บทที่ 19 ััเส้นทางเซียน หนทางอันยาวไกล
ระหว่างทางไปยังยอดเขาเทียนสุ่ย หลี่กวนฉีได้พบกับศิษย์ร่วมรุ่นมากมาย
เหล่าชายหนุ่มหญิงสาวสวมใส่อาภรณ์ใหม่เอี่ยมของสำนัก ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันถึงอนาคต
พวกเขารวมตัวกันเป็กลุ่มเล็ก ๆ พูดคุยหัวเราะขณะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาเทียนสุ่ย
ยอดเขาเทียนสุ่ยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย
ตำแหน่งของยอดเขาหลักทั้งห้าถูกวางแผนตามธาตุทั้งห้า
มีเพียงยอดเขาหลักของธาตุวายุ อัสนี และน้ำแข็งที่แยกออกมาต่างหาก
ขณะที่หลี่กวนฉีกำลังอิจฉาผู้อื่นที่รวมกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จู่ ๆ ก็มีร่างสองร่างโผล่มาจากด้านหลังและโอบคอของเขาไว้
“ฮ่า ๆ ๆ! กวนฉี ข้าไม่คิดว่าเ้าจะเลือกรากิญญาอัสนี”
“ใช่แล้ว ข้าไม่คิดว่าเ้าจะมีรากิญญาศักดิ์สิทธิ์ที่หายากยิ่งกว่าหนึ่งในหมื่นเสียอีก!”
“เข้าสู่สำนักในโดยตรง อาจกล่าวได้ว่าเป็การทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา”
มุมปากของหลี่กวนฉีปรากฏรอยยิ้มบาง ผู้มาเยือนคือหลินตงที่เพิ่งเข้าร่วมสำนักในของยอดเขาเทียนถู่ และหลี่เซิ่งอันที่เข้าร่วมสำนักนอกของยอดเขาเทียนจิน
หลี่กวนฉียิ้มน้อย ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาก็ได้สอบถามข้อมูลของทั้งคู่มาบ้างแล้ว
“หลินตง เ้าก็ไม่เลวเหมือนกัน ที่แท้เ้าก็มีราก์ธาตุดิน อนาคตเ้าต้องรุ่งโรจน์แน่นอน”
หลินตงผู้ซื่อ ๆ เกาศีรษะแล้วยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “สุสานบรรพบุรุษของข้าคงมีควันสีเขียวลอยขึ้นมา บรรพบุรุษสั่งสมบุญมา”
ส่วนหลี่เซิ่งอันที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีสีหน้าพึงพอใจปรากฏขึ้นทันที
เขาพูดกับตัวเองว่า “ข้าที่มีรากผสมนี้ ได้เข้าสำนักนอกก็ดีแล้ว”
ทั้งสามคนเดินทางขึ้นยอดเขาเทียนสุ่ยด้วยกัน
ตลอดทางขึ้นไป ศิษย์ของยอดเขาเทียนสุ่ยเก้าในสิบกลับเป็ศิษย์หญิง
ตลอดเส้นทางนี้ มีศิษย์พี่หญิงจำนวนไม่น้อยยืนอยู่บนหลังคาหรือที่สูง พูดคุยหยอกล้อกันไม่หยุดเกี่ยวกับศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในปีนี้
“โอ้ ศิษย์พี่ ท่านเห็นคนตาบอดที่แบกกล่องหินไว้ข้างหลังหรือไม่?”
“ข้าได้ยินมาว่าเขาคือศิษย์คนเดียวที่ยอดเขาเทียนเหลยรับเข้ามาในปีนี้ และยังมีรากิญญาศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือกว่าศิษย์พี่อู่ปิ่งเสียอีก!”
หญิงสาวหน้าตางดงามได้ยินเสียงจ้อกแจ้กของศิษย์น้องข้างหู เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ
“หลี่กวนฉี ช่างเป็คนตาบอดที่มีชื่อสง่างามเช่นนี้”
“พร์ของเขานับว่าเป็อันดับหนึ่งในทั้งแผ่นดินชิงอวิ๋นเลยทีเดียว”
“เอาละ ถึงเวลาไปฝึกฝนแล้ว”
ฝูงชนคลาคล่ำรวมตัวกันอยู่ในหอประชุมใหญ่ของยอดเขาเทียนสุ่ย
ทุกคนมีเบาะรองนั่งคนละอัน นั่งขัดสมาธิ
การนั่งที่นั่นก็มีธรรมเนียมเคร่งครัด โลกหล้าผู้ฝึกเซียนให้ความสำคัญกับลำดับชั้นยศ ผู้แข็งแกร่งคือผู้สูงส่ง
หลี่กวนฉียังอยากให้ทั้งสามคนนั่งด้วยกัน แต่หลี่เซิ่งอันกลับกล่าวว่า “ไม่ได้ ๆ ตอนนี้เ้ามีสถานะเป็ศิษย์สายตรงของผู้าุโใหญ่แห่งยอดเขาเทียนเหลย นั่นก็คือศิษย์ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรง ซึ่งมีสถานะสูงกว่าศิษย์สายตรงของเหล่าผู้าุโทั่วไป เ้าต้องนั่งอยู่แถวหน้าสุด!”
