นายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 34 สุราราคาสูงลิบ !

    ตอนที่ 34 สุราราคาสูงลิบ !


    เยี่ยงไรก็ตาม หลี่เฉินอันสังเกตเห็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ดูมีสถานะพิเศษกว่าใครยืนอยู่ไม่ไกลจากตรงหน้าเขามากนัก และในบรรดากลุ่มคนเหล่านั้น ก็มีแม่นางรูปโฉมสะคราญตาผู้นั้น ที่เขาเคยพบนางมาแล้วสองครั้งยืนอยู่ด้วย


    เมื่อมองแวบแรก เสื้อผ้าอาภรณ์ของพวกเขาล้วนไม่เหมือนกับคนธรรมดา พวกเขาอาจเป็นบุตรของพ่อค้าผู้มั่งคั่งหรือไม่ก็ขุนนางระดับสูง


    คนเหล่านี้คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แท้จริงของเขา เพราะพวกเขาทั้งอายุน้อย ร่ำรวยและอยู่ในแวดวงชนชั้นสูง แต่มีประสบการณ์น้อย และหลอกง่าย !


    เขายังมองเข้าไปในฝูงชนและรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่เห็นขันทีรูปงามผู้นั้น


    แท้จริงแล้วเขาหวังว่าจะได้พบกับขันทีหนุ่มรูปงามผู้นั้นอีกครั้ง


    หากเขานำสุรามอบให้ขันทีหนุ่มผู้นั้นสักไหหนึ่ง และหากเขาชอบดื่มมันขึ้นมา เช่นนั้นสถานะของเขาในหอลี่จิ้งก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น


    หากขันทีผู้นั้นนำสุรานี้ไปถวายให้องค์ฮ่องเต้……ไม่แน่ว่าเขาอาจได้มีโอกาสเห็นว่าองค์จักรพรรดิในหน้าประวัติศาสตร์จะมีหน้าตาเยี่ยงไร 


    น่าเสียดายที่เขาไม่มา


    ถึงเยี่ยงไรเขาก็เป็นผู้นำของหอลี่จิ้ง เขาคงกลับเมืองหลวงไปแล้วกระมัง


    “ทุกท่าน” หลี่เฉินอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังและหนักแน่นอีกครั้ง “อันดับต่อไปขอเชิญท่านนักปราชญ์อาวุโสฮัวตัดริบบิ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ร้านสุราแห่งนี้ ! ”


    ตัดริบบิ้น ?


    ตัดริบบิ้นคือสิ่งใดกัน ?


    ในขณะที่ทุกคนกำลังประหลาดใจอยู่นั้น หลี่เสี่ยวฮวาก็ได้ย้ายม้านั่งตัวหนึ่งออกมาจากด้านในร้าน 


    หลี่เฉินอันพยุงฮัวม่านถิงให้ขึ้นไปยืนบนม้านั่งนั้น ส่วนชุ่ยฮวาก็ได้นำกรรไกรออกมาจากในร้านแล้วยื่นให้ฮัวม่านถิง 


    ฮัวม่านถิงรู้สึกแปลกใหม่เช่นกัน !


    เพราะถึงเยี่ยงไรเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดต้องตัดริบบิ้น เขารู้เพียงว่าหลี่เฉินอันขอให้เขาทำเช่นนี้


    เขาเงยหน้าขึ้นไปมองทับหลังบนขอบประตู แล้วยื่นกรรไกรออกไป จากนั้นสายตาของทุกคนจึงจับจ้องไปยังทับหลังเหนือประตูเช่นกัน


    ฮัวม่านถิงใช้กรรไกรตัดไหมสีแดงออกจากนั้น เมื่อไหมสีแดงตกลงไปทั้งสองด้าน ก็เผยให้เห็นแผ่นโลหะขนาดใหญ่บนทับหลัง


    ฮัวม่านถิงตกตะลึงทั้งที่ยังยืนอยู่บนม้านั่ง !


    แม้แต่ทุกคนที่ยืนล้อมอยู่ด้านนอกต่างก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน !


    เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นอันดับแรกก็คือคำว่า ‘ฮัวม่านถิง’ ที่ถูกเขียนด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ดูทรงพลัง !


    “ซี๊ด……”


    นี่คือร้านสุราที่ตั้งชื่อตามชื่อของท่านอาวุโสฮัวงั้นหรือ ?


