตาปานหนูเจอแมว!

    "อะไรกัน?!" เฉาเซียนเบิกตากว้าง มือที่จับด้ามดาบสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

    เงาร่างของเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีดำ หน้ากากเหล็กเรียบเฉย ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกควันช้า ๆ มือทั้งสองข้างของเขาไพร่หลัง ท่าทางเดินเหินสบายอารมณ์ปานกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ไร้ซึ่งร่องรอยอาการบาดเจ็บ ไร้ซึ่งคราบโลหิต และที่สำคัญที่สุด... ไร้ซึ่งร่องรอยของแปดโลกันตร์ล่องหน!

    เสิ่นว่านซานเห็นภาพนั้นถึงกับทำแหวนหยกในมือหลุดร่วงลงพื้นเสียงดัง *แกร๊ก* ดวงตาของพ่อค้าผู้เจนโลกสั่นระริกด้วยความเหลือเชื่อ "เป็นไปไม่ได้... แปดโลกันตร์ล่องหนล่ะ? หรือว่า... พวกมันถูกกำจัดหมดแล้ว?!"


    หลินเฟิงเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากองทหารนับหมื่นนายอย่างโดดเดี่ยว ทว่าแรงกดดันวิญญาณที่มองไม่เห็นรอบตัวเขากลับบีบอัดจนทหารราบหนักแถวหน้าสุดต้องก้าวถอยหลังไปหลายก้าว เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังวุ่นวาย แววตาสีทองภายหลังหน้ากากเหล็กจับจ้องตรงไปยังแม่ทัพใหญ่เฉาเซียน

    "แม่ทัพเฉา..." หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากังวานไปทั่วบริเวณ "เจ้าคุมกำลังทหารหมื่นนายล้อมวังหลวงในยามนี้ คิดจะสืบทอดเจตนารมณ์ของทรราชมู่หรงคัง หรือคิดจะตั้งตนเป็นกบฏต่อแผ่นดินต้าเซี่ย?"

    คำพูดเพียงประโยคเดียว แฝงไปด้วยรังสีมังกรจักรพรรดิอันบริสุทธิ์เข้มข้น บีบคั้นจนอาชาศึกพันธุ์อสูรของเฉาเซียนตื่นตกใจจนยกขาหน้าขึ้นฟาดอากาศ ร้องคำรามด้วยความกลัว เฉาเซียนต้องใช้ปราณขอบเขตแก่นแท้ขั้นสูงสุดกดมันไว้ ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวสลับขาว มันรู้ดีว่ายามนี้หากมันสั่งบุก ทหารหมื่นนายนี้อาจจะกลายเป็นเพียงเศษเนื้อใต้ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มตรงหน้า

    เฉาเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก รีบพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นทันที "คุณชายหลินโปรดเข้าใจผิด! ข้าเฉาเซียนและกองทัพพยัคฆ์คำรามจงรักภักดีต่อแผ่นดินเสมอมา! ที่พวกเรายกทัพมาในยามนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายแก่ราษฎรหลังจากที่ราชวงศ์มู่หรงล่มสลาย ยามนี้เมื่อคุณชายหลินกวาดล้างทรราชเสร็จสิ้น กองทัพของข้าย่อมพร้อมรับคำสั่งจากท่าน!"

    ความหลากหลายของเล่ห์เหลี่ยมขุนศึกถูกขุดออกมาใช้เพื่อรักษาชีวิต เฉาเซียนยอมก้มหัวให้เด็กหนุ่มรุ่นลูกเพื่อรอโอกาสในอนาคต

    หลินเฟิงมองความดิ้นรนนั้นด้วยสายตาเฉยชา "ดี... ย้ายกองทัพของเจ้าไปตั้งมั่นที่ชายแดนทางเหนือ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกมาร หากมีสิ่งใดผิดปกติ จงรายงานมาที่ตระกูลหลินทันที"

    "รับบัญชา!" เฉาเซียนรีบลุกขึ้น สั่งถอยทัพอย่างรวดเร็วปานกระแสน้ำหลาก ไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

    ### พันธมิตรแห่งผลประโยชน์: สมาคมการค้าหมื่นโอสถ

    เมื่อกองทัพถอยไปแล้ว เหลือเพียงเสิ่นว่านซานที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม พ่อค้าใหญ่รีบปรับเปลี่ยนสีหน้า ยิ้มแย้มแจ่มใสปานเห็นญาติสนิท เขา ก้าวเข้ามาหาหลินเฟิงพร้อมกับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