หลี่กวนฉีมองไปรอบ ๆ พบว่าสีหน้าของผู้คนรอบข้างดูไม่เป็ธรรมชาตินัก จำใจต้องเดินไปยังแถวหน้าสุด
เบาะรองนั่งใบนั้นอยู่โดดเดี่ยวเพียงใบเดียว ด้านหลังคือศิษย์สายในที่เพิ่งเข้าสำนัก และถัดไปอีกคือศิษย์สายนอก
ครั้งนี้สำนักกระบี่ต้าเซี่ยเปิดรับศิษย์อย่างกว้างขวาง รวมแล้วรับศิษย์ทั้งสิ้น 392 คน นับว่าเป็การรับศิษย์ที่มากพอสมควร
ในจำนวนนี้ มีศิษย์ที่ได้เข้าฝึกฝนในสำนักภายในโดยตรง รวมหกสิบกว่าคน ในนั้นมีผู้ที่มีรากิญญา์ 4 คน
แม้แต่ผู้มีรากิญญา์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความสนใจจากผู้าุโให้รับเป็ศิษย์ในสำนัก
หลี่กวนฉีนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น เบื้องหน้าเป็โต๊ะเล็ก และมีเบาะรองนั่งอีกใบหนึ่งเช่นกัน
พริบตาเดียว!
สายลมเย็นพัดผ่าน หญิงสาวในอาภรณ์ยาวสีฟ้าน้ำแข็งปรากฏกายขึ้นหลังโต๊ะเล็กอย่างไร้ร่องรอย
หญิงสาวผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมคือผู้าุโอันดับสามแห่งยอดเขาเทียนสุ่ย หลานเหอ ผู้มีวรยุทธ์ขอบเขตจินตานขั้นปลาย
ดวงตางามของหลานเหอเห็นว่ายังมีเบาะรองนั่งว่างอยู่มากมาย จึงทำให้สีหน้าของนางหม่นลงทันที
นางโบกมือ ประตูของหอประชุมใหญ่ก็ปิดลงอย่างกึกก้อง ทำให้บรรดาศิษย์ที่วิ่งมาจากด้านนอกต่างมีสีหน้าขมขื่น
ประตูบานนี้ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเคาะ ได้แต่ยืนเรียบร้อยอยู่ด้านนอก
หลานเหอยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ นั่งลงบนเบาะรองนั่ง
“วันแรกของการสอนก็กล้ามาสาย! เช่นนั้นก็ให้พวกเ้ายืนอยู่ข้างนอกทั้งหมด!”
“เริ่มการสอน!”
บรรดาศิษย์ในหอประชุมต่างยืดตัวตรง พวกเขาไม่คิดว่าท่านผู้าุโหลานผู้นี้จะทำตามที่พูดจริง ๆ
ไม่ว่าเ้าจะเป็ศิษย์สายในหรือศิษย์สายนอก ขอเพียงมาสาย ก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามา
ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็มีความประทับใจแรกต่อสำนัก
“พูดแล้วต้องทำ!”
หลานเหอมีรูปโฉมงดงาม แต่ในฐานะอาจารย์ผู้สอน ดวงตาของนางมักจะแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม
นางเอ่ยเสียงแ่เบาว่า “ข้าเชื่อว่าพวกเ้าทุกคนคงคิดว่าการได้เข้าสู่ประตูแห่งเซียนเพื่อบำเพ็ญเพียรนั้น เป็เื่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งนัก”
“แต่บทเรียนแรกที่ข้าจะสอนพวกเ้าในวันนี้ก็คือ อย่าได้ไว้ใจในน้ำใจของผู้คนโดยง่าย!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าศิษย์ด้านล่างก็เริ่มซุบซิบกันเสียงดังอื้ออึง
ครู่หนึ่งผ่านไป หลานเหอก็กล่าวต่อว่า “เมื่อพวกเ้าบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นหนึ่งแล้ว พวกเ้าจะเข้าใจ ผู้ที่เรียกเ้าว่าสหาย ๆ ในยามปกตินั้น เมื่อถึงคราวคับขัน พวกเขาย่อมคิดว่าขอให้สหายตายแทนตนเองดีกว่า”
“คำพูดนี้ไม่จำเป็ต้องเข้าใจในตอนนี้ เพียงแค่จดจำไว้ในใจก็พอ”
เสียงของหญิงสาวไม่ดังนัก แต่กลับทำให้ทุกคนในหอประชุมใหญ่กว้างร้อยจั้งนี้ได้ยินอย่างชัดเจน
จากนั้นในมือของนางก็มีแสงวาบขึ้น ปรากฏเป็ป้ายหยกจารึก
หลานเหอชูป้ายหยกขึ้นพลางเอ่ยเสียงเบาว่า “คงจะไม่ต้องสงสัยว่าพวกเ้าทุกคนได้รับป้ายหยกประจำตัวของตนเองแล้ว”
“ดังนั้น นับจากวันนี้เป็ต้นไป พวกเ้าต้องพกติดตัวไว้ตลอดเวลาห้ามให้ห่างตัวโดยเด็ดขาด! เพราะสิ่งนี้จะเป็ของคู่กายพวกเ้าไปชั่วชีวิต!”