    หลี่เฉินอันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านอาวุโสฮัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?


    แต่หลังจากนั้นก็มีคนตาดีมองเห็นตัวอักษรแถวหนึ่งที่เรียงอยู่เหนือคำสามคำนี้


    ‘ร้านสุราใต้ร่มไทร ! ’


    นี่ต่างหากถึงจะเป็นชื่อร้านที่แท้จริง !


    เหตุใดถึงไม่ทำให้ชื่อร้านดูโดดเด่นสะดุดตากว่านี้ ?


    จงหลีรั่วสุ่ยยิ้มจนดวงตาคู่งามของนางกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว นางมองแผ่นหลังของหลี่เฉินอันพลางคิดในใจว่าเหตุใดบุรุษหนุ่มผู้นี้ถึงได้มีความคิดมากมายนัก ?


    เกิดเสียงบ่นดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน บางคนวิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องนี้ อาธิเช่น ฉีจือเสวี่ย 


    ยามนี้ เขาขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม “ผู้อาวุโสฮัวเป็นเสมือนจิตวิญญาณแห่งวรรณกรรม แม้แต่ชื่อของเขาก็ยังเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งสำหรับบัณฑิตในแคว้นหนิง ทว่าหลี่เฉินอันผู้นี้กลับแขวนชื่อของผู้อาวุโสฮัวไว้บนทับหลังของประตูอย่างเด่นชัด เช่นนี้จะไม่เป็นการดูหมิ่นผู้อาวุโสหรอกหรือ ? ”


    แน่นอนว่าย่อมมีผู้ที่เห็นต่างในเรื่องนี้อย่างจงหลีรั่วสุ่ยที่ถามออกมาว่า “เกรงว่าคุณชายฉีคงจะคิดไปไกลเสียแล้ว เช่นนั้นข้าขอถามท่านได้หรือไม่ว่านั่นคือลายมือของผู้อาวุโสฮัวไหม ? ”


    ฉีจือเสวี่ยพยักหน้ารับด้วยความตกตะลึง 


    “ในเมื่อมันเป็นลายมือของผู้อาวุโสฮัว ย่อมต้องหมายความว่าผู้อาวุโสฮัวยินยอมเช่นกัน นอกจากนี้ผู้อาวุโสฮัวยังเป็นผู้ตัดผ้าไหมเปิดป้ายด้วยตนเอง แสดงว่าผู้อาวุโสฮัวย่อมรู้เห็นเรื่องตัดริบบิ้นนี้แต่แรกแล้ว ! ”


    “ขนาดผู้อาวุโสฮัวยังไม่ใส่ใจ แล้วเจ้าจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเขาไปไย ? ”


    “แท้จริงแล้วนี่ถือเป็นการพิสูจน์ไปอีกขั้นว่าสุราของหลี่เฉินอันได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสฮัวมานานแล้ว มิเช่นนั้นด้วยนิสัยของผู้อาวุโสฮัวที่ไม่ยอมลงจารึกอะไรให้ผู้ใดง่าย ๆ เขาจะทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อหลี่เฉินอันไปทำไม ? ”


    ฉีจือเสวี่ยเถียงไม่ออก 

    เฉิงเจ๋อเองก็มองแผ่นหลังของหลี่เฉินอันด้วยแววตาที่เคร่งขรึมยิ่งขึ้น เขาตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเองไปชั่วขณะหนึ่ง


    ที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฮัวม่านถิงและหลี่เฉินอัน แต่เป็นเพราะความจริงที่ว่าหลี่เฉินอันรู้จักใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ และท่านผู้อาวุโสฮัวม่านถิงก็ยังเต็มใจสร้างแรงผลักดันนี้ให้แก่หลี่เฉินอันอีกด้วย


    ดูเหมือนว่าทุกคนในเมืองกวงหลิงจะประเมินหลี่เฉินอันต่ำไป !