    "คุณชายหลินเฟิง... วีรกรรมในค่ำคืนเดียวทลายราชวงศ์ ทั่วทั้งทวีปแดนใต้จะต้องสะท้านเลื่อนลั่นอย่างแน่นอน" เสิ่นว่านซานเอ่ยชื่นชม "ข้าเสิ่นว่านซาน ในนามของสมาคมการค้าหมื่นโอสถ ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะของตระกูลหลิน และนี่คือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของท่านแม่ทัพใหญ่หลินเทียนห่าวครับ"

    เขาสะบัดมือเรียกกล่องไม้หยกสามกล่องออกมา ภายในบรรจุสมุนไพรวิญญาณเก้าใบตานและโอสถฟื้นฟูชีพจรระดับสวรรค์อย่างที่เตรียมไว้ สมบัติเหล่านี้มีความหลากหลายในสรรพคุณและมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่เมืองเล็ก ๆ จะหาได้

    หลินเฟิงปรายสายตามองของขวัญเหล่านั้น ก่อนจะสะบัดมือรับมันไว้โดยไม่ปฏิเสธ "ท่านประธานเสิ่น... ข้าชอบทำการค้ากับคนฉลาด ตระกูลหลินต้องการทรัพยากรจำนวนมากเพื่อซ่อมแซมรากฐาน และข้าเชื่อว่าสมาคมของท่านสามารถจัดหาให้ได้"

    "ย่อมได้แน่นอนครับ! ขอเพียงคุณชายหลินต้องการ สมาคมหมื่นโอสถพร้อมเป็นเบื้องหลังด้านทรัพยากรให้ตระกูลหลินอย่างเต็มที่!" เสิ่นว่านซานดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดี การเดิมพันครั้งนี้ของเขาสำเร็จงดงาม ตระกูลหลินยามนี้เปรียบเสมือนพญามังกรตัวใหม่ที่กำลังจะผงาดครองแผ่นดินต้าเซี่ย


    ในขณะที่สถานการณ์ในเมืองหลวงตี้ตูเริ่มเข้าสู่ความสงบชั่วคราว ภายใต้การควบคุมของตระกูลหลินและพันธมิตรใหม่ ทว่าห่างออกไปทางเหนือหลายหมื่นลี้... ณ ใจกลางนิกายมารสวรรค์ล่องหน

    *เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!*

    เสียงป้ายวิญญาณสลักชื่อของแปดโลกันตร์ล่องหนที่ตั้งอยู่ในศาลารายชื่อ พลันแตกกระจายพร้อมกันทั้งแปดแผ่น เศษหินหยกสีดำร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้ดูแลศาลา

    "รายงานท่านเจ้าสำนัก! ป้ายวิญญาณของแปดโลกันตร์... แตกสลายหมดแล้วครับ!"

    บนบัลลังก์กระดูกอสูร **"จอมมารล่องหน อินเฉวียน"** ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวเหมือนครั้งก่อน ทว่ามันกลับนิ่งสนิทจนดูน่าสยดสยอง ปราณมารสีม่วงรอบตัวของมันควบแน่นจนกลายเป็นหยาดน้ำค้างพิษหยดลงบนพื้นศิลา

    "แปดคน... ตายพร้อมกันในพริบตา" อินเฉวียนเอ่ยเสียงต่ำลึก "ไม่ใช่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ทว่าเป็นการถูกบดขยี้ด้วยพลังที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง... หลินเฟิง เจ้าหนูตระกูลหลินผู้นี้ ครอบครองความลับที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก"

    มันลุกขึ้นยืน ชายเสื้อคลุมมารสะบัดพลิ้ว แผ่กลิ่นอายทำลายล้างที่หลากหลายออกมาข่มขวัญผู้คน "เห็นที... ข้าคงต้องออกเดินทางไปยังแคว้นต้าเซี่ยด้วยตนเองเสียแล้ว ศิลาสามภพและเศษอักษรอนัตตา... สิ่งเหล่านั้นต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"

    วิกฤตการณ์ครั้งใหม่ที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมกำลังเริ่มก่อตัวขึ้น และเป้าหมายของมันพุ่งตรงมายังเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กผู้พลิกสามภพอ

    ย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!



    นิยายแนะนำ