คำพูดนี้ฟังดูหนักอึ้งยิ่งนัก แต่ศิษย์ทุกคนที่ก้าวออกจากสำนักกระบี่ต้าเซี่ยล้วนรู้ดีว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
“ป้ายหยกนี้มีประโยชน์มากมาย สิ่งสำคัญที่สุดในสำนักคือคะแนนผลงาน”
“คะแนนจะถูกบันทึกไว้ในป้ายหยก อีกทั้งป้ายหยกยังมีความสามารถในการระบุตำแหน่ง สามารถดูตำแหน่งของเพื่อนร่วมสำนักคนอื่นได้เมื่อจำเป็”
“ยังสามารถใช้ป้ายหยกตรวจดูสิ่งของในคลังสมบัติ และดูการสอนของเหล่าผู้าุโผ่านป้ายหยกได้อีกด้วย”
“สรุปคือ ต้องเก็บรักษาป้ายหยกนี้ให้ดี! เมื่อพวกเ้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตฝึกลมปราณแล้ว ก็จะสามารถเปิดใช้งานความสามารถเหล่านี้ของป้ายหยกได้เอง”
ทุกคนล้วนหยิบป้ายหยกออกมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด ไม่คาดคิดว่าป้ายหยกเล็ก ๆ นี้จะมีประโยชน์มากมายถึงเพียงนี้ ทว่าคำพูดของหลานเหอที่ตามมา กลับทำให้มุมมองของทุกคนสั่นะเืจนถึงแก่น!
หลานเหอเอ่ยเสียงเบาว่า “พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าสถานที่ที่พวกเราอยู่นี้คือที่ใด”
มีคนหนึ่งเอ่ยปากตอบว่า “แดนอุดรของแผ่นดินชิงอวิ๋น”
ยังไม่ทันขาดคำ เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่มีดวงตาแดงก่ำก็เอ่ยเสียงทุ้มว่า “ดินแดนต้าเซี่ย แดนอุดรของแผ่นดินชิงอวิ๋น!”
เมื่อลานเหอได้ยินเสียงนั้น นางก็ชะงักไปเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเมื่อมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้น ดวงตาของนางก็ฉายแววเข้าใจ
นางเอ่ยเสียงเบาว่า “ที่แท้ก็คือนายน้อยจ้งหลิน ทายาทแห่งเขาอวี๋หยาง”
“ถูกต้อง สถานที่ที่พวกเราอยู่คือแผ่นดินชิงอวิ๋น และแผ่นดินชิงอวิ๋นนั้นอยู่ในดินแดนต้าเซี่ย”
“โลกแห่งนี้ก็คือที่ที่เรียกว่าภพมนุษย์ หรือก็คือโลกเบื้องล่างนั่นเอง”
“ภพมนุษย์แบ่งออกเป็หกดินแดน ส่วนที่เหลือพวกเ้าค่อยไปสำรวจเอาเองในภายหลัง”
“ที่ข้าพูดเื่เหล่านี้ ก็เพื่อจะบอกให้พวกเ้ารู้ว่า นอกจากภพมนุษย์กับภพเซียนแล้ว พวกเรายังมีอีกภพภูมิหนึ่ง!”
“นั่นคือแดนยมโลก!”
“ก็เพราะการมีอยู่ของแดนยมโลกนี่แหละ ใน่เวลาหลายหมื่นปีของภพมนุษย์ จึงมีผู้ฝึกตนทรงพลังมากมายที่แย่งชิงร่างกาย รวมถึงผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดพร้อมความทรงจำจากชาติก่อน!”
หลี่กวนฉีใทันที ในใจคิดว่า “ผู้กลับชาติ?”
“ก่อนหน้านี้ตอนทดสอบรากฐานพลัง ผู้ควบคุมกฎได้สังหารผู้ชิงร่างไปสองคนแล้ว!”
“ตอนนี้ยังมีผู้กลับชาติที่มีความทรงจำจากชาติก่อนอีกหรือ?”
“หากไม่ได้เข้าประตูเซียน เื่เช่นนี้คงไม่มีทางรู้ได้ตลอดชีวิต”