    จากนั้น ฮัวม่านถิงก็ได้ใช้กรรไกรตัดแถบผ้าไหมสีแดงที่ด้านข้างประตูออกสองเส้น เมื่อผ้าไหมสีแดงหล่นลงมา ก็เผยให้เห็นโคลงกลอนบทหนึ่ง : ‘ภูเขางาม ทิวทัศน์งาม แง้มประตูยิ้มรับไร้กังวล  รีบร้อนไปไย วุ่นวายไปไย ดื่มสักจอกแล้วค่อยว่ากันใหม่’


    ตัวอักษรของกลอนตุ้ยเหลียนนี้ดูน่าเกลียดเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลายมือของผู้อาวุโสฮัวอย่างแน่นอน


    แต่กลอนตุ้ยเหลียนบทนี้กลับมีกลิ่นอายของใจที่รักอิสระและเรียบง่าย เป็นการแสดงออกถึงอารมณ์ที่ไม่แยแสของผู้แต่งโคลงกลอนบทนี้ได้อย่างชัดเจน 


    บัดนี้ ฮัวม่านถิงได้ลงมาจากม้านั่งมายืนอยู่บนพื้นแล้ว เขายืนอ่านกลอนบทนี้ด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เขาย่อมรู้ดีว่ากลอนตุ้ยเหลียนบทนี้เป็นลายมือของหลี่เฉินอัน ในใจยิ่งรู้สึกชื่นชอบเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ขึ้นมาอีกไม่น้อย


    ในยามนี้ กลับกลายเป็นหลี่เฉินอันที่ขึ้นไปยืนบนม้านั่งแทน


    เขาหันหน้าเข้าหาแสงอัสดง ทำให้ทั้งตัวของเขาถูกแสงสะท้อนเป็นสีแดงทองไปทั่วทั้งตัว


    “ข้า, หลี่เฉินอัน ! ”


    “เป็นเถ้าแก่ของร้านสุราใต้ร่มไทร ! ”


    “ข้าขอต้อนรับผู้มีใจรักในการดื่มสุราทุกท่านจากใต้หล้าให้  มาลิ้มลองสุรารสเลิศที่ร้านใต้ร่มไทรของข้า และขอต้อนรับเหล่าบัณฑิตและนักวรรณกรรมทุกท่าน ให้มาร่วมร่ำสุราและพูดคุยในร้านของข้า”


    “แต่ว่า……!”


    น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย


    “ข้าต้องขออธิบายปัญหาบางเรื่องให้แก่ทุกท่านได้ทราบก่อน ! ”


    “ประการแรก เนื่องจากสุราในร้านของข้าเป็นสุราชั้นดี จึงมีปริมาณจำกัด ขายแค่วันละสิบชั่งเท่านั้น ! ”


    เมื่อได้ยินเช่นนี้ ท่ามกลางฝูงชนก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา เพราะถึงเยี่ยงไรสุราฮั่วผิงชุนก็ถูกตั้งชื่อโดยผู้อาวุโสฮัว และผู้อาวุโสฮัวยังยืนยันอีกว่าสุราฮั่วผิงชุนนี้มีรสชาติที่เหนือชั้นกว่าสุรารุ่ยลู่ นั่นก็หมายความว่าสุรานี้จะต้องเป็นสุราชั้นดีแน่นอน


    ในเมื่อเป็นสุราชั้นดี ก็ต้องมีผู้ที่อยากซื้อมาชิม


    แต่เจ้าหลี่เฉินอันกลับบอกว่ามีขายแค่วันละสิบชั่งเท่านั้น……คนเยอะขนาดนี้ แต่ละคนจะซื้อได้เท่าไหร่กันเชียว ?


    และหากมีเศรษฐีคนใดขอซื้อไปคราเดียวสิบชั่ง คนอื่นก็จะไม่มีโอกาสได้ชิมน่ะสิ ?


    “ทุกท่านโปรดเงียบเสียงลงก่อน ! ”


    “เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าทุกคนที่เข้ามาในร้านสุราจะได้ดื่มสุรากันทุกคน ร้านสุราใต้ร่มไทรจึงได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์บางประการขึ้น”


    “กฎแรก ลูกค้าแต่ละคนจะได้ดื่มสุราวันละหนึ่งเหลียงเท่านั้น ! ”


    ฝูงชนกลับส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง แม้แต่เฉิงเจ๋อและฉีจือเสวี่ยก็ยังตกตะลึงไม่ต่างกันใต้หล้านี้มีใครบ้างที่ทำการค้าแบบเขา ?


    เช่นนี้ก็หมายความว่าต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้น่ะสิ ?


    ดวงตาคู่งามของจงหลีรั่วสุ่ยเหลือบมองไป และทันใดนั้น นางก็เข้าใจเจตนาของหลี่เฉินอันได้ในทันที 


    คำพูดนี้ของเขาเป็นการกระตุ้นความสนใจของทุกคน !


    สิ่งที่เขาต้องการคือให้คนเหล่านี้เผยแพร่ชื่อเสียงสุราฮั่วผิงชุนแทนเขา ดังนั้นจำต้องให้มีผู้คนได้ลิ้มรสสุรานี้มากขึ้น และทุกครั้งต้องทำให้พวกเขาเกิดความกระหายยิ่งขึ้นไป


    “กฎข้อที่สอง ตอนนี้สุราของร้านข้ายังไม่เปิดขายให้ภายนอก ! กล่าวอีกนัยก็คือหากท่านชอบ ท่านสามารถซื้อดื่มได้ที่ร้านของข้าเพียงเท่านั้น และร้านของข้าไม่ขายของแกล้มสุรา ทั้งยังไม่อนุญาตให้นำของแกล้มใดเข้ามาในร้านด้วย ! ”


    “เพราะข้าขี้เกียจทำความสะอาด ! ”


    ฝูงชนฮือฮาด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง


    นี่ไม่ได้หมายความว่าแค่ให้ดื่มสุราน้อยนิดเพียงอย่างเดียวหรือ ?


    การดื่มเยี่ยงนี้จะทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ประพันธ์โคลงกลอนได้เยี่ยงไร ?


    แต่ก็มีคนที่ฟังความหมายในคำพูดของเขาออกที่เขาบอกคือยังไม่ขายให้ภายนอกแค่ชั่วคราว 


    “กฎข้อที่สาม เป็นเพราะสุราฮั่วผิงชุนรสชาติดีเหลือเกิน มันจึงมีราคาสูงมาก ข้าขอแนะนำให้ลูกค้าทุกท่านจ่ายตามกำลังความสามารถ”


    “สุดท้ายนี้ ข้าขอประกาศว่าสุราฮั่วผิงชุนของเราขายที่ราคาเหลียงละ 200 อีแปะ ! นับแต่บัดนี้ไป ร้านสุราใต้ร่มไทร……ได้เปิดกิจการอย่างเป็นทางการแล้ว ! ”


    หลังจากที่เงียบไปชั่วครู่หนึ่ง ฝูงชนก็ต้องแตกตื่นกันอีกครั้ง !


    แพงเหลือเกิน !


    เงิน 200 อีแปะกลับซื้อสุราได้เพียง 1 เหลียงเท่านั้น……เช่นนี้ก็หมายความว่าต้องใช้เงินมากถึง 2 ตำลึงถึงจะซื้อสุราได้ 1 ชั่งน่ะสิ ? (1 ชั่งเท่ากับ 10 เหลียง , 1 เหลียงเท่ากับ 50 กรัม)


    “ช้าก่อน กวงหลิงซ่านราคาชั่งละเท่าไหร่ ? ”


    “250 อีแปะ”


    “……สุราฮั่วผิงชุนนี้มีราคาสูงกว่ากวงหลิงซ่านเกือบสิบเท่าเชียวหรือ ? ” 


    “เจ้าเด็กแซ่หลี่ผู้นี้คงอดยากจนเกิดความบ้าคลั่งขึ้นมากระมัง ! ”


    “……”


    บางคนได้แต่เดินคอตกกลับไปด้วยความผิดหวัง บางคนจากไปด้วยความสุขใจ ผ่านไปไม่นาน ที่หน้าร้านสุราก็เหลือคนยืนอยู่แค่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น


    หลี่เฉินอันเห็นเยี่ยงนั้นจึงเดินเข้าร้านไปพร้อมกับฮัวม่านถิง ฮัวม่านถิงมองสหายต่างวัยอย่างเป็นกังวล พลางเอ่ยว่า “เป็นเพราะเจ้าใจร้อนเกินไป ทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่น ถึงได้เป็นแบบนี้ ? ”


    หลี่เฉินอันส่ายหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ร้านของข้ามีขนาดเล็ก คนมากมายถึงเพียงนั้นจุไม่ไหวหรอก”


    และในตอนนี้เอง ภายในร้านก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น  “เสี่ยวเอ้อร์ 1  เอาสุรามา ! ”



    1 เสี่ยวเอ้อร์ 小二 เป็นคำเรียกเด็กบริกรในร้าน หรือเจ้าของร้านที่อายุน้อย 

    คล้ายกับเรื่องนายน้อยเจ้าสำราญ III : ยอดเขยนักกวี (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน